ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
ชราสูตร

               อรรถกถาชราสูตรที่ ๖               
               ชราสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ ชีวิตน้อยหนอ ดังนี้.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ทรงพิจารณาถึงจารีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในการเสด็จจาริกไปยังชนบทมีอาทิ คือให้ถึงความไม่มีโรค บัญญัติสิกขาบทที่ยังไม่ได้บัญญัติไว้ ทรมานเวไนยสัตว์ เล่าชาดกเป็นต้น อันเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องนั้นๆ แล้วจึงเสด็จจาริกไปยังชนบท.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงเมืองสาเกตในตอนเย็น เสด็จเข้าไปยังป่าไม้อัญชัน. ชาวเมืองสาเกตทราบข่าวแล้วคิดว่า บัดนี้ ยังไม่ถึงเวลาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นสว่างแล้วจึงถือดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทำการบูชากราบไหว้และชื่นชมเป็นต้น ได้ยืนแวดล้อมจนถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังบ้าน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาต.
               พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งชาวเมืองสาเกตออกจากเมือง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นที่ประตูเมือง. ครั้นเห็นแล้วเกิดความรักดังว่าเป็นบุตร ได้เดินตรงไปเฉพาะพระพักตร์ร่ำไห้ว่า ลูกรัก พ่อเห็นลูกมานานแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแจ้งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้จงทำสิ่งที่ตนต้องการ อย่าห้าม. แม้พราหมณ์ก็ตรงเข้ากอดพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยรอบ คือข้างหน้า ข้างหลัง ข้างขวาและข้างซ้าย เหมือนแม่โคต้องการลูกโคฉะนั้น กล่าวว่า ลูกรัก พ่อเห็นลูกมานานแล้ว ลูกได้จากพ่อไปนานแล้ว.
               ผิว่า พราหมณ์นั้นไม่ได้ทำอย่างนั้น หัวใจจะแตกตาย.
               เขาได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์สามารถจะถวายทานแก่ภิกษุทั้งหลายที่มากับพระองค์ได้ ขอพระองค์จงอนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ.
               พราหมณ์รับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินออกหน้าส่งข่าวให้แก่นางพราหมณีทราบว่า บุตรของเรามาแล้ว พึงปูอาสนะไว้. นางพราหมณีได้ทำตามนั้น ยืนดูอยู่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ในระหว่างถนนเกิดความรักดังว่าเป็นบุตร จับที่พระบาทร่ำไห้ว่าลูกรัก แม่เห็นลูกมานานแล้ว แล้วนำไปเรือนอังคาสด้วยความเคารพ.
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว พราหมณ์นำบาตรออก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของพราหมณ์แลนางพราหมณีนั้น จึงทรงแสดงธรรม. เมื่อจบเทศนา ทั้งสองก็ได้เป็นพระโสดาบัน.
               ลำดับนั้น พราหมณ์และนางพราหมณีกราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภิกษาในเรือนของข้าพระองค์ ตลอดเวลาที่พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองนี้เถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้เสด็จไปยังที่แห่งเดียวเท่านั้นติดต่อกัน. พราหมณ์และนางพราหมณีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าเช่นนั้น แม้พระองค์เสด็จบิณฑบาตกับภิกษุสงฆ์แล้วขอนิมนต์เสวยภัตตาหาร ณ ที่นี้ แสดงธรรมเสร็จจึงกลับพระวิหารเถิด พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตามนั้นเพื่อทรงอนุเคราะห์พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น. ชนทั้งหลายพากันกล่าวถึงพราหมณ์และนางพราหมณีว่า เป็นพุทธบิดา พุทธมารดา. แม้ตระกูลนั้นก็ได้ชื่ออย่างนั้น.
               พระอานนทเถระกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์รู้จักพระมารดาพระบิดาของพระองค์ แต่เหตุไร พราหมณ์และนางพราหมณีนี้จึงกล่าวว่า เราเป็นพุทธบิดา เราเป็นพุทธมารดาดังนี้เล่า พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นางพราหมณีและพราหมณ์ได้เคยเป็นมารดาบิดาของเราเป็นลำดับมาตลอด ๕๐๐ ชาติ เป็นลุงเป็นป้าของเรามา ๕๐๐ ชาติ เป็นอาเป็นน้ามา ๕๐๐ ชาติ พราหมณ์และนางพราหมณีนั้นกล่าวด้วยความรักในชาติก่อนนั่นเอง
               และได้ตรัสคาถานี้ว่า
                                   ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะเคยอยู่ร่วมกันมาก่อน หรือ
                         เพราะเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวเกิดในน้ำ ฉะนั้น.

____________________________
๑- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๓๒๔

               แต่นั้นมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ตามความพอพระทัย ณ เมืองสาเกต แล้วเสด็จจาริกไปอีก ได้เสด็จกลับกรุงสาวัตถี. พราหมณ์และนางพราหมณีเข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย ฟังธรรมเทศนาอันเหมาะสมแล้วบรรลุมรรคที่เหลือ นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
               ในเมือง พวกพราหมณ์ประชุมปรึกษากันว่า เราจักสักการะญาติของพวกเรา. พวกอุบาสกและอุบาสิกาที่เป็นโสดาบัน สกทาคามีและอนาคามี ต่างก็ประชุมปรึกษากันว่า พวกเราจักสักการะเพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมของพวกเรา. ชนทั้งหมดเหล่านั้นจึงยกเรือนยอดดาดด้วยผ้ากัมพล บูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ออกจากเมืองไป.
               แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าในวันนั้นตอนเช้าก็ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงทราบว่า พราหมณ์และนางพราหมณีนิพพาน ทรงทราบต่อไปว่า เมื่อเราไป ณ ที่นั้น ชนเป็นอันมากจักบรรลุธรรม เพราะฟังธรรมเทศนา ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จมาจากกรุงสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังป่าช้า.
               พวกชนเห็นแล้วได้ยืนประชุมกันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทำฌาปนกิจมารดาบิดาจึงเสด็จมา. แม้ชาวเมืองก็พากันบูชาเรือนยอด พากันมาป่าช้า กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อริยสาวกที่เป็นคฤหัสถ์จะพึงบูชาอย่างไร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็นอเสกขมุนีของอริยสาวกผู้เป็นคฤหัสถ์เหล่านั้นโดยพระประสงค์ว่า ควรบูชาอริยสาวกผู้เป็นคฤหัสถ์เหล่านี้เหมือนบูชาพระอเสกขะ จึงตรัสคาถานี้ว่า
                                   มุนีเหล่าใดเป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมกาย
                         อยู่เป็นนิจ มุนีเหล่านั้นไปในที่ที่สัตว์ทั้งหลายไปแล้ว
                         ไม่ตาย ไม่พึงเศร้าโศก.
๒-
____________________________
๒- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗

               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูบริษัทนั้น เมื่อจะทรงแสดงธรรมสมควรแก่ขณะนั้น จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ ชีวิตนี้น้อยหนอนี้ มีนัยดังได้กล่าวแล้วในสัลลสูตรว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนิดเดียว เพราะตั้งอยู่ประเดี๋ยวเดียว เพราะมีรสอยู่ประเดี๋ยวเดียวดังนี้.
               บทว่า โอรํ วสฺสตาปิ มิยฺยติ สัตว์ย่อมตายแม้ภายใน ๑๐๐ ปี คือตายแม้ในเวลาที่ยังเป็นกลละ (รูปที่เกิดเป็นครั้งแรกในขณะเริ่มตั้งครรภ์) ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี.
               บทว่า อติจฺจ อยู่เกิน คืออยู่เกิน ๑๐๐ ปี. บทว่า ชรสาปิ มิยฺยติ คือ สัตว์นั้นย่อมตายแม้เพราะชรา.
               บทว่า มมายิเต คือ เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา.
               บทว่า วินาภาวสนฺตเมวิทํ คือ สิ่งนี้มีความพลัดพรากจากกันมีอยู่. ท่านอธิบายว่า จะไม่มีการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้.
               บทว่า มามโก ผู้นับถือพระพุทธเจ้า ว่าเป็นของเรา คือนับถือว่าอุบาสกหรือภิกษุของเรา หรือนับถือพระพุทธเจ้าเป็นต้นว่าเป็นของเรา.
               บทว่า สงฺคตํ อารมณ์อันประจวบคืออารมณ์ที่มาถึงหรือที่เคยเห็น. บทว่า ปิยายิตํ บุคคลที่ตนรัก คือบุคคลที่ตนทำให้เป็นที่รัก.
               บทว่า นานเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ชื่อเท่านั้นที่ควรกล่าวถึงยังเหลืออยู่ คือธรรมชาติมีรูปเป็นต้นทั้งหมดละไป ส่วนชื่อเท่านั้นยังเหลืออยู่เพื่อเรียกกันอย่างนี้ว่า พุทฺธรกฺขิโต ธมฺมรกฺขิโต.
               บทว่า มุนโย มุนีทั้งหลาย ได้แก่พระมุนีผู้เป็นขีณาสพ. บทว่า เขทสฺสิโน ได้แก่ ผู้เห็นนิพพาน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาที่ ๗ เพื่อทรงแสดงถึงการปฏิบัติอันสมควรในโลกที่ถูกความตายกำจัดอย่างนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้นอยู่ คือของภิกษุผู้ประพฤติทำจิตหลีกเร้นอยู่จากที่นั้นๆ.
               บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ กัลยาณปุถุชนหรือพระเสกขะ.
               บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตนํ ภวเน น ทสฺสเย ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้ที่ปฏิบัติอย่างนี้ ไม่แสดงตนในภพอันต่างด้วยนรกเป็นต้นว่า เป็นการสมควร. อธิบายว่า ยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตนั้นพึงพ้นจากความตาย.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระขีณาสพอย่างนี้ว่า ผู้ที่ไม่แสดงตนในภพ ดังนี้ จึงตรัสคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้เพื่อพรรณนาคุณของพระขีณาสพนั้น.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า สพฺพตฺถ ในอายตนะทั้งปวง คือในอายตนะ ๑๒. ก็ในบทนี้ว่า ยทิทํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้ว่า มุนีย่อมไม่ติดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง หรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ อย่างนี้.
               บทว่า โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า ผู้มีปัญญาย่อมไม่สำคัญด้วยรูปที่ได้เห็น ด้วยเสียงที่ได้ฟัง หรือย่อมไม่สำคัญในอารมณ์ที่ได้ทราบ.
               บทว่า น หิ โส รชฺชาติ โน วิรชฺชติ ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่ยินดีย่อมไม่ยินร้าย. ความว่า ผู้มีปัญญาย่อมไม่ยินดี เหมือนปุถุชนที่เป็นพาล ย่อมไม่ยินร้าย เหมือนกัลยาณปุถุชนและพระเสกขะย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดียินร้าย เพราะสิ้นราคะแล้วนั่นเอง.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
               ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมแล้ว

               จบอรรถกถาชราสูตรที่ ๖               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 412อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 413อ่านอรรถกถา 25 / 414อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=10111&Z=10142
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com