ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค
สัมมาปริพพาชนิยสูตร

               อรรถกถาสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓               
               สัมมาปริพพาชนิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ มุนึ ปหูตปญฺญํ เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ดังนี้.
               ท่านเรียกว่า มหาสมยสูตรบ้าง เพราะกล่าวในวันมหาสมัย.
               ถามว่า มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ตอบว่า มีการเกิดขึ้นเพราะมีคำถาม.
               ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระพุทธนิมิตถาม จึงได้ตรัสพระสูตรนี้พร้อมกับคำถามพระสูตรนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาปริพพาชนิยสูตรบ้าง.
               ความย่อในพระสูตรนี้มีเพียงนี้.
               ส่วนโดยพิสดารนั้น พระโบราณาจารย์ได้พรรณนาไว้ตั้งแต่การอุบัติของสากิยวงศ์และโกลิยวงศ์ การพรรณนาไว้เพียงอุเทศในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้.
               ก็ครั้งปฐมกัป พระเจ้ามหาสมมติราชได้มีพระโอรสพระนามว่าโรชะ. พระเจ้าโรชะได้มีพระโอรสพระนามว่าวโรชะ. พระเจ้าวโรชะได้มีพระโอรสพระนามว่ากัลยาณะ. พระเจ้ากัลยาณะได้มีพระโอรสพระนามว่าวรกัลยาณะ พระเจ้าวรกัลยาณะได้มีพระโอรสพระนามว่ามันธาตุ. พระเจ้ามันธาตุได้มีพระโอรสพระนามว่าวรมันธาตุ. พระเจ้าวรมันธาตุได้มีพระโอรสพระนามว่าอุโปสถะ. พระเจ้าอุโปสถะได้มีพระโอรสพระนามว่าจระ. พระเจ้าจระได้มีพระโอรสพระนามว่าอุปจระ. พระเจ้าอุปจระได้มีพระโอรสพระนามว่าพระมฆาเทวะ.
               สืบต่อจากพระเจ้ามฆาเทวะได้มีกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ ต่อจากกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์เหล่านั้นได้มีวงศ์โอกกากราช ๓ วงศ์. พระเจ้าโอกกากราชองค์ที่ ๓ มีพระมเหสี ๕ องค์ คือ พระนางหัตถา ๑ พระนางจิตตา ๑ พระนางชันตุ ๑ พระนางชาลินี ๑ พระนางวิสาขา ๑. พระมเหสีองค์หนึ่งๆ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐.
               พระมเหสีองค์ใหญ่มีโอรส ๔ พระองค์ คือ เจ้าชายโอกกามุขะ ๑ เจ้าชายกากัณฑะ ๑ เจ้าชายหัตถินิกะ ๑ เจ้าชายนิปุระ ๑. มีพระธิดา ๕ พระองค์ คือ เจ้าหญิงปิยา ๑ เจ้าหญิงสุปปิยา ๑ เจ้าหญิงอานันทา ๑ เจ้าหญิงวิชิตา ๑ เจ้าหญิงวิชิตเสนา ๑.
               ครั้นพระมเหสีองค์ใหญ่ได้พระโอรสพระธิดา ๙ องค์แล้วก็สิ้นพระชนม์.
               พระราชาจึงทรงนำราชธิดาซึ่งยังสาว ทั้งมีรูปโฉมงดงามองค์อื่นมาตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระอัครมเหสีได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ครั้นประสูติได้ ๕ วัน พวกนางนมได้ตกแต่งพระชันตุกุมารนำมาเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงยินดีได้พระราชทานพรแด่พระมเหสี. พระนางจึงทรงปรึกษากับบรรดาพระญาติทูลขอราชสมบัติให้แก่พระโอรส. พระราชาทรงพิโรธว่า หญิงถ่อยใจชั่ว เจ้าจงพินาศเสียเถิด เจ้าปรารถนาให้พวกโอรสของเราได้รับอันตราย แล้วไม่พระราชทานตามที่พระมเหสีทูลขอ. พระอัครมเหสีประเล้าประโลมพระราชาในที่ลับบ่อยๆ ครั้นให้ทรงพอพระทัยแล้ว ทูลพระดำรัสมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาราช ไม่ควรกล่าวคำเท็จ แล้วทูลวิงวอนซ้ำแล้วซ้ำอีก.
               ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกพระโอรสทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนลูกๆ ทั้งหลาย พ่อเห็นชันตุกุมารน้องของพวกลูก จึงได้ผลุนผลันให้พรแก่มารดาของชันตุกุมาร เธอประสงค์จะให้โอรสครองราชสมบัติ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว ลูกๆ พึงมาครองราชสมบัติเถิด แล้วทรงส่งไปกับอำมาตย์ ๘ คน. พระราชกุมารเหล่านั้นได้พาพระพี่นางพระน้องนาง ออกจากพระนครพร้อมด้วยจตุรงคเสนา.
               พวกชาวพระนครรู้ว่า พระกุมารจะเสด็จมาครองราชสมบัติเมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว จึงคิดว่า พวกเราจะติดตามไปอุปัฏฐากพระกุมารเหล่านั้น ก็พากันตามเสด็จไปเป็นอันมาก. ในวันแรกได้มีหนุ่มเสนาประมาณ ๑ โยชน์ ในวันที่สองประมาณ ๒ โยชน์ ในวันที่สามประมาณ ๓ โยชน์.
               พระราชกุมารทั้งหลายทรงดำริว่า พลนิกายมีมาก หากเราจะยกไปตีพระราชาใกล้เคียงเมืองหนึ่งเมืองใด ชิงเอาบ้านเมือง ชนบททั้งหมดก็จะพ่ายแพ้เรา แต่ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติที่ได้มาเพราะเบียดเบียนผู้อื่น ชมพูทวีปก็กว้างใหญ่ เราจะสร้างนครในป่า จึงพากันเสด็จบ่ายหน้าไปยังป่าหิมพานต์.
               พระราชกุมารแสวงหาที่จะสร้างพระนคร ที่ป่านั้นมีพระดาบสชื่อกปิละ มีตบะแรงกล้า อาศัยอยู่ในป่าไม้สากะใกล้ฝั่งโบกขรณี ณ ป่าหิมพานต์ พระราชกุมารไปถึงที่อยู่ของดาบสนั้น. ดาบสเห็นพระราชกุมารเหล่านั้นจึงถาม ครั้นทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงได้ทำการอนุเคราะห์พระราชกุมารเหล่านั้น.
               นัยว่า พระดาบสนั้นรู้ภูมิชัยวิทยา เห็นคุณและโทษในอากาศสูงขึ้นไปได้ ๘๐ ศอกและใต้พื้นดินลงไป ๘๐ ศอก. ณ ภูมิประเทศนั้น หมูและเนื้อทั้งหลายทำให้ราชสีห์และเสือเป็นต้นหวาดกลัวหนีกลับไป กบและหนูทั้งหลายทำให้งูเกรงกลัว.
               ดาบสครั้นเห็นพระราชกุมารเหล่านั้น จึงทูลว่า ภูมิประเทศนี้เป็นพื้นปฐพีอันล้ำเลิศ จึงให้สร้างพระนคร ณ ที่นั้น. ครั้งนั้น พระดาบสได้ทูลพระราชกุมารว่า หากพระองค์จะสร้างพระนครใช้ชื่อของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ยินดี. พระราชกุมารทรงรับคำดาบส. พระดาบสกล่าวว่าแม้บุตรคนจัณฑาลสถิตอยู่ในที่นี้ ก็จะข่มขี่พระเจ้าจักรพรรดิด้วยกำลังได้ แล้วกราบทูลให้สร้างพระราชมณเฑียร แล้วสร้างพระนคร ณ ที่ตั้งอาศรม ครั้นดาบสถวายที่นั้นแล้ว ตนเองก็สร้างอาศรมอาศัยอยู่ ณ เชิงเขาไม่ไกลนัก.
               จากนั้น พระราชกุมารทั้งหลายจึงสร้างพระนคร ณ ที่นั้นให้จารึกชื่อว่า กบิลพัสดุ์ เพราะกปิลดาบสประสิทธิ์ให้ แล้วเสด็จอาศัยอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น.
               ลำดับนั้น พวกอำมาตย์คิดว่า พระกุมารเหล่านี้ทรงเจริญวัยแล้ว หากอยู่ในสำนักของพระบิดา ก็จะกระทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล แต่บัดนี้เป็นภาระของพวกเรา จึงพากันไปทูลปรึกษากับพระกุมาร. พระกุมารตรัสว่า เรามิได้เห็นธิดาของกษัตริย์อื่นเสมอด้วยเรา และเราไม่เห็นขัตติยกุมารเหล่าอื่นเสมอด้วยพระเชษฐภคินีและพระกนิษฐภคินีเหล่านั้นเลย อนึ่ง เราจะไม่ทำการปะปนชาติ เพราะกลัวการปะปนชาติ. จึงตั้งพระเชษฐภคินีไว้ในฐานะพระมารดา แล้วอภิเษกสมรสกับพระกนิษฐภคินีเป็นคู่ๆ กันไป.
               พระบิดาของพระราชกุมารเหล่านั้น ครั้นทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วทรงเปล่งอุทานว่า สักยะ สักยะ. นี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนอัมพัฏฐะ ครั้งนั้นแล พระเจ้าโอกกากราชได้ตรัสถามที่ประชุมเหล่าอำมาตย์ว่า บัดนี้ราชกุมารทั้งหลายพากันไปพักอยู่ที่ไหน. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ ณ ฝั่งโบกขรณี ข้างหิมวันตประเทศมีป่าไม้สากะอยู่มาก บัดนี้พระราชกุมารทั้งหลายพากันไปพักอยู่ ณ ป่าไม้นั้น พระราชกุมารเหล่านั้นทรงกลัวการระคนด้วยชาติ จึงอยู่ร่วมกันกับพระภคินีของตนๆ พระเจ้าข้า.
               ดูก่อนอัมพัฏฐะ ครั้งนั้นแล พระเจ้าโอกกากราชทรงเปล่งอุทานว่า สกฺยา วต โภ กุมารา ปรมสกฺยา วต โภ กุมารา ดังนี้ ความว่า ท่านทั้งหลาย กุมารทั้งหลายเป็นผู้สามารถหนอ กุมารทั้งหลายเป็นผู้สามารถอย่างยิ่งหนอ.
               ดูก่อนอัมพัฏฐะ เจ้าสักยะทั้งหลายย่อมปรากฏ ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าโอกกากราชนั้นเป็นบรรพบุรุษของเจ้าศากยะทั้งหลาย ดังนี้.๑-
____________________________
๑- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๔๙ อัมพัฏฐสูตร

               ครั้นต่อมาพระเชฏฐภคินีของพระกุมารเหล่านั้นได้เป็นโรคเรื้อน พระวรกายได้ปรากฏเหมือนดอกทองหลาง. พระราชกุมารทั้งหลายทรงดำริว่า พระโรคนี้ย่อมติดต่อแก่ผู้ที่นั่งที่ยืนและบริโภคร่วมกับพระเชษฐภคินีนี้ จึงทูลเชิญพระนางให้เสด็จขึ้นบนรถ ทำเป็นดุจจะไปชมสวน แล้วเสด็จเข้าป่ารับสั่งให้ขุดบ่อลึกทำเป็นเรือนพอสังเขปใต้พื้นดิน วางพระนางลงในบ่อนั้นพร้อมด้วยของควรเคี้ยวและควรบริโภค ปิดข้างบนเกลี่ยฝุ่นแล้วเสด็จไป.
               ก็สมัยนั้น พระราชาพระนามว่ารามะ เป็นโรคเรื้อนถูกพวกสนมและพวกฟ้อนรำพากันรังเกียจ ทรงสลดพระทัย มอบราชสมบัติให้พระโอรสองค์ใหญ่เสด็จเข้าป่า เสวยรากไม้และผลไม้ในป่านั้น ไม่ช้าก็หายพระโรค มีพระฉวีดุจทองคำ เสด็จไปตามที่ต่างๆ ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงใหญ่ ทรงทำความสะอาดโพรงไม้นั้นประมาณ ๑๖ ศอก ภายในโพรงไม้นั้นทรงกระทำประตูหน้าต่าง พาดบันไดเสด็จประทับอยู่ในโพรงนั้น. พระองค์ก่อไฟที่หลุมถ่านเพลิงแล้วบรรทม ได้ทรงสดับเสียงร้องครวญครางและเสียงคำรามในราตรี พระองค์ทรงกำหนดว่า ที่ตรงโน้นสีหะแผดเสียง ตรงโน้นเสือคำราม ครั้นสว่างจึงเสด็จไป ณ ที่นั้นทรงถือเนื้อที่เป็นเดน (ของสัตว์) ปิ้งเสวย.
               อยู่มาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระองค์ประทับนั่งตามไฟอยู่. ขณะนั้น เสือโคร่งได้กลิ่นพระราชธิดา จึงตะกายที่พื้นนั้นทำให้เป็นช่องบนพื้นกระดาน. พระนางทรงเห็นเสือทางช่องนั้น ทรงตกพระทัยกลัวร้องกรี๊ดจนสุดเสียง. พระราชาทรงสดับเสียงนั้น และทรงกำหนดว่า นั่นเป็นเสียงสตรีจึงเสด็จไป ณ ที่นั้นแต่เช้าตรู่ ตรัสถามว่า ใครอยู่ในที่นี้. พระนางตอบว่า ผู้หญิงจ้ะนาย. ตรัสว่า ออกมาเถิด. ทูลว่า ออกไปไม่ได้. ตรัสว่า เพราะอะไร. ทูลว่า ดิฉันเป็นนางกษัตริย์. พระนางแม้ถูกขังอยู่ในหลุมอย่างนั้นยังมีขัตติยมานะ. พระราชารับสั่งถามเรื่องราวทั้งหมด แล้วจึงตรัสบอกพระชาติของพระองค์ว่า เราก็เป็นกษัตริย์. ตรัสต่อไปว่า ออกมาเดี๋ยวนี้เถิดปรากฏดุจเนยใสใส่ลงในน้ำนม. พระนางทูลว่า หม่อมฉันเป็นโรคเรื้อน ไม่อาจออกไปได้เพคะ. พระราชาตรัสว่า บัดนี้เราหัวอกอันเดียวกัน เราสามารถเยียวยาให้หายได้จึงทอดบันได อุ้มพระนางขึ้นมาทรงนำไปยังที่ประทับของพระองค์ พระราชทานยาที่พระองค์เสวยด้วยพระองค์เอง ไม่ช้าก็ทำให้พระนางหายจากพระโรคมีพระฉวีดุจทองคำ. พระราชาก็ทรงอยู่ร่วมกับพระนางนั้น. ด้วยการอยู่ร่วมครั้งแรกเท่านั้น พระนางก็ทรงครรภ์ ประสูติพระโอรสสององค์ ประสูติพระโอรสครั้งละสององค์ ๑๖ ครั้ง รวมเป็นพระโอรส ๓๒ องค์ด้วยประการฉะนี้. พระบิดาได้ให้พระโอรสผู้เจริญวัยเหล่านั้นได้ศึกษาศิลปะทุกแขนง.
               ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พรานป่าคนหนึ่งชาวเมืองของพระรามราชาเที่ยวแสวงหารัตนะบนภูเขามาถึงถิ่นนั้น เห็นพระราชาก็จำได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าจำพระองค์ได้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เจ้ามาจากไหน. พรานทูลว่า มาจากพระนครพระเจ้าข้า. แต่นั้น พระราชาตรัสถามเรื่องราวทั้งหมดกะเขา. เมื่อพระราชาและพรานป่าสนทนากันอยู่ พระกุมารทั้งหลายก็พากันมา.
               พรานป่าเห็นพระกุมารเหล่านั้นจึงถามว่า ข้าแต่พระองค์ พวกเด็กเหล่านี้เป็นใคร พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า บุตรของเราเอง. ทูลว่า ขอเดชะ บัดนี้พระองค์แวดล้อมแล้วด้วยพระกุมารถึง ๓๒ องค์เหล่านี้ จักทรงทำอะไรในป่าเล่า ขอเชิญเสด็จไปครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า อย่าเลยพ่อคุณอยู่ที่นี้ก็เป็นสุขดีแล้ว.
               พรานป่าคิดว่า บัดนี้เราได้เรื่องราวจากการสนทนาแล้ว จึงไปพระนครทูลพระโอรสของพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชโอรสทรงดำริว่าจะต้องนำพระบิดากลับมา จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ทูลวิงวอนพระบิดาด้วยประการต่างๆ. พระราชาก็ทรงปฏิเสธว่า อย่าเลยกุมารลูกพ่อ ที่นี่ก็เป็นสุขดีแล้ว.
               แต่นั้น พระราชบุตรทรงดำริว่า บัดนี้พระบิดาไม่ทรงปรารถนาจะเสด็จไป ช่างเถิดเราจะสร้างพระนครในที่นี้แหละเพื่อพระองค์ แล้วทรงถอนต้นกระเบาออกสร้างพระราชมณเฑียรแล้วสร้างพระนคร ทรงตั้งชื่อเป็นสองอย่างคือ โกลนคร เพราะถอนต้นกระเบาออกแล้วจึงสร้าง และพยัคฆปถะ๒- เพราะเป็นทางเสือผ่าน เสร็จแล้วเสด็จกลับ.
____________________________
๒- ยุโรปเป็น พยัคฆปัชชะ.

               ต่อแต่นั้น พระมารดาจึงรับสั่งกะพระกุมารผู้เจริญวัยว่า นี่แน่ะลูกๆ ทั้งหลาย เจ้าศากยะอยู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นพระเจ้าน้าของลูกๆ ลูกทั้งหลายจงไปรับพระธิดาของพระเจ้าน้านั้นมาเถิด. พระกุมารทั้งหลายได้ไปในวันที่พวกนางกษัตริย์ เสด็จไปสรงสนานที่แม่น้ำแล้วกั้นท่าน้ำประกาศชื่อแล้ว ทรงพาพระราชธิดาที่พระองค์ปรารถนาแล้วๆ ไป. เจ้าศากยะทั้งหลายครั้นได้สดับแล้วตรัสว่า ช่างเขาเถิด พวกกุมารเหล่านั้นก็เป็นพระญาติของพวกเราทั้งนั้น แล้วทรงนิ่งเสีย.
               เมื่อกษัตริย์ศากยะและโกลิยะกระทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคลซึ่งกันและกันอย่างนี้ พระวงศ์ก็สืบต่อกันมาจนถึงพระเจ้าสีหหนุ. พระเจ้าสีหหนุมีพระราชบุตร ๕ พระองค์ คือ สุทโธทนะ ๑ อมิโตทนะ ๑ โธโตทนะ ๑ สุกโกทนะ ๑ สุกโขทนะ ๑.
               บรรดาพระราชบุตรเหล่านั้น เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะครองราชสมบัติ พระมหาบุรุษผู้บำเพ็ญบารมีจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต โดยนัยที่กล่าวแล้วในนิทานชาดก ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมายาเทวีประชาบดีของพระเจ้าสุทโธทนะ แล้วเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์โดยลำดับ ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงโปรดพระประยูรญาติมีพระเจ้าสุทโธทนมหาราชเป็นต้นให้ทรงตั้งอยู่ในอริยผล เสด็จจาริกไปยังชนบทแล้วเสด็จกลับมาอีกครั้งประทับอยู่ ณ วัดนิโครธารามในกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๕๐๐ รูป.
               อนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธารามนั้น พวกเจ้าศากยะและโกลิยะทะเลาะกันเรื่องน้ำ. เรื่องเป็นอย่างไร.
               เรื่องมีอยู่ว่า ในระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงโกลิยะทั้งสองนั้นมีแม่น้ำโรหิณีไหลผ่าน. แม่น้ำนั้นบางครั้งก็น้ำน้อย บางครั้งก็น้ำมาก. ในเวลาน้ำน้อย ทั้งเจ้าศากยะทั้งเจ้าโกลิยะทำสะพานนำน้ำเพื่อเลี้ยงข้าวเจ้าของตนๆ. พวกมนุษย์ของเจ้าทั้งสองทำสะพานแย่งน้ำกัน ด่ากันถึงชาติว่า เจ้าพวกวายร้าย ราชตระกูลของพวกเจ้าสมสู่อยู่ร่วมกันกับพวกน้องๆ ดุจสัตว์เดียรัจฉานมีไก่ สุนัข สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ราชตระกูลของพวกเจ้าสมสู่กันที่โพรงไม้ดุจพวกปีศาจ แล้วพากันไปกราบทูลพระราชาของตนๆ. พระราชาเหล่านั้นทรงพิโรธเตรียมรบไปเผชิญหน้ากันที่ฝั่งแม่น้ำโรหินี. กำลังพลได้ตั้งอยู่เช่นกับสงคราม.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พวกพระญาติทะเลาะกันเรา จะต้องไปห้าม จึงเสด็จมาทางอากาศประทับยืน ณ ท่ามกลางเสนาทั้งสอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงถึงพระญาติทะเลาะกัน ได้เสด็จมาจากกรุงสาวัตถี.
               ก็แลครั้นประทับยืนอยู่ได้ตรัสอัตตทัณฑสูตร.๓- กษัตริย์ทั้งหมดครั้นทรงสดับดังนั้นทรงเกิดความสังเวช ทิ้งอาวุธพากันยืนนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า และรับสั่งให้ปูอาสนะอันสูงกว่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงมาประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาปูไว้
               ตรัสผันทนชาดก๔- มีอาทิว่า กุฐารีหตฺโถ ปุริโส แปลว่า บุรุษถือผึ่ง,
               ตรัสลฏุกิกชาดก๕- มีอาทิว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ แปลว่า ข้าพเจ้าขอไหว้กุญชรนั้น
               และตรัสวัฏฏกชาดก๖- นี้ว่า
                                   สมฺโมทมานา คจฺฉนฺติ ชาลมาทาย ปกฺขิโณ
                                   ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ ตทา เอหินฺติ เมวสํ.

                         นกทั้งหลายพร้อมใจกัน ย่อมพาตาข่ายไปได้
                         เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้นมันจะอยู่ใน
                         อำนาจของเรา
ดังนี้.
____________________________
๓- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๒๒
๔- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๗๓๘
๕- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๗๓๒
๖- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๓๓

               แล้วทรงแสดงความที่กษัตริย์เหล่านั้นเป็นพระญาติกันมาช้านานแล้ว ตรัสมหาวงศ์นี้ กษัตริย์เหล่านั้นทรงเลื่อมใสอย่างยิ่งเมื่อได้ทรงทราบว่า เมื่อก่อนพวกเราก็เป็นพระญาติกัน. แต่นั้นกษัตริย์ทั้งสองวงศ์ได้มอบกุมาร ๕๐๐ คือกุมารฝ่ายเจ้าศากยะ ๒๕๐ กุมารฝ่ายเจ้าโกลิยะ ๒๕๐ เพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุรพเหตุของกุมารเหล่านั้น จึงตรัสว่า เอถ ภิกฺขโว แปลว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ภิกษุทั้งหมดเหล่านั้นได้บริขาร ๘ อันเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์เหาะไปในอากาศ มายืนถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นไปป่ามหาวัน. บรรดาภรรยาของภิกษุเหล่านั้นต่างก็พากันส่งข่าวไปให้ทราบ ภิกษุเหล่านั้นถูกภรรยาเล้าโลมโดยประการต่างๆ จึงกระสัน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นกระสัน ทรงประสงค์จะแสดงป่าหิมพานต์ บรรเทาความกระสันของภิกษุเหล่านั้น ด้วยตรัสกุณาลชาดก๗- ณ ที่นั้น ตรัสว่า ทิฏฺฐปุพฺโฑ โว ภิกฺเว หิมวา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเคยเห็นป่าหิมวันต์หรือ. กราบทูลว่า ไม่เคยเห็น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมาดู ทรงนำภิกษุเหล่านั้นไปทางอากาศด้วยฤทธิ์ของพระองค์ ทรงแสดงภูเขาหลายลูกว่า นี้สุวรรณบรรพต นี้รชตบรรพต นี้มณีบรรพต แล้วประทับยืนอยู่ ณ พื้นหินอ่อนใกล้สระนกดุเหว่า. แต่นั้นทรงอธิษฐานว่า บรรดาสัตว์เดียรัจฉานประเภทสี่เท้าเป็นต้นทั้งหมดจงมาในภูเขาหิมวันตะเถิด นกดุเหว่ามาหลังเพื่อน.
____________________________
๗- ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๒๙๖

               พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพรรณนาถึงสัตว์ที่มาโดยชาติ ชื่อและภาษา จึงทรงแจ้งแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้หงส์ นี้นกกระเรียน นี้นกจากพราก นี้นกการเวก นี้นกงวงช้าง นี้นกนางนวล. ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยเมื่อเห็นสัตว์เหล่านั้น ได้เห็นนกดุเหว่าที่มาทีหลังนกทั้งหมด แวดล้อมด้วยนางนกพันตัว จับกลางไม้ที่นางนกสองตัว เอาจะงอยปากคาบพาไป เกิดอัศจรรย์ใจที่ไม่เคยมีมา จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเคยเป็นพญานกดุเหว่าอยู่ในที่นี้มิใช่หรือ. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกแล้ว เราได้สร้างวงศ์นกดุเหว่าขึ้นมา
               ตรัสมหากุณาลชาดกครบครันว่า ก็ในอดีตกาล เราทั้งสี่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้ คือ นารท ๑ เทวิละ ๑ เป็นฤษี พญาแร้งชื่ออานันทะ ๑ เราเป็นนกดุเหว่าสีเหลืองชื่อปุณณมุขะ ๑. ครั้นภิกษุเหล่านั้นฟังแล้ว ความกระสันที่เกิดขึ้นเนื่องจากภรรยาเก่าของภิกษุเหล่านั้นก็สงบลง.
               แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัจกถาแด่ภิกษุเหล่านั้น เมื่อจบสัจกถา ภิกษุรูปที่บวชภายหลังได้เป็นพระโสดาบัน รูปที่บวชก่อนทั้งหมดได้เป็นพระอนาคามี ไม่มีที่เป็นปุถุชน หรือพระอรหันต์แม้แต่รูปเดียว.
               แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นขึ้นสู่ป่ามหาวันอีกครั้ง.
               อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น เมื่อมาก็มาด้วยฤทธิ์ของตน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นอีก เพื่อประโยชน์แก่มรรคชั้นสูงขึ้นไป. ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นเจริญวิปัสสนา ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ภิกษุที่บรรลุก่อนได้ไปก่อนทีเดียวด้วยคิดว่า เราจักกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็ครั้นภิกษุนั้นมาถึงแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ย่อมยินดียิ่ง ไม่กระสันอยู่ ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมาถึงโดยลำดับ นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ในวันอุโบสถเดือนเจ็ดตอนเย็น เทวดาในหมื่นจักรวาลยกเว้นจำพวกอสัญญีสัตว์และอรูปพรหม ต่างนิรมิตอัตภาพละเอียด ตามนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถามงคลสูตร พากันแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่ง ณ วรพุทธาสนะอันพระขีณาสพ ๕๐๐ แวดล้อมแล้ว คิดว่า เราจักฟังพระธรรมเทศนาอันวิจิตรเฉียบแหลม.
               บรรดาพรหมเหล่านั้น พรหมผู้เป็นขีณาสพ ๔ องค์ออกจากสมาบัติไม่เห็นหมู่พรหม รำพึงว่า พวกพรหมไปไหนกันหมด ครั้นทราบความนั้นแล้วจึงมาทีหลัง เมื่อไม่ได้โอกาสในป่ามหาวัน จึงยืนอยู่บนยอดจักรวาล ได้กล่าวปัจเจกคาถาทั้งหลาย ดังที่ท่านกล่าวไว้ดังต่อไปนี้.
               ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นสุทธาวาสสี่องค์ได้คิดกันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้แลประทับอยู่ ณ ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์. อนึ่ง เทวดาทั้งหลายจากโลกธาตุสิบโดยมากมาประชุมกัน เพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ถ้ากระไรแม้เราก็พึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงกล่าวปัจเจกคาถาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
____________________________
๘- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๓๕

               ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสคาถวคฺคนั้นแล.
               ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พรหมองค์หนึ่ง ณ ที่นั้นได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศตะวันออก ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้น ได้กล่าวคาถานี้ว่า๙- มหาสมโย ปวนสฺมึ ฯเปฯ ทกฺขิตาเยว อปราชิตสงฺฆํ
               ความว่า วันนี้เป็นมหาสมัยในป่าใหญ่ หมู่เทวดามาประชุมกัน เรามาสู่ธรรมสมัยนี้ เพื่อจะเห็นพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ชนะมารแล้ว.
               เมื่อพรหมนั้นกล่าวคาถานี้ พวกพรหมที่ประดิษฐานอยู่ ณ ภูเขาจักรวาลด้านทิศตะวันตกได้ยินเสียง. พรหมองค์ที่สองได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศตะวันตก ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้นสดับคาถานั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า๙- ตตฺร ภิกฺขโว สมาทหํสุ ฯเปฯ อินฺทริยานิ รกฺขนฺติ ปณฺฑิตา
               ความว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นมั่นคงแล้ว เหมือนสารถีถือเชือกยืนอยู่ ท่านเป็นบัณฑิตรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย.
               พรหมองค์ที่สามได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศใต้ ประดิษฐานอยู่บนจักรวาลนั้น สดับคาถานั้นแล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า๙- เฉตฺวา ขีลํ เฉตฺวา ปลิฆํ ฯลฯ สุสู นาคา
               ความว่า ภิกษุเหล่านั้นตัดกิเลสดุจตะปู ตัดกิเลสดุจลิ่ม ตัดกิเลสดุจเสาเขื่อน เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ท่านเป็นผู้หมดจดไม่มีมลทินเที่ยวไป ท่านเป็นพระนาคหนุ่ม มีดวงตาฝึกฝนดีแล้ว.
               พรหมองค์ที่สี่ได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศเหนือ ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้นสดับคาถานั้นแล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า๙- เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส ฯเปฯ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ
               ความว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ชนทั้งหลายเหล่านั้นจักไม่ถึงอบายภูมิ ละกายของมนุษย์แล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
               พรหมที่ประดิษฐานอยู่ ณ จักรวาลด้านทิศใต้ ได้สดับเสียงของพรหมนั้น.
               ในครั้งนั้น พรหมสี่องค์เหล่านี้ได้ยืนชมเชยบริษัทด้วยประการฉะนี้. มหาพรหมได้ยืนครอบจักรวาลเป็นอันเดียวกัน.
____________________________
๙- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๓๖

               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูเทพบริษัทแล้ว ทรงแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุ ํ ฯเปฯ เยปิ เต ภิกฺขเว ภวิสฺสนฺติ ฯเปฯ สมฺมาสมฺพุทฺธา ฯเปฯ สนฺนิปติตา ภวิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ มยฺหํ เอตรหิ
               ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด ได้มีแล้วในอดีตกาล เทวดาทั้งหลายประมาณเท่านี้แหละได้ประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า เพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายพระองค์นั้น เหมือนเหล่าเทวดาประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใดจักมีในอนาคต เทวดาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้แหละ จักประชุมกันเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เหมือนเทวดาทั้งหลายประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้.
               ลำดับนั้น เทพบริษัทนั้นแยกออกเป็นสองพวกทั้งที่เป็นภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ พวกเป็นภัพพสัตว์มีประมาณเท่านี้ พวกเป็นอภัพพสัตว์มีประมาณเท่านี้. บรรดาเทพบริษัทเหล่านั้น บริษัทที่เป็นอภัพพะแม้เมื่อพระพุทธเจ้าร้อยพระองค์ทรงแสดงธรรม ก็ไม่ตรัสรู้ได้ ส่วนบริษัทที่เป็นภัพพะสามารถรู้ได้.
               ครั้นรู้แล้วยังแบ่งภัพพบุคคลออกเป็นหกประเภทด้วยสามารถจริต คือประเภทราคจริตประมาณเท่านี้ ประเภทโทสจริต โมหจริต วิตักกจริต สัทธาจริต พุทธิจริตประมาณเท่านี้. ครั้นกำหนดจริตอย่างนี้แล้ว ทรงเลือกเฟ้นธรรมกถาว่า การแสดงธรรมชนิดไร จึงจะเป็นที่สบายแก่บริษัทนั้นๆ ได้ทรงใฝ่พระทัยถึงบริษัทนั้นๆ อีกว่าบริษัทนั้นพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของตนหรือหนอ หรือพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของผู้อื่นด้วยอำนาจแห่งเรื่องเกิดขึ้น ด้วยอำนาจคำถาม.
               แต่นั้นทรงทราบว่าพึงรู้ได้ด้วยคำถาม ทรงรำพึงถึงบริษัททั้งสิ้นต่อไปอีกว่า ผู้สามารถจะถามปัญหามีอยู่หรือไม่มี ครั้นทรงทราบว่าไม่มีใคร จึงทรงดำริว่า หากเราถามเอง แก้เอง ก็จะไม่เป็นที่สบายแก่บริษัทนี้ ถ้ากระไรเราควรเนรมิตพระพุทธนิมิต จึงทรงเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาท ครั้นทรงออกจากฌานแล้ว ทรงปรับปรุงด้วยมโนมยิทธิ ทรงเนรมิตพระพุทธนิมิต.
               พระพุทธนิมิตได้ปรากฏพร้อมด้วยจิตอธิษฐานว่า ขอจงสมบูรณ์ด้วยลักษณะแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหมด ทรงบาตรและจีวร ถึงพร้อมด้วยการมองดูและการเหลียวดูเป็นต้น. พระพุทธนิมิตนั้นเสด็จมาจากปาจีนโลกธาตุประทับนั่งบนอาสนะเสมอพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตร ๖ พระสูตรด้วยสามารถจริตในสมาคมนี้ คือ๑๐- ปุราเภทสูตร ๑ กลหวิวาทสูตร ๑ จูฬพยูหสูตร ๑ มหาพยูหสูตร ๑ ตุวฏกสูตร ๑ และสัมมาปริพพาชนิยสูตรนี้แหละ ๑.
____________________________
๑๐- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๗-๔๒๑

               บรรดาสูตรเหล่านั้น พระพุทธนิมิตเมื่อจะถามปัญหาเนื้อความเป็นไปแห่งสูตรนี้ อันควรกล่าวถึงสัปปายะแห่งพวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงกล่าวคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ มุนี ปหุตปญฺญํ ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหุตปญฺญํ คือ มีปัญญามาก. บทว่า ติณฺณํ ได้แก่ ผู้ข้ามโอฆะสี่ได้แล้ว. บทว่า ปารคตํ ได้แก่ ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว. บทว่า ปรินิพฺพุตํ ได้แก่ ปรินิพพานแล้วด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า ฐิตตฺตํ ได้แก่ มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย.
               บทว่า นิกฺขมฺม ฆรา ปนุชฺช กาเม ได้แก่ บรรเทาวัตถุกามทั้งหลายออกจากการครองเรือนแล้ว.
               บทว่า กตํ ภิกฺขุ สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ความว่า ภิกษุนั้นพึงเว้นคือพึงไป พึงอยู่โดยชอบในโลกอย่างไร. ท่านอธิบายว่าเป็นผู้ไม่พัวพันด้วยโลก ล่วงโลกไปได้.
               บทที่เหลือในสูตรนี้มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภว่า เพราะผู้ที่ยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ จะชื่อว่าเว้นรอบโดยชอบไม่มี ฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงกำหนดประชุมแห่งภัพพบุคคล ด้วยสามารถแห่งจริตมีราคจริตเป็นต้นในภิกษุนั้น จึงทรงปรารภคำนั้นๆ ว่า เป็นมงคลแก่ภิกษุใด ดังนี้ เพื่อละโทษที่หมู่เทวดาซึ่งมีโทษเสมอกันเหล่านั้น ประพฤติเป็นอาจิณ เมื่อจะทรงประกาศถึงปฏิปทาของพระขีณาสพด้วยยอดคือพระอรหัต จึงได้ตรัสพระคาถา ๑๕ พระคาถา.
               ในพระคาถา ๑๕ พระคาถานั้น พึงทราบวินิจฉัยคาถาที่ ๑ ก่อน.
               บทว่า มงฺคลา นี้ เป็นชื่อของทิฏฐมงคลเป็นต้นที่ท่านกล่าวไว้ในมงคลสูตร.
               บทว่า สมูหตา ได้แก่ ถอนด้วยดีคือตัดขาดด้วยศัสตราคือปัญญา.
               บทว่า อุปฺปาทา ได้แก่ การยึดถือความเกิดอันเป็นไปอย่างนี้ว่า อุกกาบาต ดาวหางเป็นต้น ย่อมมีผลอย่างนี้ๆ.
               บทว่า สุปินา ได้แก่ การยึดถือความฝันอันเป็นไปอย่างนี้ว่า เห็นความฝันในตอนเช้าจะมีผลอย่างนี้ เห็นความฝันในตอนเที่ยงเป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ นอนเห็นความฝันข้างซ้ายจะเป็นอย่างนี้ นอนเห็นความฝันข้างขวาเป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ ฝันเห็นพระจันทร์จะเป็นอย่างนี้ ฝันเห็นพระอาทิตย์เป็นต้นจะเป็นอย่างนี้ ดังนี้.
               บทว่า ลกฺขณา ได้แก่ อ้างคัมภีร์บอกลักษณะไม้เท้าและลักษณะสิ่งของเป็นต้น. แล้วยึดถือลักษณะอันเป็นไปว่า บัดนี้ จะได้รับผลอย่างนี้.
               ทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั้นแล.
               บทว่า ส มงฺคลโทสวิปฺปหีโน ได้แก่ มงคลอันเป็นโทษที่เหลือ เว้นมหามงคล ๓๘ ภิกษุถอนมงคลเป็นต้นเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ละมงคลอันเป็นโทษ.
               อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ละมงคลอันเป็นโทษเพราะละมงคลและโทษมีการเกิดเป็นต้น ย่อมไม่ให้ความบริสุทธิ์ด้วยมงคลเป็นต้น เพราะบรรลุด้วยอริยมรรคแล้ว. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก คือภิกษุนั้นเป็นขีณาสพ พึงเว้นโดยชอบในโลก ไม่พัวพันด้วยโลก.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒.               
               บทว่า ราคํ วินเยถ มานุเสสุ ทิพฺเพสุ กาเมสุจาปิ ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุนำความกำหนัดในกามคุณทั้งหลายทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วยอนาคามิมรรค.
               บทว่า อติกฺกมฺม ภวํ สเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ภิกษุนำความกำหนัดออกได้แล้ว ต่อจากนั้นยังการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้ให้สำเร็จโดยประการทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งสามด้วยปฏิปทานี้ได้แล้ว.
               บทว่า สมฺมา โส ได้แก่ ภิกษุแม้นั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓.               
               บทว่า อนุโรธวิโรธวิปฺปหีโน คือ มีราคะและโทสะอันละเสียได้ด้วยวัตถุกามทุกอย่าง.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
               อนึ่ง ในทุกๆ คาถา พึงประกอบบทว่า โสปิ ภิกฺขุ สมฺมา โลเก ปริพฺพเชยฺย ความว่า ภิกษุแม้นั้นพึงเว้นโดยชอบในโลกดังนี้. เพราะต่อจากนี้ไป เราจะไม่กล่าวถึงบทประกอบ จักกล่าวนัยที่ยังไม่ได้กล่าวไว้เท่านั้น.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔.               
               พึงทราบสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักสองอย่างด้วยสามารถสัตว์และสังขาร.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺทราคปฏิฆปฺปหาเนน หิตฺวา อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือธรรมไรๆ ด้วยอุปาทาน ๔.
               บทว่า อนิสฺสิโต กุหิญฺจิ ได้แก่ อันตัณหานิสัย ๑๐๘ และทิฏฐินิสัย ๖๒ ไม่อาศัยแล้วในภพไหน หรือในภพมีรูปภพเป็นต้น.
               บทว่า สํโยชนิเยหิ วิปฺปมุตฺโต ความว่า ธรรมเป็นไปในภูมิสาม แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์เพราะเป็นวิสัยแห่งสังโยชน์สิบอย่าง ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว เพราะกำหนดรู้ และเพราะละได้จากสังโยชน์เหล่านั้นด้วยมรรคภาวนาโดยประการทั้งหมด.
               อนึ่ง ในที่นี้ท่านกล่าวถึงการละราคะและโทสะด้วยบาทต้น. ความไม่มีการยึดถือเป็นที่อาศัยด้วยบาทที่สอง. การหลุดพ้นจากอกุศลที่เหลือและวัตถุอันเป็นอกุศลด้วยบาทที่สาม หรือการละราคะและโทสะด้วยบาทต้น. ด้วยบาทที่สองก็เช่นเดียวกัน ด้วยบาทที่สามพึงทราบว่า การหลุดพ้นจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เพราะละสังโยชน์เหล่านั้นได้.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕.               
               บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในขันธูปธิทั้งหลาย. อุปธิเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า อาทาน เพราะอรรถว่า พึงยึดถือ.
               บทว่า อนญฺญเนยฺโย ได้แก่ เพราะเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่างดีแล้ว ใครๆ จะพึงแนะนำไม่ได้ว่านี้ประเสริฐ.
               บทที่เหลือความของบทง่ายทั้งนั้น.
               ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า
               ภิกษุนำฉันทราคะในการยึดมั่นออกไปแล้วทั้งหมดด้วยมรรคที่สี่ เป็นผู้มีฉันทราคะนำออกไปแล้ว ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลายเหล่านั้น คือย่อมเห็นอุปธิทั้งปวงโดยความไม่เป็นสาระ. แต่นั้นไม่อาศัยอยู่ในนิสัยแม้ทั้งสองอย่าง หรือโดยความอันใครๆ จะพึงแนะนำไม่ได้ว่านี้ประเสริฐ ภิกษุผู้เป็นขีณาสพพึงเว้นโดยชอบในโลก.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖.               
               บทว่า อวิรุทฺโธ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ผิดพลาดกับด้วยสุจริตทั้งหลาย เพราะละทุจริตสามอย่างเหล่านั้นได้แล้ว.
               บทว่า วิทิตฺตา ธมฺมํ ได้แก่ รู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยมรรค.
               บทว่า นิพฺพานปทาภิปฏฺฐยาโน ได้แก่ ปรารถนาบทคืออนุปาทิเสสนิพพาน.
               บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗.               
               บทว่า อกฺกฏฺโฐ ได้แก่ ข้องอยู่ในอักโกสวัตถุสิบอย่าง.
               บทว่า น สนฺธิเยถ ได้แก่ ไม่ผูกโกรธคือไม่พึงโกรธ.
               บทว่า ลทฺธา ปรโภชนํ น มชฺเช ได้แก่ ได้ของที่เขาให้ด้วยศรัทธา อันคนอื่นให้แล้วไม่พึงเมาว่า เราเป็นผู้มีชื่อเสียง มียศ มีลาภ ดังนี้.
               บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘.               
               บทว่า โลภํ ได้แก่ ความโลภจัด.
               บทว่า ภวํ ได้แก่ กามภพเป็นต้น. ท่านกล่าวภวตัณหาและโภคตัณหาด้วยบททั้งสองอย่างนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวตัณหาทั้งหมดด้วยบทต้น กล่าวกามภพด้วยบทหลัง.
               บทว่า วิรโต เฉทนพนฺธนโต ได้แก่ เว้นจากการตัดและการจองจำสัตว์อื่น เพราะละกรรมกิเลสเหล่านี้ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว.
               บทที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙.               
               บทว่า สารุปฺปมตฺตโน วิทิตฺวา ได้แก่ รู้การปฏิบัติอันสมควรแก่ความเป็นภิกษุของตน ด้วยการละการแสวงหาอันไม่สมควรเป็นต้น แล้วดำรงมั่นอยู่ในอาชีวะบริสุทธิ์มีการแสวงหาโดยชอบเป็นต้น และการปฏิบัติชอบอย่างอื่น. ไม่ใช่ด้วยเพียงรู้อะไรๆ เท่านั้น.
               บทว่า ยถาตถํ ได้แก่ รู้ตามความเป็นจริง.
               บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ รู้ธรรมประเภทมีขันธ์ อายตนะเป็นต้น ด้วยญาณตามความเป็นจริง หรือรู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยมรรค.
               บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐.               
               บทว่า โส นิราโส อนาสสาโน ความว่า ภิกษุใดไม่มีอนุสัยถอนอกุศลมูลได้แล้วด้วยอริยมรรค ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา แต่นั้นไม่หวังธรรมมีรูปธรรมเป็นต้นไรๆ เพราะไม่มีความหวัง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นิราโส อนาสสาโน ไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา ดังนี้.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๑.               
               บทว่า อาสวขีโณ ได้แก่ มีอาสวะสี่สิ้นแล้ว.
               บทว่า ปหีนมาโน ได้แก่ ละมานะเก้าอย่างได้แล้ว.
               บทว่า ราคปถํ ได้แก่ ธรรมชาติเป็นไปในภูมิสามอันเป็นวิสัยแห่งราคะ.
               บทว่า อุปาติวตฺโต ได้แก่ ก้าวล่วงด้วยการกำหนดรู้และการละ.
               บทว่า ทนฺโต ได้แก่ ละการเสพผิดในทวารทั้งปวงแล้วถึงภูมิแห่งการฝึกฝนตน ด้วยการฝึกอย่างประเสริฐ.
               บทว่า ปรินิพฺพุโต เป็นผู้สงบเพราะสงบด้วยไฟคือกิเลส.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๒.               
               บทว่า สทฺโธ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งหมด เพราะเว้นจากปัจจัยอย่างอื่นในพุทธคุณเป็นต้น ไม่ประกอบด้วยการปฏิบัติด้วยศรัทธาต่อผู้อื่น.
               ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑- น ขฺวาหํ ภนฺเต เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ถึงด้วยศรัทธาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าในเพราะเหตุนี้.
____________________________
๑- องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๔

               บทว่า สุตวา คือประกอบแล้วด้วยการฟังอันมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะกิจคือการฟังอย่างสามัญสุดสิ้นลงแล้ว.
               บทว่า นิยามทสฺสี ความว่า ในเมื่อสัตวโลกลุ่มหลงอยู่ในสงสารกันดาร เป็นผู้เห็นทางอันเป็นความชื่นชอบของผู้ไปสู่อมตนคร. ท่านอธิบายว่า ได้เห็นทางแล้ว.
               บทว่า วคฺคคเตสุ น วคฺคสารี ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ๖๒. ความสวนทางกันและกัน ชื่อว่า วคฺคคตา ความไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฏฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฏฐิอันได้แก่ วคฺค อย่างนี้ เพราะไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฏฐิว่า นี้สูญ นี้จักเป็นอยู่อย่างนั้นดังนี้.
               บทว่า ปฏิฆํ ได้แก่ ความกระทบกระทั่ง. ท่านอธิบายว่า ความกระทบกระทั่งทางจิต.
               บทว่า ปฏิฆํ นี้เป็นวิเสสนะของโทสะ.
               บทว่า วิเนยฺย ได้แก่ นำออกไปแล้ว.
               บทที่เหลือมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๓.               
               บทว่า สํสุทธฺชิโน ได้แก่ เป็นผู้ชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมดจดแล้ว.
               บทว่า วิวฏจฺฉโท คือเป็นผู้มีกิเลสดังหลังคาคือราคะโทสะและโมหะเปิดแล้ว.
               บทว่า ธมฺเมสุ วสี ได้แก่ เป็นผู้ถึงความชำนาญในธรรมคืออริยสัจสี่. ธรรมเหล่านั้นอันใครๆ ไม่สามารถทำผู้ที่รู้อย่างนั้นให้เป็นผู้ไม่รู้ได้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกพระขีณาสพว่าเป็นผู้ชำนาญในธรรมทั้งหลาย.
               บทว่า ปารคู ได้แก่ ถึงนิพพานซึ่งท่านเรียกว่าปาระ (ฝั่ง). อธิบายว่า บรรลุด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน.
               บทว่า อเนโช คือ เป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะปราศจากตัณหาแล้ว.
               บทว่า สงฺขารนิโรธญาณกุสโล คือ นิพพานท่านเรียกว่าดับสังขาร ความรู้ในนิพพานนั้นคืออริยมรรคปัญญา เป็นผู้ฉลาดในอริยมรรคปัญญานั้น. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดเพราะเจริญแล้วสี่ครั้ง.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๔.               
               บทว่า อตีเตสุ ได้แก่ ในเบญจขันธ์ที่ถึงความเป็นไปแล้วล่วงไป.
               บทว่า อนาคเตสุ ได้แก่ ในเบญจขันธ์ที่ยังไม่ถึงความเป็นไปนั่นเอง. บทว่า กปฺปาตีโต คือ ล่วงกำหนดว่าเราว่าของเรา หรือล่วงความกำหนดด้วยตัณหาและทิฏฐิ แม้ทั้งหมด. บทว่า อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ คือ มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงแล้ว. ก้าวล่วงอะไร ก้าวล่วงกาลทั้ง ๓.
               จริงอยู่ พระอรหันต์ก้าวล่วงกาลที่เป็นอดีตคืออวิชชาและสังขาร กาลที่เป็นอนาคตคือชาติชรามรณะ และกาลที่เป็นปัจจุบันอันเป็นที่สุดแห่งภพมีวิญญาณเป็นต้นแม้ทั้งหมด ล่วงพ้นความสงสัย เป็นผู้มีปัญญาถึงความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ ผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ล่วงพ้นกาลทั้ง ๓.
               บทว่า สพฺพายตเนหิ คือ จากอายตนะ ๑๒.
               บทว่า วิปฺปมุตฺโต ความว่า จริงอยู่ พระอรหันต์เป็นผู้ล่วงกำหนดอย่างนี้ ไม่เข้าถึงอายตนะไรๆ ต่อไป เพราะล่วงกำหนดแล้วแล เพราะมีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพายตเนหิ วิปฺปมุตฺโต หลุดพ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง.

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๕.               
               บทว่า อญฺญาย ปทํ ได้แก่ รู้บทหนึ่งๆ ในบทสี่แห่งสัจจะด้วยปัญญากำหนดสัจจะอันเป็นส่วนเบื้องต้น.
               บทว่า สเมจฺจ ธมฺมํ คือ ต่อจากนั้นตรัสรู้ธรรมคืออริยสัจสี่ด้วยอริยมรรคสี่.
               บทว่า วิวฏํ ทิสฺวาน ปหานมาสวานํ ความว่า ทีนั้นเห็นความสิ้นอาสวะเป็นวิวัฎฏะ (นิพพาน) คือเปิดเผยให้ปรากฏด้วยปัจจเวกขณญาณ.
               บทว่า สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา ความว่า ภิกษุนั้นไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆ เพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งหลายอันมีประเภทแห่งขันธ์ กามคุณ กิเลสและอภิสังขารทั้งปวง พึงเว้นคือพึงอยู่โดยชอบในโลกไม่ติดแน่นพึงไปสู่โลก.
               จบเทศนาด้วยประการฉะนี้.               

               แต่นั้น พระพุทธนิมิตนั้นชื่นชมเทศนากล่าวคาถานี้ว่า อทฺธา หิ ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่ทีเดียว.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า โย โส เอวํวิหารี ความว่า พระพุทธนิมิต เมื่อจะชี้แจงกะภิกษุให้เห็นชัดยิ่งขึ้น จึงกล่าวด้วยคาถานั้นๆ ว่า ภิกษุใดถอนมงคลเป็นต้นมีปรกติอยู่ด้วยการละโทษของมงคลทั้งปวง ภิกษุนั้นนำความกำหนัดในกามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์ออกเสีย ก้าวล่วงกามมีปรกติอยู่ด้วยการตรัสรู้ธรรม.
               บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
               แต่โยชนาแก้ไว้ว่า พระพุทธนิมิตกล่าวคำเป็นอาทิว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อที่พระองค์ตรัสคำเป็นอาทิว่า ถอนมงคลทั้งหลายเสียในที่สุดแห่งคาถานั้นได้ตรัสว่า ภิกษุนั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก นี้เป็นความจริงแน่แท้ทีเดียว.
               เพราะเหตุไร.
               เพราะภิกษุใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าฝึกฝนตนด้วยการฝึกอย่างสูง เป็นผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ ๑๐ ทั้งหมดและโยคะ ๔ ฉะนั้น ภิกษุนั้นพึงเว้นโดยชอบในโลก ข้าพระองค์ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย ดังนี้.
               ครั้นพระพุทธนิมิตกล่าวคาถาชื่นชมเทศนาแล้ว เทศนาก็จบลงด้วยยอดแห่งพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
               เมื่อจบพระสูตร เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุผลอันเลิศ ส่วนผู้ที่บรรลุพระโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผลนับไม่ถ้วน.

               จบอรรถกถาสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อ ปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 329อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 331อ่านอรรถกถา 25 / 332อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=8220&Z=8274
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :