ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค
วาเสฏฐสูตร

               อรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙               
               วาเสฏสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               การเกิดขึ้นนี้ท่านกล่าวไว้แล้วในนิทานแห่งสูตรนั้น. แต่ข้าพเจ้าจะพรรณนาความเรียบเรียงนัยแห่งสูตรนั้นมากล่าว และบทที่มีความง่าย.
               บทว่า อิจฺฉานงฺคโล เป็นชื่อของบ้าน.
               พราหมณ์มหาศาลมีชื่อเรียกดังนี้ คือจังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์. ผู้ทำนายโชคชะตาคือ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์.
               นัยว่า พราหมณ์สองคนนั้น คนหนึ่งเกิดในดอกบัวในสระโบกขรณีข้างหิมวันตประเทศ. ดาบสคนหนึ่งเก็บดอกบัวนั้น เห็นทารกนอนอยู่ในดอกบัว เลี้ยงให้โตแล้วจึงนำไปถวายพระราชา. เพราะทารกนั้นนอนอยู่ในดอกบัวจึงชื่อว่า โปกขรสาติ.
               อีกคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ทำนายโชคชะตา. ได้ยินว่า เพราะเป็นผู้ทำนายโชคชะตานั้น จึงได้ตำแหน่งปุโรหิตชื่อชาณุสโสณี. เขามีชื่อเสียง เพราะเหตุนั้นเอง.
               หากมีคำว่า พราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียง เหตุไรจึงอาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคาม.
               ตอบว่า เพื่อทดสอบการเรียนเวท.
               นัยว่า สมัยนั้นในโกศลชนบท พราหมณ์ผู้เรียนเวทประชุมกันในบ้านนั้น เพื่อสาธยายเวทและเพื่อตรวจสอบข้อความของเวท. ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์บางพวกจึงออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนๆ เป็นลำดับๆ มาอาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคามนั้น.
               บทว่า วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ ได้แก่ วาเสฏฐพราหมณ์และภารทวาชพราหมณ์. บทว่า อยมนฺตรากถา สนทนากันในระหว่าง คือ พราหมณ์ทั้งสองได้เที่ยวสนทนากับผู้ที่เป็นสหายของตน. ท่านอธิบายว่าในท่ามกลางระหว่างการสนทนานั้น ได้เกิดสนทนาเรื่องอื่นขึ้น.
               บทว่า สํสุทฺธคหณิโก มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดี คือมีครรภ์บริสุทธิ์. อธิบายว่า เกิดในครรภ์ของพราหมณีผู้บริสุทธิ์นั่นเอง.
               ไฟธาตุ ท่านเรียกว่า คหณี ในบทมีอาทิว่า สมเวปากินิยา คหณิยา๑- ไฟธาตุย่อยอาหาร แต่ในที่นี้หมายถึงครรภ์มารดา.
____________________________
๑- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๗๓

               บทว่า ยาว สตฺตมา ตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ คือ ๗ ชั่วบรรพบุรุษโดยย้อนหลังไปอย่างนี้ คือ มารดาของมารดา บิดาของบิดา.
               ในบทนั้นมีอธิบายว่า ปู่และย่า ชื่อว่า ปิตามหา. อนึ่ง ตาและยาย ชื่อว่า มตามหา. ปู่ย่าตายายนั้นแหละ ชื่อ ปิตามหา อย่างเดียว คู่ของปู่ย่าตายาย ชื่อว่า ปิตามหยุคะ.
               บทว่า ยุคํ ได้แก่ ประมาณของอายุ.
               อนึ่ง บทนี้เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น.
               บทว่า อกฺขิตฺโต ไม่มีใครคัดค้าน คือไม่มีใครคัดค้านปรารภถึงชาติว่า คนนั้นเป็นชาติอะไร. บทว่า อนุปกุฏฺโฐ ไม่มีใครติเตียน คือไม่เคยมีใครติเตียนโดยอ้างถึงความชั่วของชาติ.
               บทว่า วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตร คือสมบูรณ์ด้วยมารยาท. บทว่า สญฺญาเปตุ ํ เพื่อให้ยินยอม คือเพื่อให้รู้ เพื่อให้เข้าใจ. อธิบายว่า เพื่อรู้ตลอดไป. บทว่า อายาม คือ จงไป. บทว่า อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา ความว่า ข้าพระองค์ทั้งสองอันอาจารย์ยกย่องและรับรองด้วยตนเองว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา. บทว่า อสฺมา แปลว่า ย่อมเป็น. บทว่า อุโภ คือ ชนทั้งสอง.
               บทว่า อหํ โปกฺขรสาติสฺส ตารุกฺขสฺสาย มาณโว ความว่า วาเสฏฐมาณพ เมื่อจะแสดงถึงคุณสมบัติของตน จึงกล่าวถึงคุณสมบัติของอาจารย์โดยอธิบายว่า ข้าพระองค์เป็นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ของโปกขรสาติพราหมณ์ ภารทวาชมาณพนี้เป็นศิษย์ผู้เลิศของตารุกขพราหมณ์.
               บทว่า เตวิชฺชานํ ได้แก่ ไตรเพท. บทว่า เกวลิโน คือ ถึงความสำเร็จ.
               บัดนี้ วาเสฏฐมาณพ เมื่อจะยังความเป็นผู้สำเร็จนั้นให้กว้างขวางต่อไป จึงกราบทูลว่า ปทกสฺมา ฯเปฯ สาทิสา ข้าพระองค์เป็นผู้เข้าใจในตัวบท และเป็นผู้ชำนาญในไวยากรณ์ในเวท เช่นกับอาจารย์.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ชปฺเป ได้แก่ ในเวท. บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ กรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง.
               วาเสฏฐมาณพนี้ กล่าวว่า ยโต โข โภ สีลวา จ โหติ ท่านผู้เจริญ บุคคลผู้มีศีลดังนี้ หมายถึงกายกรรมและวจีกรรม ๗ อย่างในกาลก่อน กล่าวว่า วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตร หมายถึงมโนกรรม ๓ อย่าง. เพราะว่า วาเสฏฐมาณพนั้นประกอบแล้วด้วยวัตรนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมารยาท.
               บัดนี้ วาเสฏฐมาณพเมื่อจะแสดงกรรมนั้นโดยระหว่างคำ จึงกล่าวว่า อหญฺจ กมฺมุนา พฺรูมิ ข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม.
               บทว่า ขยาตีตํ คือ พระจันทร์เต็มดวง. บทว่า เปจฺจ คือ เข้าไปใกล้แล้ว. บทว่า นมสฺสนฺติ คือ ทำความนอบน้อม.
               บทว่า จกฺขุ ํ โลเก สมุปฺปนฺนํ พระโคดมผู้มีจักษุผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลก.
               ความว่า พระโคดมผู้มีพระจักษุด้วยการกำจัดความมืดนั้น แล้วทรงชี้ถึงประโยชน์มีประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้นของโลก ทรงอุบัติขึ้นดีแล้วในโลกอันมืดด้วยอวิชชา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าอันวาเสฏฐมาณพกราบทูลสรรเสริญอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงสงเคราะห์ชนทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า เตสํ โวหํ พฺยกฺขิสฺสํ เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งสองเป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺยกฺขิสฺสํ คือ เราจักพยากรณ์.
               บทว่า อนุปพฺพํ ตามลำดับ. ความว่า ความคิดของพราหมณ์ยกไว้ก่อน.
               ในบทนี้มีอธิบายอย่างนี้ว่า
               เราจักพยากรณ์แก่พวกท่านตามลำดับเริ่มตั้งแต่ หนอน ตั๊กแตน หญ้าและต้นไม้. จริงอยู่ ควรแนะนำมาณพเหล่านั้นด้วยถ้อยคำพิสดาร.
               บทว่า ชาติวิภงฺคํ คือ ต่างกันโดยชาติ. บทว่า อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย เพราะชาติของสัตว์ทั้งหลายมีประการต่างๆ กัน คือเพราะชาติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ เป็นอย่างอื่นๆ คือต่างๆ กัน.
               ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถึงความต่างแห่งชาติของสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงปรารภเพื่อจะตรัสถึงสิ่งไม่มีใจครองก่อนว่า ติณรุกฺเขปิ ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้.
               หากมีคำถามว่า ตรัสดังนั้นเพื่ออะไร?
               ตอบว่า เพื่อให้รู้ถึงความสุขในสัตว์ที่มีใจครองทั้งหลาย. เพราะเมื่อถือเอาประเภทแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครองทั้งหลาย เป็นอันปรากฏประเภทแห่งชาติ ในสัตว์มีใจครองด้วย.
               บทว่า ติณรุกฺเข นั้น ชื่อว่าหญ้า ได้แก่มีกระพี้ภายใน มีแก่นภายนอก. เพราะฉะนั้น แม้ตาลและมะพร้าวเป็นต้นก็สงเคราะห์เป็นหญ้าได้. ชื่อว่าต้นไม้ ได้แก่มีกระพี้ภายนอกมีแก่นภายใน. หญ้าและต้นไม้ ชื่อว่า ติณรุกฺขา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงหญ้าและต้นไม้เหล่านั้น ด้วยทุติยาวิภัตติ พหุวจนะจึงตรัสว่า ติณรุกฺเขปิ ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้.
               บทว่า น จาปิ ปฏิชานเร ได้แก่ หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่ยอมรับอย่างนี้ว่า เราเป็นหญ้า เราเป็นต้นไม้ ดังนี้. บทว่า ลิงฺคํ ชาติมยํ คือ มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติของหญ้าและต้นไม้เหล่านั้นแม้จะไม่รู้จัก เป็นเช่นกับหญ้าเกิดแต่รากของตนเอง.
               เพราะเหตุไร
               เพราะชาติต่างๆ กัน พึงเข้าใจพิสดารอย่างนี้ว่า
               ติณชาติ (หญ้าเป็นอย่างอื่น รุกขชาติ (ต้นไม้) เป็นอย่างอื่น แม้ในหญ้าทั้งหลาย ตาลชาติ (ต้นตาล) เป็นอย่างอื่น นาฬิเกรชาติ (ต้นมะพร้าว) เป็นอย่างอื่น.
               ด้วยติณชาตินั้นท่านแสดงไว้อย่างไร.
               ติณชาติใดย่อมมีด้วยสามารถแห่งชาติ ติณชาตินั้นแม้เว้นการรับรองของตนหรือข้ออ้างของคนอื่น ก็ยังถือเอาโดยความต่างกันจากชาติอื่น. ก็ผิว่า พราหมณ์ใดพึงเป็นพราหมณ์โดยชาติ พราหมณ์นั้นก็เว้นการรับรองของตนหรือข้ออ้างของคนอื่น ก็จะไม่พึงต่างกันโดยเป็นกษัตริย์ หรือโดยเป็นแพทย์หรือศูทร และไม่ควรถือเอา เพราะฉะนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์โดยชาติ.
               จากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งซึ่งความนี้ ด้วยวจีเภทด้วยคาถานี้ว่า ยถา เอตาสุ ชาตีสุ เหมือนในชาติทั้งหลายเหล่านี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครองอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสัตว์ผู้มีใจครองจึงตรัสคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ตโต กีเฏ แต่นั้นจงรู้จักหนอน ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า กีฏา ได้แก่ หนอน. บทว่า ปฏงฺคา ได้แก่ ตั๊กแตน. บทว่า ยาว กุนฺถกิปิลฺลิเก ได้แก่ ตลอดจนมดดำและมดแดงเป็นที่สุด. บทว่า ขุทฺทเก ตัวเล็ก ได้แก่กระแต กระรอกเป็นต้น. บทว่า มหลฺลเก ได้แก่ กระต่ายและแมวเป็นต้น. เพราะสัตว์ทั้งหมดเหล่านั้นมีอยู่หลายชนิด. บทว่า ปาทูทเร คือ มีท้องเป็นเท้า. ท่านอธิบายว่า สัตว์มีท้องเป็นเท้า. บทว่า ทีฆปิฏฺฐิเก คือ สัตว์มีหลังยาว เพราะงูมีหลังตั้งแต่หัวถึงหาง เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกงูเหล่านั้นว่า ทีฆปิฏฺฐิกา สัตว์มีหลังยาว. สัตว์เหล่านั้นมีอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะเป็นจำพวกอสรพิษเป็นต้น. บทว่า อุทเก คือ เกิดในน้ำ. แม้ปลาทั้งหลายก็มีหลายจำพวกโดยเฉพาะ เป็นจำพวกปลาตะเพียนเป็นต้น. บทว่า ปกฺขี ได้แก่ นกทั้งหลาย. เพราะนกเหล่านั้น ท่านเรียกปักษี เพราะเป็นสัตว์ปีก. ชื่อว่า ปตฺตยานา เพราะไปด้วยปีก. ชื่อว่า วิหงฺคมา เพราะไปทางอากาศ. สัตว์เหล่านั้นมีหลายจำพวก โดยเฉพาะเป็นประเภทกาเป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงประเภทแห่งชาติของสัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปทางบกทางน้ำและทางอากาศอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงทำให้แจ้งถึงความประสงค์ที่จะทรงแสดง จึงตรัสคาถาว่า ยถา เอตาสุ ชาติเหล่านี้ฉะนั้น ดังนี้.
               พึงทราบความของบทนั้นโดยสังเขป ด้วยการพรรณนาถึงความประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล แต่โดยพิสดารในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงข้อที่ควรตรัสด้วยพระองค์เอง จึงตรัสคำมีอาทิว่า น เกเสหิ มิใช่ด้วยผมทั้งหลาย ดังนี้.
               ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า คำใดที่กล่าวไว้ว่าสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากไม่มีในหมู่มนุษย์ พึงทราบว่า คำนั้นไม่มีอย่างนี้.
               เช่นว่าอะไร
               เช่นบทว่า น เกเสหิ พึงประกอบบททั้งปวงโดยนัยนี้ว่า มีกำหนดว่า ผมเช่นนี้ไม่มีแก่พวกพราหมณ์ ผมเช่นนี้มีแก่กษัตริย์ เหมือนขนเช่นนี้มีแก่ช้างม้าและเนื้อเป็นต้น.
               ก็บทนี้ว่า เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ ไม่มีในชาติอื่น พึงทราบว่า เป็นบทสรุปของความดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.
               บทนั้นโยชนาแก้ว่า เพราะสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายด้วยผมเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบข้อนี้ว่า สัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายมีพราหมณ์เป็นต้น เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติในชาติอื่น.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงความที่เกิดต่างกันนี้ว่าเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ แม้ในสัตว์ทั้งหลายที่ต่างกันโดยชาติอย่างนี้ จึงตรัสคาถาว่า ปจฺจตฺตํ เฉพาะตน.
               บทนั้นมีความว่า
               ความต่างกันแห่งสัณฐานมีผมเป็นต้นนี้ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีในสรีระของตนๆ แห่งพราหมณ์เป็นต้นเฉพาะในมนุษย์ทั้งหลายเลย ดุจของสัตว์เดรัจฉาน ก็เมื่อไม่มีความต่างกัน แต่ความต่างกันอันเป็นวิธีบอกให้รู้ว่าต่างกัน คือเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ในมนุษย์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้โดยสมัญญา คือกล่าวเพียงเป็นโวหาร.
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข่มวาทะของภารทวาชพราหมณ์ ผิว่าจะพึงเป็นพราหมณ์ได้เพราะชาติ แม้ผู้ที่มีอาชีววิบัติ ศีลวิบัติ อาจารวิบัติก็พึงเป็นพราหมณ์ได้ ก็เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเก่าๆ ไม่ปรารถนาคนนั้นเป็นพราหมณ์ แม้มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตเหล่าอื่นในโลกก็ไม่ปรารถนา ฉะนั้น เพื่อจะยกย่องวาทะของพราหมณ์ เมื่อจะทรงแสดงวาทะนั้น จึงตรัสคาถา ๘ คาถามีอาทิว่า โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ก็ในมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพเป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า โครกฺขํ ได้แก่ ดูแลนา. อธิบายว่า ทำกสิกรรม. อันที่จริงแผ่นดินท่านเรียกว่าโค ก็ผืนแผ่นดินนั้นท่านเรียกว่า เขต.
               บทว่า ปุถุสิปฺเปน ได้แก่ ศิลปะมีการทอหูกเป็นต้น.
               บทว่า โวหารํ ได้แก่ การค้าขาย.
               บทว่า ปรเปสฺเสน ได้แก่ ด้วยการรับใช้ผู้อื่น.
               บทว่า อิสฺสตฺถํ ได้แก่ ใช้อาวุธเลี้ยงชีพ. ท่านอธิบายว่า ลูกศรและศัสตรา.
               บทว่า โปโรหิจฺเจน ด้วยความเป็นปุโรหิต คือด้วยการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความไม่เป็นพราหมณ์ของผู้มีอาจารวิบัติ ศีลวิบัติและมารยาทวิบัติ ด้วยลัทธิของพราหมณ์และโวหารของชาวโลกแล้ว จึงทรงจัดระเบียบนี้ลงโดยความดังนี้ว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลย่อมไม่เป็นพราหมณ์โดยชาติ แต่เป็นพราหมณ์ด้วยคุณธรรม เพราะฉะนั้น ผู้มีคุณธรรมถึงจะเกิดในตระกูลใดๆ ก็ตาม ผู้นั้นก็เป็นพราหมณ์ได้
               นี้เป็นระเบียบในข้อนี้ ดังนี้
               เมื่อจะทรงประกาศระเบียบนั้นต่อไป จึงตรัสว่า น จาหํ พฺราหิมณํ พฺรูมิ เราไม่กล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทนั้นมีความดังนี้
               เราไม่กล่าวผู้เกิดในกำเนิด ๔ กำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง หรือผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดาซึ่งพราหมณ์สรรเสริญโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นผู้เกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย และโดยนัยนี้ว่า พวกพราหมณ์กล่าวถึงกำเนิดอันได้แก่มรรคที่เกิดบริสุทธิ์ของพราหมณ์ว่าเป็นผู้มีครรภ์บริสุทธิ์๒- ความพร้อมของมารดา ท่านกล่าวว่าชื่อว่าผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดา เพราะพร้อมที่จะให้เกิดจากครรภ์อันบริสุทธิ์นั้น แม้ผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดานั้นว่าเป็นพราหมณ์ โดยสักว่าเกิดแต่กำเนิดนี้ และโดยสักว่าเกิดแต่มารดานี้.
____________________________
๒- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๘๑   ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๗๐๔

               เพราะเหตุไร.
               เพราะผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วยยังมีเครื่องกังวลอื่นโดยเพียงคำว่า โภ โภ ดังนี้ ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล.
               ก็ผู้ใดแม้เกิดในตระกูลใดๆ ก็ตาม เป็นผู้ไม่มีเครื่องกังวล เพราะไม่มีเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นเพราะสละความยึดถือทั้งปวงได้ เรากล่าวผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว. มีอะไรยิ่งกว่านั้น มีคาถา ๒๗ คาถา มีอาทิว่า เสพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา ตัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสํโยชนํ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่าง. บทว่า น ปริตสฺสติ ไม่สะดุ้ง คือไม่กลัวเพราะตัณหา. บทว่า ตมหํ ความว่า เรากล่าวผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง เพราะล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องมีราคะเป็นต้น ผู้พรากเพราะไม่มีโยคะแม้ทั้ง ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.
               บทว่า นทฺธึ ชะเนาะ คือความโกรธที่มัดไว้. บทว่า วรตฺตํ เชือก คือตัณหาที่ผูกไว้.
               บทว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ ได้แก่ หัวเงื่อนคือทิฏฐิ ๖๒ อันอยู่ในลำดับอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน). อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ตัดแม้ทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่ามีลิ่มสลักอันถอนแล้ว เพราะถอนลิ่มสลักคืออวิชชาได้ ชื่อว่าผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อทุฏฺโฐ ผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าว่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ การทุบตีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจองจำด้วยมัดด้วยเชือกเป็นต้น ผู้มีกำลังคือขันติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พล เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยหมู่พลคือขันตินั้นเอง อันเป็นหมู่พลแห่งการเกิดบ่อยๆ ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า วตวนฺตํ มีวัตร. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบด้วยวัตรอันกำจัดกิเลส ผู้มีศีล คือจตุปาริสุทธิศีล ผู้ไม่มีกิเลสอันฟูขึ้นเพราะไม่มีกิเลสอันฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกอินทรีย์ ๖ ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างอันมีในที่สุดด้วยอัตภาพอันดำรงอยู่ในที่สุดว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า โย น ลิมฺปติ ความว่า เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ด้วยกามสองอย่าง คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
               บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ แห่งทุกข์คือขันธ์. บทว่า ปนฺนภารํ ผู้ปลงภาระแล้ว อธิบายว่า เรากล่าวผู้ปลงภาระคือขันธ์ได้แล้ว พรากแล้วจากโยคะ ๔ หรือกิเลสทั้งหมดว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า คมฺภีรปญฺญํ ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นไปในขันธ์เป็นต้นอันลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาด้วยปัญญามีโอชะเกิดแต่ธรรม ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทางอย่างนี้ว่า นี้เป็นทางแห่งทุคติ นี้เป็นทางแห่งสุคตินี้เป็นทางแห่งนิพพาน นี้มิใช่ทางดังนี้ ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือพระอรหัตว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อสํสฏฺฐํ ผู้ไม่เกี่ยวข้อง. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องทางกายด้วยการเห็น การฟัง การสนทนา การบริโภค. ไม่เกี่ยวข้องด้วยบุคคล ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต. ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า นิธาย วาง คือวางลง คือปลงลง. บทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ จ ทั้งผู้สะดุ้ง ทั้งผู้มั่นคง คือชื่อว่าผู้สะดุ้ง เพราะมีตัณหา ชื่อว่าผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้มั่นคงโดยไม่มีตัณหา.
               บทว่า โย น หนติ ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ความว่า ผู้ใดวางอาชญาแล้วเพราะปราศจากความแค้นเคืองในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ ไม่ฆ่าสัตว์ไรๆ ด้วยตนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อวิรุทฺธํ ไม่ปองร้าย. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่ปองร้ายเพราะไม่มีความอาฆาตในโลกิยมหาชน แม้เขาปองร้ายด้วยความอาฆาต ผู้ดับคือวางอาชญาเสียได้ในชนทั้งหลายผู้มีอาชญาในตน เพราะไม่เว้นจากการให้ประหารคนอื่น เมื่อไม่มีไม้หรือศัสตราในมือ ผู้ไม่ยึดถือเพราะไม่มีความยึดถือในผู้ที่มีความยึดถือ เพราะยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเรา ของเราดังนี้ ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อารคฺคา บนปลายเหล็กแหลม. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ทำราคะเป็นต้น และมักขะมีลักษณะลบหลู่คุณของผู้อื่นให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น คือราคะเป็นต้นและมักขะไม่ตั้งอยู่ในจิต เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อกกฺกสํ คือ ไม่หยาบ. บทว่า วิญฺญาปนึ คือ ให้รู้ความกันได้. บทว่า สจฺจํ คือ จริง. บทว่า นาภิสเช ไม่ให้ข้อง คือไม่ทำให้ผู้อื่นข้อง ด้วยทำให้เขาโกรธด้วยคำพูด ขึ้นชื่อว่าพระขีณาสพพึงกล่าวคำเห็นปานนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวบุคคลที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลกนี้ในบรรดาอาภรณ์ คือผ้าสาฎกเป็นต้น ยาวหรือสั้น ในบรรดาแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้นน้อยหรือใหญ่ งามหรือไม่งามโดยมีค่ามากและค่าน้อย ว่าเป็นพราหมณ์.
               บทว่า นิราสยํ คือ ไม่มีตัณหา. บทว่า วิสํยุตฺตํ คือ พรากจากกิเลสทั้งหมด เรากล่าวผู้ที่ไม่มีตัณหา ผู้พรากจากกิเลสนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อาลยา ได้แก่ ตัณหา. บทว่า อญฺญาย อกถํกถี รู้ทั่วถึง คือรู้วัตถุ ๘ ตามความเป็นจริง ไม่มีความสงสัยด้วยความสงสัยในวัตถุ ๘. บทว่า อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ความว่า ผู้หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
               บทว่า อุโภ ความว่า ละทิ้งบุญและบาปแม้ทั้งสองอย่าง. บทว่า สงฺคํ คือ ธรรมเป็นเครื่องข้องมีราคะเป็นต้น. บทว่า อุปจฺจคา คือ ก้าวล่วงแล้ว เรากล่าวบุคคลผู้ไม่เศร้าโศก ด้วยความโศกอันมีวัฏฏะเป็นมูล ผู้ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้นในภายใน ผู้บริสุทธิ์เพราะไม่มีอุปกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีมลทิน คือเว้นจากมลทินมีหมอกเป็นต้น ผู้บริสุทธิ์ คือไม่มีอุปกิเลส ผู้ผ่องใสคือมีจิตผ่องใส ผู้ไม่ขุ่นมัวคือเว้นจากความขุ่นมัวคือกิเลส ผู้สิ้นความยินดีในภพ คือสิ้นตัณหาในภพ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวภิกษุผู้ล่วงทางอ้อมคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ โมหะคือความไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ เป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้เพ่งด้วยฌานสองอย่าง เป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีตัณหา เป็นผู้ไม่มีสงสัย เพราะหมดความสงสัย เป็นผู้ดับ เพราะดับกิเลส ไม่ยึดมั่นเพราะไม่มีอุปาทาน ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวบุคคลผู้ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้ได้ ไม่มีเรือน ออกบวช สิ้นกามและสิ้นภพ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ละตัณหาเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้ ไม่ต้องการครองเรือน ไม่มีเรือน ออกบวช เพราะตัณหาและภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ ได้แก่อายุและกามคุณ ๕. อีกนัยหนึ่ง ได้แก่โยคะอันเป็นทิพย์ ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ ก้าวล่วงโยคะอันเป็นของทิพย์ได้ พรากจากโยคะ ๔ ทั้งหมด ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ละความยินดี คือยินดีในกามคุณ ๕ ผู้ไม่ยินดีคือกระสันในการอยู่ในป่า ผู้เยือกเย็น คือผู้ดับกิเลสผู้ไม่มีอุปธิ คือไม่มีกิเลสผู้มีความเพียร คือมีความเพียรครอบงำขันธโลกทั้งหมดเห็นปานนี้ตั้งอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายทำให้ปรากฏโดยอาการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องเพราะไม่มีกิเลสติด ผู้ไปดีเพราะไปด้วยดีในทางปฏิบัติ ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ที่เทวดาเป็นต้นไม่รู้คติ สิ้นอาสวะเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นแล้ว ผู้เป็นอรหันต์เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ไม่มีกังวลคือการยึดตัณหาในฐานะเหล่านี้ ในกาลก่อนคือในขันธ์ที่เป็นอดีต ในภายหลังคือในขันธ์ที่เป็นอนาคต ในท่ามกลางคือในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ผู้ไม่มีกังวลด้วยความกังวลมีราคะเป็นต้น ผู้ไม่ยึดถือเพราะไม่มีความยึดถือไรๆ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้องอาจ เพราะเช่นกับโคอุสภะ เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง ผู้ประเสริฐเพราะสูงสุด ผู้เป็นนักปราชญ์เพราะถึงพร้อมด้วยความเพียร ผู้แสวงหาคุณใหญ่เพราะแสวงหาศีลขันธ์เป็นต้นใหญ่ ผู้ชนะ เพราะชนะมาร ๓ จำพวก ผู้ล้างคือล้างกิเลสได้หมด ผู้ตรัสรู้เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.
               เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อน ๆ ได้ ผู้เห็นสวรรค์คือเทวโลก ๒๖ และอบาย ๔ อย่างด้วยทิพยจักษุ ผู้บรรลุพระอรหัตกล่าวคือการสิ้นชาติ ว่าเป็นพราหมณ์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสกะพราหมณ์ โดยคุณธรรมอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า คนเหล่าใดทำความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด คนเหล่านั้นไม่รู้จักโวหารนี้. อนึ่ง ความเห็นของคนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว จึงตรัสสองคาถาว่า สมญฺญา เหสา ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังนี้
               นามและโคตรที่เขากำหนดกันเป็นบัญญัติในโลกว่าเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ เป็นภารทวาชมาณพ เป็นวาเสฏฐมาณพ นี้พึงทราบว่าเป็นเพียงโวหารบัญญัติกันขึ้น.
               เพราะเหตุไร.
               เพราะนามและโคตรมาแล้ว เพราะรู้ตามกันมา เพราะนามและโคตรนั้นเขากำหนดรู้กันได้ด้วยญาติและสาโลหิตในกาลที่เขาเกิดแล้วนั้นๆ นั่นเอง. หากไม่พึงกำหนดนามและโคตรไว้อย่างนี้ ใครๆ เห็นใครๆ ก็จะไม่พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ หรือเป็นภารทวาชมาณพ. นามและโคตรที่กำหนดไว้แล้วอย่างนี้ เป็นความเห็นของพวกไม่รู้ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน นามและโคตรที่กำหนดไว้สืบเนื่อง เป็นความเห็นกันมาในหัวใจของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้สิ้นกาลนานว่า นี้สักว่าเป็นนามและโคตร กำหนดไว้เพียงสำหรับเรียกชื่อกัน. ชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ ย่อมเรียกนามและโคตรนั้น ว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ เพราะนามและโคตรนั้นสืบเนื่องกันมา.
               ท่านอธิบายว่า ผู้ไม่รู้เท่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้.
               ชนเหล่าใดทำความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ ชนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเป็นเพียงโวหาร. อนึ่ง ความเห็นของชนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว ครั้นทรงแสดงด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงปฏิเสธวาทะว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติโดยตรง และเมื่อจะทรงปลูกฝังวาทะว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม จึงตรัสว่า น ชจฺจา ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ ดังนี้เป็นต้น.
               ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า กสฺสโก กมฺมุนา เป็นชาวนาเพราะกรรม เพื่อความพิสดารของความด้วยคาถากึ่งหนึ่งนี้ว่า กมฺมุนา พฺราหฺมโณ โหติ กมฺมุนา โหติ อพฺราหฺมโณ บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ ด้วยเจตนากรรมอันทำให้เกิดการงานทางกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลายเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นอย่างนี้ด้วยปัจจัยนี้ ดังนี้. บทว่า กมฺมวิปากโกวิทา ฉลาดในกรรมและวิบาก ได้แก่ฉลาดในกรรมและวิบากอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกิดในตระกูลอันไม่ควรยกย่องและดูหมิ่นด้วยอำนาจกรรม แม้เกิดเป็นอย่างอื่น ก็เป็นในเพราะกรรมเลวและประณีตให้ผล เพราะความเลวและความประณีต.
               ก็ด้วยคาถาว่า กมฺมุนา วตฺตตี หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม มีความเป็นอย่างเดียวกันว่า สัตวโลก หมู่สัตว์ หรือสัตว์นั่นเอง แต่ต่างกันเพียงคำพูดเท่านั้น.
               อนึ่ง ในบทว่า กมฺมุนา วตฺตตี นี้พึงทราบการปฏิเสธด้วยทิฏฐินี้ด้วยบทก่อนว่า อตฺถิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา ฯเปฯ เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ๓- พรหม มหาพรหมมีอยู่ ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้ควรแก่ความเจริญงอกงาม.
____________________________
๓- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓๑

               จริงอยู่ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม คือย่อมเกิดในคติทั้งหลายนั้นๆ โลกนั้นไม่มีใครสร้าง.
               ด้วยบทที่สอง ท่านแสดงว่า โลกแม้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างนี้ แม้ในการเป็นไปก็ย่อมเป็นไปด้วยกรรมในอดีตและปัจจุบัน เสวยสุขและทุกข์ถึงความเลวและประณีตเป็นต้น ย่อมเป็นไป.
               ด้วยบทที่สาม ท่านแสดงสรุปความนั้น แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมเป็นไปติดอยู่กับกรรมนั่นเอง มิใช่ด้วยอย่างอื่น.
               ด้วยบทที่สี่ ท่านแสดงความนั้นด้วยอุปมา.
               บทว่า รถสฺสาณีว ยายโต เหมือนสลักรถที่แล่นไปอยู่ กรรมชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพันเพราะความเกิดขึ้น และเพราะความเป็นไปของโลก มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันเกิดขึ้นคือเป็นไปไม่ได้ เหมือนสลักเป็นเครื่องผูกพันรถที่แล่นไปอยู่ มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันนั้นฉะนั้น เพราะโลกมีกรรมเป็นเครื่องผูกพันอย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้ประเสริฐเพราะกรรมอันประเสริฐ จึงตรัสคาถาที่สองว่า ตเปน คือ ตปะดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตเปน ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์. บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ความประพฤติอันประเสริฐที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว อาศัยการศึกษา. บทว่า สํยเมน คือ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน คือ ด้วยปัญญา.
               บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐ คือเป็นพรหมนั้น เพราะเหตุไร
               เพราะกรรมนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้
               ท่านอธิบายว่า ความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดคือกรรมนี้. ปาฐะว่า พฺรหฺมานํ ดังนี้บ้าง. บทนั้นมีความดังนี้ ชื่อว่า พฺรหฺมานํ เพราะนำมาซึ่งความเป็นพรหม. ท่านอธิบายว่า นำความเป็นพราหมณ์มาให้.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังนี้.
               บทว่า สนฺโต คือ มีกิเลสสงบแล้ว.
               บทว่า พฺรหฺมา สกฺโก เป็นพรหมผู้องอาจ คือเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจ.
               ท่านอธิบายว่า ผู้ที่เป็นอย่างนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์อย่างเดียว ที่แท้เขาเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อ ปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 380อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 381อ่านอรรถกถา 25 / 384อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=9256&Z=9434
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com