ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
ปุราเภทสูตร

               อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐               
               ปุราเภทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กถํทสฺสี ดังนี้.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาทสูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความเสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพพาชนิยสูตรนั้นแล.
               แต่โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายแก่พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์แล้ว ได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า ‘ก่อนตาย เราควรทำอะไรหนอ’ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้น จึงทรงนำพระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุบริวาร ๑,๓๕๐ รูปมาทางอากาศ ให้พระพุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
               พึงทราบความในคำถามนั้นดังนี้
               พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาด้วยคำว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคำว่า บุคคลมีศีลอย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคำว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ.
               บทที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น.
               พึงทราบความในการตอบดังนี้
               พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะกิเลสสงบโดยเป็นผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้นๆ โดยอนุโลมตามอัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่างๆ จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า วีตตณฺโห ผู้ปราศจากตัณหา ดังนี้เป็นต้น. ในคาถานั้นพึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถา ๘ คาถาตั้งแต่ต้น ด้วยคาถานี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ ดังนี้.
               พึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถาอื่นจากนั้นด้วยบทหลังแห่งคาถาทั้งหมดนี้ว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ดังนี้.
               พึงทราบความโดยนัยการพรรณนาไปตามลำดับ
               บทว่า วิตตณฺโห ปุรา เภทา บุคคลปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก คือละตัณหาได้ก่อนจะตาย.
               บทว่า ปุพฺพมนฺตมฺนิสฺสิโต เป็นผู้ไม่อาศัยเบื้องต้นและเบื้องปลายอันต่างด้วยกาลมีอดีตกาลเป็นต้น.
               บทว่า เวมชฺเฌ นุปสงฺเขยฺโย อันใครๆ จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในท่ามกลางไม่ได้ คืออันใครๆ จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้ว แม้ในกาลปัจจุบันไม่ได้.
               บทว่า ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ ความมุ่งหมายของผู้นั้นไม่มี คือความมุ่งหมายสองอย่าง.
               พึงทราบการประกอบในคาถานี้ อย่างนี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบดังนี้.
               ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. เราจักไม่แสดงการประกอบนอกเหนือไปจากนี้ จักพรรณนาบทที่ยากเท่านั้น.
               บทว่า อสนฺตาสี ไม่สะดุ้ง คือไม่สะดุ้งเพราะไม่มีลาภนั้น.
               บทว่า อวิกตฺถี ไม่โอ้อวด คือมีปรกติไม่โอ้อวดด้วยศีลเป็นต้น.
               บทว่า อกุกฺกุจฺโจ ไม่คะนอง คือเว้นจากการคะนองมือเป็นต้น.
               บทว่า มนฺตาภาณี พูดด้วยปัญญา คือสอบแล้วสอบเล่าด้วยปัญญาแล้ว จึงกล่าววาจา.
               บทว่า อนุทฺธโต คือ เว้นจากความฟุ้งซ่าน.
               บทว่า ส เว วาจายโต ผู้นั้นเป็นมุนีสำรวมแล้วด้วยวาจา คือผู้นั้นสำรวมระวังแล้วด้วยวาจา เป็นผู้กล่าววาจาเว้นจากโทษ ๔.
               บทว่า นิราสตฺตี ไม่ทะเยอทะยาน คือไม่มีตัณหา.
               บทว่า วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ เป็นผู้เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย คือเห็นความสงัดจากความเป็นตัวตนเป็นต้นในจักขุสัมผัสเป็นต้นอันเป็นปัจจุบัน.
               บทว่า ทิฏฺฐีสุ น นิยฺยติ อันใครๆ จะนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้เลย คือจะนำไปในทิฏฐิไรๆ ในทิฏฐิ ๖๒ ไม่ได้เลย.
               บทว่า ปฏิลีโน ปราศจากกิเลส คือปราศจากกิเลสนั้น เพราะละราคะเป็นต้นได้แล้ว.
               บทว่า อกุหโก ไม่หลอกลวง คือไม่หลอกลวงด้วยวัตถุหลอกลวง ๓.
               บทว่า อปิหาลุ คือ มีปรกติไม่ทะเยอทะยาน. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความปรารถนาและความอยาก.
               บทว่า อมจฺฉรี ไม่ตระหนี่ คือเว้นจากความตระหนี่ ๕ อย่าง.
               บทว่า อปฺปคพฺโภ ไม่คะนอง คือเว้นจากความเป็นผู้คะนองกายเป็นต้น.
               บทว่า อเชคุจฺโฉ ไม่เป็นที่น่าเกลียด คือไม่เป็นที่น่ารังเกียจ คือชื่นใจชอบใจด้วยความเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์เป็นต้น.
               บทว่า เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต ไม่ประกอบในคำส่อเสียด คือไม่ประกอบในกรรมคือความส่อเสียดอันควรรวบรวมเข้าด้วยอาการทั้งสอง.
               บทว่า สาติเยสุ อนสฺสาวี เว้นจากความชมเชยด้วยความอยากในกามคุณทั้งหลายอันเป็นวัตถุน่ายินดี.
               บทว่า สณฺโห เป็นผู้ละเอียดอ่อน คือเป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันละเอียดอ่อน.
               บทว่า ปฏิภาณวา มีปฏิภาณ คือประกอบด้วยปฏิภาณในการเรียน การถามและการบรรลุ.
               บทว่า น สทฺโธ ไม่เชื่อใครๆ คือไม่เชื่อใครๆ ถึงธรรมที่ตนบรรลุแล้วด้วยตนเอง.
               บทว่า น วิรชฺชติ ไม่กำหนัด คือไม่กำหนัด เพราะสิ้นราคะ เพราะไม่ยินดี.
               บทว่า ลาภกมฺยา น สิกฺขต ไม่ศึกษาเพราะใคร่ลาภ คือไม่ศึกษาพระสูตรเป็นต้นเพราะปรารถนาลาภ.
               บทว่า อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ ไม่พิโรธไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา คือเป็นผู้ไม่พิโรธ เพราะไม่มีความพิโรธ ไม่ถึงความอยากในรสอันเป็นรากเหง้าแห่งตัณหา.
               บทว่า อุเปกฺขโก เป็นผู้วางเฉย คือเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขามีองค์ ๖.
               บทว่า สโต มีสติ คือเป็นผู้ประกอบด้วยสติมีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น.
               บทว่า นิสฺสยตา คือ อันตัณหาและทิฏฐิอาศัย.
               บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ รู้ธรรมแล้ว คือรู้ธรรมด้วยอาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า อนิสฺสิโต คือ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นไม่อาศัยแล้วอย่างนี้. ท่านแสดงว่า นอกจากธรรมญาณเสียแล้ว ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย ไม่มี.
               บทว่า ภวาย วิภวาย วา เพื่อความมี หรือความไม่มี คือ เพื่อสัสสตทิฏฐิ หรือเพื่ออุจเฉททิฏฐิ.
               บทว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต คือ เรากล่าวผู้เห็นปานนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วในคาถาหนึ่งๆ ว่าเป็นผู้สงบ.
               บทว่า อตาริ โส วิสตฺติกํ ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว คือข้ามมหาตัณหา กล่าวคือวิสัตติกาอันได้แก่ความอยากจัดโดยความเป็นของกว้างใหญ่ไพศาลเป็นต้นได้แล้ว.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญผู้สงบนั้น จึงตรัสว่า น ตสฺส ปุตฺตา บุตรของผู้นั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น.
               บุตรทั้งหลายในบทว่า ปุตฺตา นั้นได้แก่ บุตร ๔ จำพวกมีบุตรเกิดแต่ตนเป็นต้น.
               อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า บุตรที่นำมาเลี้ยงท่านก็เรียกว่าบุตร เพราะบุตรของเขาเองไม่มี.
               บทว่า เยน นํ วชฺชํ ปุถุชฺชนา อโถ สมณพฺราหฺมณา ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์ จะพึงกล่าวกะผู้นั้นโดยโทษมีราคะเป็นต้นใด.
               ความว่า ปุถุชน เทวดา มนุษย์และสมณพราหมณ์ภายนอกจากนี้จะพึงกล่าวกะผู้นั้นว่า ผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้วโดยโทษมีราคะเป็นต้นใด.
               บทว่า ตํ ตสฺส อุปรกฺขตํ คือ โทษมีราคะเป็นต้นนั้นมิใช่เป็นความมุ่งหมายของผู้เป็นพระอรหันต์นั้น.
               บทว่า ตสฺมา วาเทสุ เนชติ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะถ้อยคำทั้งหลาย คือไม่หวั่นไหวในคำนินทาเพราะโทษมีราคะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ.
               บทว่า น อุสฺเสสุ วทเต มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐ คือไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐโดยทำตนไว้ภายในแล้วยกตนว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ.
               ในสองบทต่อไปก็มีนัยนี้.
               บทว่า กปฺปํ เนติ อกปฺปิโย ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาและทิฏฐิ) ย่อมไม่มาสู่กัปปะ คือบุคคลเห็นปานนี้นั้นย่อมไม่มาสู่กัปปะทั้งสองอย่าง.
               เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้ไม่มีกัปปะ คือตัณหาและทิฏฐิ.
               ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ละกัปปะได้แล้ว.
               บทว่า สกํ ของตน คือยึดถือว่าของเรา.
               บทว่า อสตา จ น โสจติ ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ คือไม่เศร้าโศก เพราะความไม่มีเป็นต้นและเพราะความไม่มีอยู่.
               บทว่า ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย คือไม่ลำเอียงในธรรมทั้งปวงด้วยความพอใจเป็นต้น.
               บทว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ บุคคลนั้นแลเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ คือเรากล่าวบุคคลเห็นปานนั้นว่า เป็นผู้สงบ สูงสุดกว่าคน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
               เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต จำนวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 416อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 417อ่านอรรถกถา 25 / 418อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=10290&Z=10331
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com