ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตร

               อรรถกถาสารีปุตตสูตร               
               สารีปุตตสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติให้มุ่งตรงต่ออารมณ์ คือ ตั้งสติไว้ในที่ใกล้หน้า. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในวิภังค์ว่า สตินี้เป็นอันปรากฏแล้ว ปรากฏด้วยดีแล้ว ที่ปลายนาสิก หรือที่มุขนิมิต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ตั้งสติไว้ตรงหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริ มีอรรถว่า กำหนด.
               บทว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออก.
               บทว่า สติ มีอรรถว่า ปรากฏ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ. ก็ในที่นี้ พึงทราบอรรถโดยนัยดังกล่าวแล้วในปฏิสัมภิทา ด้วยประการฉะนี้.
               ในข้อนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้.
               ก็บทว่า นิยฺยานํ ในบทว่า ปริคฺคหิตนิยฺยานสตึ กตฺวา นี้ พึงเห็นอารมณ์ที่สติหยั่งลง.
               ก็ในข้อนี้ ความต้นและความหลัง พึงเห็นสติควบคุมอารมณ์ไว้ได้ทั้งหมด นอกนั้น พึงเห็นการประมวลส่วนเบื้องต้นแห่งสมาบัติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ฌาน ท่านเรียกว่าสติ โดยยกสติขึ้นเป็นประธาน เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุใด บริโภคกายคตาสติ.
               ถามว่า ก็ฌานนั้นเป็นไฉน?
               ตอบว่า ได้แก่ฌานอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล ที่กระทำรูปาวจรจตุตถฌานให้เป็นบาทแล้วจึงเข้า.
               ถามว่า ก็ฌานนั้นจะพึงรู้ได้อย่างไร?
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความที่พระเถระไม่หวั่นไหวพร้อมด้วยคุณวิเศษ เพราะประกอบด้วยอาเนญชสมาธิ และความที่พระเถระนั้นเป็นผู้อันอะไรๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ โดยเปรียบด้วยภูเขา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ เพราะเหตุนั้น ย่อมรู้เนื้อความนี้ได้ด้วยคาถานั่นแหละ.
               ก็นี้มิใช่พระเถระนั่งเพื่อแทงตลอดสัจจะ โดยที่แท้นั่งเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. จริงอยู่ ในกาลก่อนนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ทีฆนขปริพาชก หลานของพระเถระ ที่ถ้ำสุกรขาตา พระมหาเถระนี้ถึงที่สุดกิจแห่งการแทงตลอดสัจจะแล.
               บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ถึงอรรถนี้ กล่าวคือความที่พระเถระอันอะไรๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะประกอบด้วยอาเนญชสมาธิ และเพราะถึงความเป็นผู้คงที่ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ประกาศความนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ ปพฺพโต เสโล ความว่า เหมือนภูเขาศิลาเป็นแท่งทึบ ล้วนแล้วด้วยหิน ไม่ใช่ภูเขาดินร่วน หรือไม่ใช่ภูเขาเจือดิน.
               บทว่า อจโล สุปฺปติฏฺฐิโต ความว่า มีรากตั้งอยู่ด้วยดี ไม่หวั่น ไม่ไหว ด้วยลมตามปกติ.
               บทว่า เอวํ โมหกฺขยา ภิกฺขุ ปพฺพโตว น เวธติ ความว่า ภิกษุชื่อว่าละอกุศลทั้งปวงได้ เพราะละโมหะได้เด็ดขาด และเพราะละอกุศลทั้งปวงมีโมหะเป็นมูล ย่อมไม่หวั่น คือไม่ไหวด้วยโลกธรรม เหมือนภูเขานั้นไม่สะเทือนด้วยลมตามปกติ.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่พระนิพพานและพระอรหัต ท่านเรียกว่า โมหักขยะ ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยดีแล้วในอริยสัจ ๔ เพราะบรรลุพระนิพพานและพระอรหัต เหตุสิ้นไปแห่งโมหะ แม้ในเวลาที่ไม่เข้าสมาบัติก็ไม่หวั่นไหวด้วยอะไรๆ เหมือนภูเขาดังกล่าวแล้ว.
               อธิบายว่า จะป่วยกล่าวไปไยในเวลาเข้าสมาบัติเล่า.

               จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 71อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 76อ่านอรรถกถา 25 / 77อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=2254&Z=2265
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๘  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com