ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑
๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑

               อรรถกถาปฐมปติพพตาวิมาน               
               ปฐมปติพพตาวิมาน มีคาถาว่า โกญฺจา มยุรา ทิวิยา หํสา เป็นต้น.
               ปฐมปติพพตาวิมาน เกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. ในกรุงสาวัตถีนั้น สตรีผู้หนึ่งได้เป็นผู้ปฏิบัติสามี นางคล้อยตามสามี อดทน ถือโอวาทสามีโดยเคารพ แม้โกรธก็ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่พูดคำหยาบ พูดแต่เรื่องจริง มีความเชื่อและเลื่อมใส และให้ทานตามควรแก่ทรัพย์สมบัติ. นางเกิดเป็นโรคบางอย่าง ก็ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
               ต่อมา ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไป โดยนัยก่อนๆ นั่นแล พบเทวธิดาองค์นั้นซึ่งกำลังเสวยสมบัติอย่างใหญ่ จึงเข้าไปใกล้ๆ. เทวธิดาองค์นั้นมีอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม มีอัตภาพประดับด้วยเครื่องอลังการ มีภาระประมาณ ๖๐ เล่มเกวียน ไหว้ด้วยเศียรเกล้า [ค้อมศีรษะ] ใกล้ๆ เท้าพระเถระแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
               แม้พระเถระ เมื่อจะถามบุญกรรมที่นางทำไว้ จึงกล่าวว่า
               นกกระเรียน นกยูง หงส์และดุเหว่า ล้วนเป็นทิพย์ ส่งเสียงไพเราะ ชุมนุมกันอยู่. วิมานนี้ดาดาษด้วยปุปผชาติ น่ารื่นรมย์ วิจิตรเป็นอันมาก ทั้งเทพบุตรทั้งเทพธิดาก็มาคบหาสมาคมกัน.
               ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านนั่งอยู่ในวิมานนี้ เหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ก็สำแดงฤทธิ์ มีรูปเป็นอันมาก และเทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำขับร้องและรื่นเริงกันรอบๆ ท่าน.
               ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็บรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
               เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาโดยอาการที่ท่านถาม ถึงกรรมที่มีผลดังนี้.

               เทวดาองค์นั้นกล่าวตอบว่า
                                   ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันซื่อตรงต่อ
                         สามี ไม่นอกใจ ถนอมใจสามีเหมือนมารดาถนอมบุตร
                         ดีฉันแม้โกรธ ก็ไม่กล่าวคำหยาบ ดีฉันตั้งอยู่ในสัจจะ
                         ละคำเท็จ ยินดีในทาน ชอบอุทิศตน สงเคราะห์คนอื่น
                         มีจิตเลื่อมใส [ในพระรัตนตรัย] เมื่อบริจาคข้าวน้ำก็ได้
                         ถวายเป็นทานอย่างไพบูล โดยเคารพ.
                                   เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนั้น
                         เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง
                         ที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.
                                   ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
                         แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ
                         บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และวรรณะ
                         ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกญฺจา แปลว่า นกกระเรียน ที่อาจารย์บางพวกเรียกว่านกกระไน ก็มี.
               บทว่า มยุรา แปลว่า นกยูง.
               บทว่า ทิวิยา แปลว่า ที่เป็นทิพย์.
               จริงอยู่ บทนี้ควรประกอบเข้า ๔ บทโดยนัยว่า ทิวิยา โกญฺจา นกกระเรียนทิพย์ ทิวิยา มยุรา นกยูงทิพย์เป็นต้น.
               บทว่า หํสา ได้แก่ หงส์ มีหงส์ทองเป็นต้น.
               บทว่า วคฺคุสฺสรา แปลว่า มีเสียงเพราะ.
               บทว่า โกกิลา ได้แก่ นกดุเหว่า [กายขาวดำ].
               บทว่า สมฺปตนฺติ ได้แก่ เล่นระเริงบินร่อนไปรอบๆ เพื่อความอภิรมย์แห่งเทวดา.
               จริงอยู่ เหล่าเทวดาที่เป็นบริวารเล่นระเริงโดยรูปของนกกระเรียนเป็นต้น เพื่อให้เกิดความยินดีแก่เทวดา ท่านจึงกล่าวโดยคำว่า โกญฺจา เป็นต้น.
               บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณํ ได้แก่ เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้รัตนะชนิดต่างๆ ที่ร้อยแล้วและยังไม่ได้ร้อย [เป็นพวง].
               บทว่า รมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์ น่ารื่นใจ.
               บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยอุทยาน ต้นกัลปพฤกษ์และสระโบกขรณีเป็นต้นเป็นอันมาก และด้วยผนังวิเศษเป็นต้นเป็นอันมากในวิมานทั้งหลาย.
               บทว่า นรนาริ เสวิตํ ได้แก่ ที่เหล่าเทพบุตรและเหล่าเทพธิดาซึ่งเป็นบริวารคบหากัน.
               บทว่า อิทฺธิ วิกพฺพนฺติ อเนรูปา ประกอบความว่า ผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายที่สำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรม มีรูปเป็นอันมาก เพราะสำแดงรูปได้ต่างๆ ย่อมสำแสดงฤทธิ์ ใช้ฤทธิ์แปลกๆ ท่านก็นั่งอยู่ [ในวิมานนั้น].
               บทว่า อนญฺญมนา ได้แก่ ซื่อตรงต่อสามี.
               ใจของสตรีนั้นตกไปในบุรุษอื่น เหตุนั้น สตรีนั้นชื่อว่าอัญญมานา มีใจตกไปในบุรุษอื่น. สตรีนั้นไม่มีใจตกไปในบุรุษอื่น เหตุนั้น จึงชื่อว่าอนัญญมนา ไม่มีใจตกไปในบุรุษอื่น.
               อธิบายว่า ดีฉันไม่เกิดจิตคิดชั่วในบุรุษอื่น นอกจากสามีของดีฉันอย่างนี้.
               บทว่า มาตาว ปุตฺตํ อนุรกฺขมานา ความว่า กรุณาเอ็นดูสามีของดีฉัน หรือแม้ทุกตัวสัตว์ เพราะนำเข้ามาแต่ประโยชน์และเพราะประสงค์จะนำสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ออกไปเสีย เหมือนมารดาเอ็นดูบุตรฉะนั้น.
               บทว่า กุทฺธาปิหํ นปฺผรุสํ อโวจํ ความว่า ดีฉันแม้โกรธอยู่ เพราะผู้อื่นทำความไม่ผาสุกให้ ก็ไม่กล่าวคำหยาบคาย. อธิบายว่า ที่แท้ ก็กล่าวแต่คำที่น่ารักเท่านั้น.
               บทว่า สจฺเจ ฐิตา ได้แก่ ดำรงอยู่ในสัจจะ. เพราะเหตุที่เป็นผู้ชื่อว่าตั้งมั่นในสัจจะ เพราะเจตนางดเว้นกล่าวคำเท็จ มิใช่ตั้งมั่นโดยเพียงกล่าวคำจริงในบางครั้งเท่านั้น ฉะนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า โมสวชฺชํ ปหาย ได้แก่ ละมุสาวาทแล้ว.
               บทว่า ทาเน รตา ได้แก่ ยินดียิ่ง. อธิบายว่า ขวนขวายในทาน.
               บทว่า สงฺคหิตตฺตภาวา ประกอบความว่า ดีฉันชอบอุทิศตนสงเคราะห์คนอื่นๆ ด้วยสังคหวัตถุ และมีจิตเลื่อมใสเพราะเชื่อกรรมและผลกรรม จึงได้ถวายข้าวน้ำโดยเคารพ โดยอาการยำเกรง และได้ถวายทานอย่างอื่นมีผ้าเป็นต้นอย่างไพบูลย์ อย่างโอฬาร.
               คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาปฐมปติพพตาวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 10อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 11อ่านอรรถกถา 26 / 12อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=273&Z=299
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :