ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตร

               อรรถกถาสังคามชิสูตร               
               สังคามชิสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สงฺคามชิ ได้แก่ มีชื่ออย่างนี้.
               จริงอยู่ ท่านผู้มีอายุนี้ เป็นบุตรของเศรษฐีมีสมบัติมากท่านหนึ่งในเมืองสาวัตถี เวลาเจริญวัย มารดาบิดาให้มีเหย้าเรือนโดยสมควร มอบทรัพย์สมบัติให้ ให้อยู่ครองเรือน. วันหนึ่ง เขาเห็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถีกำลังถวายทาน สมาทานศีลตอนเช้า นุ่งห่มผ้าขาว ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตรงไปยังพระเชตวันเพื่อฟังธรรมตอนเย็น จึงถามว่า ท่านทั้งหลายไปไหนกัน เมื่อเขาตอบว่า ไปสำนักพระศาสดาในพระเชตวันเพื่อฟังธรรม จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ฉันก็จะไป จึงได้ไปกับพวกเหล่านั้น.
               สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่เขาบรรจงจัดไว้ ณ มณฑปสำหรับฟังพระสัทธรรม แสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔ เหมือนไกรสรราชสีห์บันลือสีหนาทในถ้ำทอง.
               ครั้งนั้นแล อุบาสกเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรนั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัทนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ สัตว์หลายพันได้ตรัสรู้ธรรม.
               ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรก็บรรลุโสดาปัตติผล เมื่อบริษัทออกไปแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์บรรพชาเถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอบรรพชาแล้วหรือ.
               เขากราบทูลว่า ยังไม่ได้รับอนุญาต พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สังคามชิ พระตถาคตเจ้าทั้งหลายไม่ยอมบวชบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นจักกระทำโดยที่มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระองค์บวช ดังนี้ แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหามารดาบิดากล่าวว่า คุณแม่คุณพ่อ โปรดอนุญาตให้กระผมบวชเถิด. แต่นั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในรัฏฐปาลสูตร.
               ลำดับนั้น เขาปฏิญญาว่า บวชแล้วจักแสดงตน ครั้นมารดาบิดาอนุญาต แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอบรรพชา. และเขาก็ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็แล ท่านอุปสมบทได้ไม่นาน เพียรพยายามเพื่อมรรคสูงๆ อยู่จำพรรษาในอรัญญวาสแห่งหนึ่ง ได้อภิญญา ๖ ออกพรรษาแล้วไปยังกรุงสาวัตถีเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และปลดเปลื้องที่รับคำมารดาบิดาไว้.
               เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สงฺคามชิ สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโต โหติ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงกรุงสาวัตถีแล้ว.
               ก็ท่านสังคามชินั้นเที่ยวบิณฑบาตในธูรคาม กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปยังพระเชตวันเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ได้ทำปฏิสันถารแล้ว พยากรณ์อรหัตผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก แล้วทำประทักษิณ ออกไปนั่งพักผ่อนกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.
               ลำดับนั้น มารดาบิดาและญาติมิตรของท่านทราบว่าท่านมา ร่าเริงยินดีว่า ข่าวว่า ท่านพระสังคามชิมาในที่นี้ จึงรีบด่วนไปยังวิหารค้นหาอยู่ เห็นท่านนั่งในที่นั้นเข้าไปหาทำปฏิสันถารแล้วอ้อนวอนว่า พระราชาอย่าได้ริบสมบัติของผู้ไม่มีบุตร ทายาทพึงได้รับ พอแล้วละด้วยการบรรพชา มาสึกเถิดพ่อ.
               พระเถระฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเราไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ปรารถนาจะให้ติดอยู่ในกามเท่านั้น เหมือนคนหาบคูถต้องการก้อนคูถฉะนั้น ใครๆ ไม่อาจจะให้คนเหล่านี้เข้าใจธรรมกถาได้ จึงนั่งทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน.
               คนเหล่านั้นอ้อนวอนโดยประการต่างๆ เห็นท่านไม่เชื่อคำของตน จึงเข้าไปเรือนสั่งภรรยาของท่านพร้อมด้วยบุตรและบริวาร พลางกล่าวว่า พวกเราถึงจะอ้อนวอนต่างๆ ก็เอาใจท่านไม่ได้ จึงพากันมา ไปเถิดแม่ จงอ้อนวอนภัสดาของเจ้าให้ยินยอมโดยเห็นแก่บุตร.
               ได้ยินว่า เมื่อนางตั้งครรภ์ ท่านผู้นี้บวช. นางรับคำแล้วจึงได้พาเด็กพร้อมด้วยบริวารมากไปยังพระเชตวัน ที่ท่านหมายกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺโสสิ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุราณทุติยิกา ความว่า เมื่อก่อน คือในเวลาเป็นคฤหัสถ์ นางได้เป็นภรรยาเก่าโดยเป็นคู่บำเรอ. อธิบายว่า เป็นภรรยา.
               ด้วยคำว่า อยฺโย เมื่อจะพูดว่าพระลูกเจ้า แต่พูดโดยโวหารอันเหมาะแก่บรรพชิต.
               ศัพท์ว่า กิร เป็นนิบาต ใช้ในอนุสสวนัตถะ ได้ยินมา. พึงทราบสัมพันธ์ว่า ได้ยินว่า เมื่อท่านมาถึง.
               บทว่า ขุทฺทปุตฺตํ หิ สมณ โปส มํ ความว่า นางกล่าวว่า ท่านทิ้งฉันกำลังตั้งครรภ์ทีเดียวบวช บัดนี้ ฉันนั้นมีลูกคนเล็กจะรุ่นหนุ่ม การที่ท่านทิ้งดิฉันผู้เป็นเช่นนั้นแล้ว ทำสมณธรรมไม่สมควร เพราะฉะนั้น สมณะ ท่านจงเลี้ยงดิฉันผู้มีบุตร เป็นเพื่อนสองด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น. ฝ่ายท่านพระสังคามชิ สำรวมอินทรีย์ไม่มองดูทั้งไม่เจรจากับนาง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สงฺคามชิ ตุณฺหี อโหสิ เมื่อนางกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย.
               นางกล่าวเช่นนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นท่านนิ่งอย่างเดียวจึงสำคัญว่า ขึ้นชื่อว่าพวกผู้ชายไม่อาลัยในพวกภรรยา แต่ยังมีความอาลัยในบุตร ความสิเนหาในบุตรตั้งจดเยื่อกระดูกของบิดา ฉะนั้น เธอยังอยู่ในอำนาจของฉัน แม้เพราะรักบุตร จึงวางบุตรบนตักของพระเถระแล้วหลีกไปส่วนข้างหนึ่ง กล่าวว่า ท่านสมณะ นี้บุตรของท่าน ท่านจงเลี้ยงเขาเถิด แล้วไปเสียหน่อยหนึ่ง.
               ได้ยินว่า นางไม่อาจยืนตรงหน้าท่านด้วยเดชสมณะ. แม้เด็ก พระเถระก็ไม่มองดูทั้งไม่พูดด้วย. ทีนั้น นางแม้เป็นสตรียืนอยู่ในที่ไม่ไกล เหลียวหน้ามองดูรู้อาการพระเถระ ย้อนกลับมาอุ้มเด็กด้วยหวังว่า สมณะนี้ไม่ต้องการบุตร แล้วก็หลีกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา ครั้งนั้นแล ท่านพระสังคามชิมีภรรยาเก่า.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺเตนปิ ความว่า สมณะนี้ไม่ต้องการบุตรแม้ที่เกิดแต่อกตน อธิบายว่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้อื่นเล่า.
               ชื่อว่า ทิพย์ ในบทว่า ทิพฺเพน นี้ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.
               จริงอยู่ เทวดาทั้งหลายมีจักขุประสาทเป็นทิพย์ อันเกิดแต่กรรมไม่เปื้อนด้วยน้ำดี เสมหะและเลือดเป็นต้น สามารถรับอารมณ์ได้แม้ในที่ไกล. อภิญญาจักขุแม้นี้เกิดจากจตุตถฌานสมาธิ ก็เป็นเช่นนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเหมือนของทิพย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะได้ด้วยการอาศัยทิพวิหารธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะมีความโชติช่วงมากหรือมีคติใหญ่ด้วยทิพย์นั้น.
               บทว่า วิสุทฺเธน ได้แก่ ชื่อว่าบริสุทธิ์ด้วยดีเพราะปราศจากสังกิเลสมีนิวรณ์เป็นต้น.
               บทว่า อติกฺกนฺตมานุสเกน ได้แก่ ล่วงวิสัยของพวกมนุษย์.
               บทว่า อิมํ เอวรูปํ วิปฺปการํ ความว่า มีความแปลกนี้ คืออย่างนี้ ได้แก่กิริยาอันผิดรูป กล่าวคือวางบุตรบนตัก อันไม่สมควรในหมู่บรรพชิตตามที่กล่าวแล้ว.
               บทว่า เอตมตฺถํ ความว่ารู้อรรถนี้ กล่าวคือ ความที่ท่านพระสังคามชิหมดความอาลัยในสัตว์ทุกจำพวกมีบุตรและภรรยาเป็นต้น โดยอาการทั้งปวง.
               บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ คืออันแสดงอานุภาพของท่านสังคามชินั้น เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น.
               บทว่า อายนฺตึ อธิบายว่า ภรรยาเก่าผู้กำลังมา.
               บทว่า นาภินนฺทติ ความว่า ไม่เพลิดเพลินไม่ยินดีว่านางจะมาดูเรา.
               บทว่า ปกฺกมนฺตึ ความว่า ผู้เห็นแล้วไปด้วยคิดว่า ผู้นี้ไม่เยื่อใยเราไปเสีย.
               บทว่า น โสจติ ได้แก่ ไม่ถึงความเดือดร้อนใจ.
               แต่เพื่อแสดงเหตุที่พระเถระไม่ยินดีไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สงฺคา สงฺคามชึ มุตฺตํ ผู้ชนะถึงความพ้นจากธรรมเป็นเครื่องข้อง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคา ความว่า ภิกษุผู้ชื่อสังคามชิ ผู้พ้นจากธรรมเครื่องข้อง ๕ อย่างคือ เครื่องข้องคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ ด้วยสมุจเฉทวิมุตติและปฏิปัสสัทธิวิมุตติ.
               บทว่า ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ความว่า เรากล่าวผู้นั้น คือผู้ถึงความคงที่ ผู้สิ้นอาสวะว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปโดยประการทั้งปวงแล.

               จบอรรถกถาสังคามชิสูตรที่ ๘               
               ------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 44อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 45อ่านอรรถกถา 25 / 46อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1564&Z=1590
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๒  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :