ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕] [๑๖] [๑๗] [๑๘] [๑๙] [๒๐] [๒๑] [๒๒] [๒๓] [๒๔] [๒๕] [๒๖] [๒๗] [๒๘] [๒๙] [๓๐] [๓๑] [๓๒] [๓๓] [๓๔] [๓๕] [๓๖] [๓๗] [๓๘] [๓๙]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

หน้าต่างที่   ๑๖ / ๓๙.

               ๑๖. เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ [๒๗๙]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อกฺโกสํ" เป็นต้น.

               นางธนัญชานีถูกด่า               
               ความพิสดารว่า นางพราหมณีชื่อธนัญชานี ของภารทวาชพราหมณ์ ผู้พี่ชายของอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้เป็นโสดาบันแล้ว.
               นางจามก็ดี ไอก็ดี พลาดก็ดี เปล่งอุทานนี้ว่า
               นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
(ความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น).
               วันหนึ่ง ในเวลาที่อังคาสพราหมณ์ นางพลาดแล้ว เปล่งอุทานขึ้นอย่างนั้นนั่นแลด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์โกรธแล้ว กล่าวว่า "หญิงถ่อยนี้ พลาดแล้วในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมกล่าวสรรเสริญพระสมณะหัวโล้นนั้นอย่างนี้ทุกที" ดังนี้แล้วกล่าวว่า "หญิงถ่อย บัดนี้ ข้าจักไปยกวาทะต่อศาสดานั้นของเจ้า"
               ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า "จงไปเถิดพราหมณ์ ดิฉันไม่เห็นบุคคลผู้จะยกวาทะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้, เออก็ครั้นไปแล้ว จงทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า"
               เขาไปสู่สำนักพระศาสดา ไม่ถวายบังคมเลย ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว.
               เมื่อจะทูลถามปัญหา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
                                   บุคคลฆ่าอะไรได้สิ จึงอยู่เป็นสุข, ฆ่าอะไรได้สิ
                         จึงไม่เศร้าโศก, ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจ
                         ซึ่งการฆ่าธรรมอะไรสิ ซึ่งเป็นธรรมอันเอก.
               ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                                   บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข.
                         ฆ่าความโกรธได้แล้วจึงไม่เศร้าโศก, พราหมณ์
                         พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความ
                         โกรธอันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะบุคคล
                         นั้นฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.

               พราหมณ์ ๔ คนบรรลุพระอรหัตผล               
               เขาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.
               ครั้งนั้น อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ผู้น้องชายของเขา ได้ฟังว่า "ได้ยินว่า พี่ชายของเราบวชแล้ว" ก็โกรธ จึงมาด่าพระศาสดาด้วยวาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่วาจาสัตบุรุษ. แม้เขาก็ถูกพระศาสดาให้รู้สำนึกแล้ว ด้วยข้ออุปมาด้วยการให้ของควรเคี้ยวเป็นต้นแก่แขกทั้งหลาย เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.
               น้องชายทั้งสองของเธอแม้อื่นอีก คือสุนทริกภารทวาชะ พิลังคกภารทวาชะ (พากัน) ด่าพระศาสดาเหมือนกัน อันพระศาสดาทรงแนะนำ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.
               ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย คุณของพระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์หนอ, เมื่อพราหมณ์พี่น้องชายทั้ง ๔ ด่าอยู่ พระศาสดาไม่ตรัสอะไรๆ กลับเป็นที่พึ่งของพราหมณ์เหล่านั้นอีก."

               พระศาสดาเป็นที่พึ่งของมหาชน               
               พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้"
               จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ประทุษร้ายในชนทั้งหลายผู้ประทุษร้าย เพราะความที่เราประกอบด้วยกำลังคือขันติ ย่อมเป็นที่พึ่งของมหาชนโดยแท้"
               ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                         ๑๖.  อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ    อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ
                         ขนฺตีพลํ พลาณีกํ    ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
                                   ผู้ใดไม่ประทุษร้าย อดกลั้นซึ่งคำด่าและ
                         การตีและการจำจองได้ เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีกำลัง
                         คือขันติ มีหมู่พลว่า เป็นพราหมณ์.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทุฏฺโฐ เป็นต้น ความว่า ผู้ใดเป็นผู้มีใจไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าและคำบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ และการตีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจำด้วยเครื่องจำคือขื่อเป็นต้น, เราเรียกผู้นั้น คือผู้เห็นปานนั้น ซึ่งชื่อว่ามีกำลังคือขันติ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้ชื่อว่ามีหมู่พล เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือขันติ อันเป็นหมู่เพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นแลว่า เป็นพราหมณ์.
               ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

               เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ จบ.               
               -------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕] [๑๖] [๑๗] [๑๘] [๑๙] [๒๐] [๒๑] [๒๒] [๒๓] [๒๔] [๒๕] [๒๖] [๒๗] [๒๘] [๒๙] [๓๐] [๓๑] [๓๒] [๓๓] [๓๔] [๓๕] [๓๖] [๓๗] [๓๘] [๓๙]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 35อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 36อ่านอรรถกถา 25 / 38อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1301&Z=1424
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com