ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตร

               อรรถกถาเอกปุตตสูตร               
               เอกปุตตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เอกปุตฺตโก แปลว่า บุตรคนหนึ่ง ก็บุตรนั้นชื่อว่า เอกปุตตกะ เพราะอรรถว่าอันเขาอนุเคราะห์, ชื่อว่าปิยะ เพราะอรรถว่าอันเขารักใคร่. ชื่อว่ามนาปะ เพราะอรรถว่าเป็นที่เจริญใจ.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปิยะ เพราะอรรถว่าน่าชม เพราะสมบูรณ์ด้วยความงามแห่งร่างกาย. ชื่อว่ามนาปะ เพราะเป็นผู้มีกัลยาณธรรม เพราะสมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ.
               ชื่อว่ากาละ เพราะทำสัตว์ให้สิ้นไป ได้แก่ มรณะ. ชื่อว่ากาลังกตะ เพราะทำ คือถึงกาละนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากาลังกตะ เพราะกาละ คือมัจจุทำแล้ว คือพินาศไปแล้ว ได้แก่ถึงความไม่เห็น อธิบายว่า ตาย.
               บทว่า สมฺพหุลา อุปาสกา ความว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีเป็นอันมาก ไปตามหลังอุบาสกผู้ที่ลูกตายจนถึงป่าช้า พร้อมด้วยความโศก ให้ทำฌาปนกิจศพแล้วก็กลับ ลงน้ำทั้งที่นุ่งห่มอยู่นั่นแหละ ดำหัว บีบผ้า ยังไม่ทันจะแห้งเลย นุ่งผืนหนึ่ง ทำเฉวียงบ่าผืนหนึ่ง ให้อุบาสกนั้นนำหน้า คิดจะฟังธรรมอันเป็นเหตุบรรเทาความโศกในสำนักพระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อลฺลเกสา มีผมชุ่มน้ำ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลวตฺถา แปลว่า มีผ้าชุ่มด้วยน้ำ.
               บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า เป็นเวลากลางวัน อธิบายว่า เวลาเที่ยงวัน.
               เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบตรัสถามก็มี ทรงทราบไม่ตรัสถามก็มี. ทรงรู้เวลาตรัสถาม ทรงรู้เวลาไม่ตรัสถามก็มี. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่ทีเดียว
               เมื่อจะตรัสถามเพื่อตั้งเรื่องขึ้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า
                         กึ นุ โข ตุมฺเห อุปาสกา
                         ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย เพราะเหตุไรหนอ พวกท่าน ดังนี้.
               พระดำรัสนั้นมีความหมายดังนี้ว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในวันอื่นๆ พวกเธอเมื่อมายังสำนักของเรา นุ่งผ้าแห้งและสะอาดมาในเวลาเย็น แต่วันนี้ มีผ้าเปียก ผมเปียกมาในที่นี้เวลาเที่ยงตรง นั้นเป็นเหตุอะไร.
               บทว่า เตน มยํ ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นอย่างนั้น เพราะถูกความโศกอย่างแรงครอบงำ เพราะความเดือดร้อนจิตอันเกิดจากการพลัดพรากจากบุตร จึงได้มาเฝ้าในที่นี้.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบโดยประการทั้งปวงถึงเรื่องนี้ว่า สภาวธรรมมีโศก ทุกข์ และโทมนัสเป็นต้น มีวัตถุเป็นที่รักเป็นแดนเกิด เมื่อวัตถุอันเป็นที่รักไม่มี ความโศกเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีโดยประการทั้งปวง จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศความนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิยรูปสาตคธิตาเส ความว่า ติด คือมีจิตปฏิพัทธ์ในสภาวะอันเป็นที่รักมีรูปขันธ์เป็นต้น ด้วยความยินดีในสุขเวทนา.
               ก็บทว่า คธิตาเส หมายเอา คธิตา นั่นเอง.
               อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า เส เป็นเพียงนิบาต. จักขุประสาทเป็นต้น และปิยชนมีบุตรและภรรยาเป็นต้น ชื่อว่า ปิยรูป.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า อะไรเป็นปิยรูป สาตรูป ในโลก คือ จักขุเป็นปิยรูป สาตรูปในโลก ฯลฯ ธรรมตัณหาเป็นปิยรูป สาตรูป ในโลก และว่า
                         นระใดติดข้องกามเป็นอันมาก คือ นา สวน เงิน
                         โค ม้า ทาสหญิงชาย ผู้หญิง และพวกพ้อง.

               เพราะเหตุนั้น ผู้ติด สยบ อธิบายว่า ถูกต้องด้วยความยินดีในปิยรูปเหล่านั้น. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ชนเหล่านั้น คือเหล่าไหน ผู้ติดอยู่ในปิยรูปและสาตรูป จึงทรงแสดงชนเหล่านั้นว่า เทวกายา ปุถุมนุสฺสา จ หมู่เทพและมนุษย์เป็นอันมาก, ได้แก่หมู่เทพเป็นอันมาก มีเทพชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น และมนุษย์เป็นอันมากมีชาวชมพูทวีปเป็นต้น.
               บทว่า อฆาวิโน ได้แก่ ผู้มีทุกข์ทางกายและทางใจ.
               บทว่า ปริชุนฺนา ได้แก่ ผู้เสื่อมจากสมบัติมีความเป็นหนุ่มสาว และความไม่มีโรคเป็นต้น เพราะความวิบัติแห่งชราและโรคเป็นต้น. พึงทราบความข้อนั้นตามที่ได้ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
               อีกอย่างหนึ่ง เทวดาทั้งหลายเพียบพร้อมด้วยสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีทุกข์ ชรา และโรค ก็จริง ถึงอย่างนั้น แม้เทวดาเหล่านั้น ท่านก็เรียกว่า ผู้มีทุกข์ และว่าผู้มีความเสื่อม เพราะมีการไม่พ้นจากทุกข์นั้นเป็นสภาวะ.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความเกิดมีทุกข์เป็นต้น แม้ของเทวดาเหล่านั้น ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นแห่งบุรพนิมิต ปฏิจฉันนชราและโรคทางใจ.
               บทว่า มจฺจุราชสฺส วสํ คจฺฉนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้นไปสู่อำนาจ คือมือแห่งความตาย กล่าวคือมัจจุราช เพราะมีธาตุ ๓ เป็นใหญ่ เหตุจะเกิดในครรภ์บ่อยๆ เพราะยังละตัณหา ซึ่งมีปิยวัตถุเป็นอารมณ์ไม่ได้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัฏฏะด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล้ว บัดนี้ จึงแสดงวิวัฏฏะ (นิพพาน) โดยนัยมีอาทิว่า เย เว ทิวา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เว ทิวา จ รตฺโต จ อปฺปมตฺตา ความว่า คนผู้ไม่ประมาทอย่างมั่นคง ย่อมบำเพ็ญอัปปมาทปฏิปทาทั้งกลางวันและกลางคืน โดยนัยดังกล่าวแล้วมีอาทิว่า ชำระจิตให้หมดจดจากธรรมอันเป็นเครื่องกางกั้น โดยการจงกรม และการนั่งตลอดวัน.
               บทว่า ชหนฺติ ปิยรูปํ ความว่า ให้ขวนขวายกรรมฐานภาวนาอันสัมปยุตด้วยสัจจะ ๔ ละปิยรูป คือปิยวัตถุ มีจักขุประสาทเป็นต้น อันเกิดจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ด้วยการละฉันทราคะอันเนื่องกับปิยรูปนั้น เพราะบรรลุพระอริยมรรค.
               บทว่า เต เว ขณนฺติ อฆมูลํ มจฺจุโน อามิสํ ทุรติวตฺตํ ความว่า พระอริยบุคคลเหล่านั้นใช้จอบ คืออริยมรรคญาณขุดตัณหาพร้อมกับอวิชชา อันเป็นมูลรากแห่งทุกข์ คือวัฏทุกข์
               ชื่อว่าเป็นอามิส เพราะมัจจุคือมรณะจับต้อง ชื่อว่าล่วงได้ยาก เพราะสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนอกจากศาสนานี้ ไม่อาจกลับได้ คือถอนรากขึ้นไม่ให้เหลือแม้แต่สิ่งเล็กน้อย
               ความนี้นั้นพึงให้พิสดารโดยสุตตบท มีอาทิว่า
                         อปฺปมาโท อมตํ ปทํ    ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
                         อปฺปมตฺตา น มียนฺติ    เย ปมตฺตา ยถา มตา.
                                   ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความ
                         ประมาท เป็นทางแห่งความตาย คนผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า
                         ย่อมไม่ตาย คนประมาทเหมือนคนตายแล้วแล.

               จบอรรถกถาเอกปุตตสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 56อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 58อ่านอรรถกถา 25 / 59อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1848&Z=1869
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com