ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
ตุวฏกสูตร

               อรรถกถาตุวฏกสูตรที่ ๑๔               
               ตุวฏกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ ตํ ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ดังนี้.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ในมหาสมัยนั้นอีกนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อทรงประกาศความนั้นแก่ทวยเทพบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ คือการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัต จึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแล.
               ในคาถาต้นนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้คำถามด้วยการเทียบเคียงความเห็นในบทนี้ว่า ปุจฺฉามิ ดังนี้. บทว่า อาทิจฺจพนฺธุ ํ คือ เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์. บทว่า วิเวกํ สนฺติปทญฺจ ได้แก่ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง. บทว่า กถํ ทิสฺวา คือ เห็นด้วยเหตุไร. อธิบายว่า เป็นผู้เห็นเป็นไปแล้วอย่างไร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะภิกษุเห็นอย่างใด ย่อมปิดกั้นกิเลสทั้งหลาย เป็นผู้มีทัศนะเป็นไปแล้วเพราะเห็นอย่างนั้น ย่อมดับ ฉะนั้น เมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงทรงชักชวนเทพบริษัทนั้นในการละกิเลสด้วยประการต่างๆ ได้ตรัสคาถา ๕ คาถา เริ่มว่า มูลํ ปปญฺจสาขาย ธรรมทั้งปวงอันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า ดังนี้.
               พึงทราบความสังเขปแห่งคาถาต้นในคาถาเหล่านั้นก่อน.
               กิเลสทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นอันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า เพราะท่านเรียกว่า ปปญฺจา นั้น ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวงอันเป็นรากเหง้าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้านั้น ซึ่งเป็นไปอยู่ว่าเป็นเราด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงเกิดขึ้น ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ เพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น คือพึงตั้งสติศึกษา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเทศนาประกอบด้วยไตรสิกขาในคาถาที่หนึ่งก่อนอย่างนี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตแล้ว เพื่อทรงแสดงด้วยการละมานะอีก
               จึงตรัสคาถาว่า ยํ กิญฺจิ ภิกษุรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ ธมฺมํ อภิชญฺญา อชฺฌตฺตํ ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน คือพึงรู้คุณของตนมีความเป็นผู้มีตระกูลสูงเป็นต้น. บทว่า อถวาปิ พหิทฺธา หรือภายนอก คือพึงรู้คุณของอาจารย์และอุปัชฌาย์ในภายนอก. บทว่า น เตน ถามํ กุพฺเพถ ได้แก่ ไม่พึงทำความถือตัวด้วยคุณนั้น.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีที่ภิกษุนั้นไม่ควรทำ จึงตรัสคาถาว่า น เตน ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังนี้ ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เลวกว่าเขา หรือเสมอเขา ด้วยมานะนั้น ถึงถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการมีความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูงเป็นต้น ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากตระกูลสูง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงแม้ด้วยการละมานะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงด้วยการสงบกิเลสทั้งปวง จึงตรัสคาถาว่า อชฺฌตฺตเมว ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า อชฺฌตฺตเมว อุปสเม ภิกษุพึงสงบระงับภายใน คือพึงสงบกิเลสทั้งปวงมีราคะเป็นต้นในตนนั่นเอง.
               บทว่า น อญฺญโต ภิกฺขุ สนฺติเมเสยฺย ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น คือไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น ยกเว้นสติปัฏฐานเป็นต้น.
               บทว่า กุโต นิรตฺตํ วา คือ ความเห็นว่าไม่มีตัวตน จักมีแต่ไหน.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พระขีณาสพผู้สงบแล้วในภายในเป็นผู้คงที่ จึงตรัสพระคาถาว่า มชฺเฌ ยถา ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังนี้
               คลื่นย่อมไม่เกิดขึ้นในท่ามกลางสมุทรอันตั้งอยู่ในเบื้องบนมหาสมุทร ในท่ามกลางสมุทรประมาณ ๔,๐๐๐ โยชน์อันเป็นท่ามกลางของส่วนล่าง หรือในระหว่างภูเขา สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง เป็นพระขีณาสพ ไม่หวั่นไหวในลาภเป็นต้นฉันนั้น ภิกษุเช่นนั้นไม่พึงทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ.
               บัดนี้ พระพุทธนิมิต เมื่อจะอนุโมทนาพระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนี้ และเมื่อจะทูลถามถึงปฏิปทาเบื้องต้นของพระอรหัตนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า อกิตฺตยิ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อกิตฺตยิ แปลว่า ตรัสบอกแล้ว. บทว่า วิวฏจกฺขุ ผู้มีจักษุเปิดแล้ว คือเป็นผู้ประกอบด้วยจักษุ ๕ เปิดแล้ว คือไม่มีอะไรกั้น. บทว่า สกฺขิธมฺมํ ธรรมที่พระองค์ทรงเห็นด้วยพระองค์เอง คือธรรมที่พระองค์ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง คือประจักษ์แก่พระองค์. บทว่า ปริสฺสยวินยํ คือ กำจัดอันตรายออกไป. บทว่า ปฏิปทญฺจ วเทหิ คือ ขอพระองค์ทรงบอกข้อปฏิบัติในบัดนี้เถิด.
               บทว่า ภทฺทนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระพุทธนิมิต เมื่อตรัสเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภทฺทํ ตว อตฺถุ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ขอพระองค์ทรงบอกความเจริญ ความดี อันสมควรของพระองค์เถิด.
               บทว่า ปาติโมกฺขํ อถวาปิ สมาธึ ศีลอันทำผู้รักษาให้พ้นทุกข์หรือสมาธิที่พระพุทธนิมิตถามทำลายปฏิปทานั้นนั่นเอง หรือว่าพระพุทธนิมิตทูลถามมรรคปฏิปทาด้วยบทนี้ และทูลถามถึงศีลและสมาธิด้วยบทอื่น.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะการสำรวมอินทรีย์เป็นการรักษาศีล หรือเพราะเทศนานี้พระองค์ทรงแสดงไปตามลำดับ เป็นที่สบายแก่ทวยเทพเหล่านั้นๆ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาตั้งแต่การสำรวมอินทรีย์ จึงทรงเริ่มคาถาว่า จกฺขูหิ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขูหิ เนว โลลสฺส ภิกษุไม่เป็นผู้โลเลด้วยจักษุ คือภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ ด้วยการไม่ควรเห็นรูปที่ไม่เคยเห็นเป็นต้น. บทว่า คามกถาย อาวรเย โสตํ พึงปิดกั้นหูเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน คือจากติรัจฉานกถา. บทว่า ผสฺเสน ได้แก่ ผัสสะคือโรค.
               บทว่า ภวญฺจ นาภิชปฺเปยฺย ไม่พึงปรารถนาภพ คือไม่พึงปรารถนาภพมีกามภพเป็นต้น เพื่อบรรเทาผัสสะนั้น.
               บทว่า เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น อันเกิดแต่ผัสสะนั้นเป็นปัจจัย หรือไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ ในฆานินทรีย์ และมนินทรีย์ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวถึงการสำรวมอินทรีย์ครบบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการสำรวมอินทรีย์ด้วยบทก่อนแล้ว ด้วยบทนี้ จึงทรงแสดงว่าภิกษุผู้อยู่ในป่า เห็นหรือฟังสิ่งที่น่ากลัวแล้วไม่พึงหวั่นไหว ดังนี้.
               บทว่า ลทฺธา น สนฺนิธึ กยิรา ภิกษุได้ข้าวน้ำของเคี้ยวหรือแม้ผ้าแล้วไม่พึงทำการสะสม คือภิกษุคิดว่าการที่จะได้ข้าวเป็นต้นเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งโดยธรรมแล้วอยู่ในเสนาสนะในป่า เป็นการได้ด้วยยากดังนี้แล้ว ไม่ควรทำการสะสม. บทว่า ฌายี น ปาทโลลสฺส คือ พึงเป็นผู้ยินดียิ่งในฌาน ไม่พึงคะนองเท้า (เที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้).
               บทว่า วิรเม กุกฺกุจฺจํ นปฺปมชฺเชยฺย พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท คือพึงบรรเทาความคะนองมีความคะนองมือเป็นต้น และไม่พึงประมาทในการสังวรนี้ เพราะเป็นผู้ที่คนอื่นทำด้วยความเคารพ.
               บทว่า ตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํ คือ พึงละความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความร่าเริงการเล่นที่เป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า สวิภูสํ คือ กับทั้งการประดับ. บทว่า อาถพฺพณํ คือ การทำอาถรรพ์. บทว่า สุปินํ คือ ตำราทำนายฝัน. บทว่า ลกฺขณํ คือ การทำนายลักษณะด้วยแก้วมณีเป็นต้น. บทว่า โน วิเทเห คือ ไม่พึงประกอบ. บทว่า วิรุตญฺจ ได้แก่ ทำนายเสียงสัตว์ร้องมีมฤคเป็นต้น. บทว่า เปสุณิยํ คือ คำส่อเสียด. บทว่า กยวิกฺกเย ไม่พึงขวนขวายในการซื้อขาย คือไม่พึงตั้งอยู่ด้วยความหลอกลวงหรือด้วยเห็นแก่ท้องกับสหธรรมิกทั้งหลาย ๕ จำพวก.
               บทว่า อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย ภิกษุไม่พึงทำการกล่าวติเตียน คือภิกษุเมื่อยังไม่เกิดกิเลสอันจะทำการกล่าวติเตียนก็ไม่ควรให้ การกล่าวติเตียนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเกิดในตน.
               บทว่า คาเม จ นาภิสชฺเชยฺย คือ ไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์เป็นต้น.
               บทว่า ลาภกมฺยา ชนํ น ลปเยยฺย คือ ไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ.
               บทว่า ปยุตฺตํ ได้แก่ วาจาประกอบด้วยจีวรเป็นต้น หรือวาจาประกอบเพื่อสิ่งนั้น.
               บทว่า โมสวชฺเช น นิเยถ คือ ภิกษุไม่พึงนิยมในการกล่าวคำเท็จ.
               บทว่า ชีวิเตน คือ ด้วยความเป็นอยู่.
               ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีกระทบกระทั่ง ได้ฟังการพูดมากของสมณะหรือของชนผู้พูดมาก คือได้ฟังคำพูดที่ไม่พอใจแม้มากของสมณะเหล่านั้น หรือของชนผู้พูดมากเหล่าอื่นมีกษัตริย์เป็นต้น.
               บทว่า นปฺปฏิวชฺชา คือ ไม่พึงโต้ตอบ.
               เพราะอะไร. เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำความเป็นข้าศึก.
               บทว่า เอตญฺจ ธมฺมมญฺญาย คือ ภิกษุรู้ธรรมตามที่กล่าวแล้วนี้ทั้งหมด. บทว่า วิจินํ คือ ค้นคว้าอยู่. บทว่า สนฺตีติ นิพฺพุตึ ญตฺวา คือ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบราคะเป็นต้น.
               หากมีคำถามว่า เพราะอะไรจึงไม่ควรประมาท.
               พึงทราบคาถาว่า อภิภู หิ โส เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิภู ได้แก่ เป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น. บทว่า อนภิภูโต ได้แก่ อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้. บทว่า สกฺขิธมฺมํ อนีติหมทสฺสี คือ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเองอย่างประจักษ์แจ้งทีเดียว. บทว่า สทา นมสฺสมนุสิกฺเข ได้แก่ พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ทุกเมื่อ.
               บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
               อนึ่ง ในคาถานี้พึงทราบสรุปความดังนี้
               ท่านกล่าวความสำรวมอินทรีย์ด้วยบทมีอาทิว่า จกฺขูหิ เนว โลโล ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ กล่าวศีลคือการเสพปัจจัย โดยห้ามการสะสมด้วยบทมีอาทิว่า อนฺนานมโถ ปานานํ ภิกษุได้ข้าว น้ำ ไม่พึงทำการสะสม กล่าวศีลคือการสำรวมในปาติโมกข์ ด้วยการเว้นเมถุน ไม่พูดคำเท็จ คำส่อเสียดเป็นต้น กล่าวอาชีวปาริสุทธิศีลด้วยบทมีอาทิว่า อาถพฺพณํ สุปินํ ลกฺขณํ การทำอาถรรพ์ ทำนายฝันดูลักษณะ.
               กล่าวสมาธิด้วยบทนี้ว่า ฌายี อสฺส พึงเป็นผู้เพ่ง.
               กล่าวปัญญาด้วยบทนี้ว่า วิจินํ ภิกฺขุ ภิกษุพึงเป็นผู้ค้นคว้า.
               กล่าวไตรสิกขาโดยสังเขปด้วยบทนี้ว่า สทา สโต สิกฺเข ภิกษุพึงมีสติศึกษาทุกเมื่อ.
               กล่าวการช่วยเหลือ ความเสียหาย การสงเคราะห์และการบรรเทาของผู้มีศีลสมาธิปัญญาด้วยบทมีอาทิว่า อถ อาสเนสุ สยเนสุ ฯเปฯ พหุลีกเรยฺย ภิกษุพึงอยู่ ณ ที่นั่งที่นอนอันมีเสียงน้อย ไม่พึงเห็นแก่หลับนอนมากนัก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสปฏิปทาบริบูรณ์แก่พระพุทธนิมิตอย่างนี้แล้ว จึงทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต.
               เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั้นแล.

               จบอรรถกถาตุวฏกสูตรที่ ๑๔               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 420อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 421อ่านอรรถกถา 25 / 422อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=10608&Z=10674
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com