ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓
๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑

               อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗               
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภมิคลุททกเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นรนาริปุรกฺขโต ยุวา ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ยังมีพรานคนหนึ่งเที่ยวล่าเนื้อเลี้ยงชีพตลอดคืนและวัน. พรานนั้นได้มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นมิตร.
               อุบาสกนั้น เมื่อไม่อาจจะให้นายพรานนั้นกลับจากความชั่วตลอดกาลได้ จึงชักชวนในการบุญตอนราตรีว่า มาเถอะสหาย ท่านจงงดเว้นจากปาณาติบาตในตอนกลางคืน.
               เขางดเว้นในตอนกลางคืน กระทำปาณาติบาตในตอนกลางวันเท่านั้น.
               สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ใกล้กรุงราชคฤห์ เสวยทุกข์อย่างใหญ่ตลอดส่วนกลางวัน เพียบพร้อม พรั่งพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ในกลางคืน.
               ท่านนารทะเห็นดังนั้นจึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :-
               ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณอันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ในกลางวัน ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรนาริปุรกฺขโต ความว่า อันเทพบุตรเทพธิดาผู้บำรุงบำเรอ พากันแวดล้อมเข้านั่งใกล้.
               บทว่า ยุวา แปลว่า ยังหนุ่มแน่น.
               บทว่า รชนีเยหิ แปลว่า อันเป็นเหตุให้ใคร่ คือเป็นเหตุเกิดความกำหนัด.
               บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ ด้วยส่วนแห่งกาม.
               บทว่า โสภสิ อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรืองด้วยความพรั่งพร้อมในกลางคืน.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านนารทะจึงกล่าวว่า เสวยทุกข์ในตอนกลางวัน ดังนี้ อธิบายว่า เสวยเหตุคือความคับแค้นมีประการต่างๆ ในตอนกลางวัน.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า รชนี ได้แก่ ในตอนกลางคืน.
               บทว่า เยหิ เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้กระทำกรรมอะไรอันเป็นทางให้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ขอท่านจงบอกกรรมนั้นเถิด.
               เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               เมื่อก่อนกระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคนหยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอันมาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกายวาจาใจเป็นนิตย์.
               อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผมเป็นคนมีใจดี มีศรัทธา ก็อุบาสกคนนั้นเป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่เนืองๆ ว่า อย่าทำกรรมชั่วเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้าจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด.
               กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดี มีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้วไม่ทำตามคำสั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแต่ในบาปตลอดกาลนาน
               สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสีย
               กระผมจึงฆ่าสัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน
               ก็ชนเหล่าใดผู้มีความเพียรเนืองๆ บากบั่นในศาสนาของพระสุคตเจ้า กระผมเข้าใจว่าชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺโท ได้แก่ ผู้ทารุณ.
               บทว่า โลหิตปาณี ได้แก่ ผู้มีฝ่ามืออันเปื้อนเลือดด้วยการฆ่าสัตว์เนืองๆ.
               บทว่า ทารุโณ แปลว่า กล้าแข็ง. อธิบายว่า เบียดเบียนตนเอง.
               บทว่า อวิโรธกเรสุ ได้แก่ ในเนื้อและนกเป็นต้น ผู้ไม่กระทำความโกรธด้วยอาการอะไรๆ
               บทว่า อสํยมา แปลว่า ผู้ไม่สำรวม คือเป็นผู้ทุศีล.
               บทว่า สกลานุสาสส ความว่า ซึ่งอนุศาสนีทั้งปวง คือการงดเว้นจากปาณาติบาตตลอดกาล.
               บทว่า จิรปาปาภิรโต ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในบาปตลอดกาลนาน.
               บทว่า สํยเม คือ ในสุจริต.
               บทว่า นิเวสยิ แปลว่า ตั้งอยู่แล้ว.
               คำว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสียนี้ เป็นคำแสดงอาการแห่งความตั้งมั่น. ได้ยินว่า นายพรานนั้นได้เป็นผู้ประกอบการฆ่าสัตว์เนืองๆ ในเวลากลางคืน ด้วยการดักบ่วงคือลูกศรเป็นต้น.
               บทว่า ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ความว่า บัดนี้ฉันถึงทุคคติ เสวยทุกข์อย่างมหันต์ เคี้ยวกินในตอนกลางวัน.
               ได้ยินว่า ในตอนกลางวัน เขาได้เสวยผลอันพึงเห็นเสมอด้วยกรรม เพราะเขาให้สุนัขกัดเนื้อ ในส่วนกลางวัน สุนัขใหญ่ๆ วิ่งไปทำสรีระให้เหลือเพียงร่างกระดูก แต่เมื่อย่างเข้ากลางคืน ร่างกายนั้นจึงกลับเป็นปกติตามเดิม เสวยทิพยสมบัติ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
               เพราะฉะนั้น กลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ถูกสุนัขลุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิหตา ความว่า เป็นผู้มีจิตเดือดดาล คือเป็นเสมือนถูกความคับแค้นผูกพัน.
               บทว่า สมนฺตา ขาทิตุ ํ ได้แก่ วิ่งไปเพื่อกัดกินร่างกายของเราโดยรอบด้าน.
               ก็ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเวลาที่พวกสุนัขเหล่านั้นเข้าไปใกล้ นำความกลัวมาให้แก่ตนเป็นอย่างยิ่ง ก็สุนัขเหล่านั้นวิ่งไปกระทำร่างกายให้เหลือแต่เพียงกระดูกแล้วจึงไปเสีย.
               ในคาถาสุดท้ายว่า เย จ เต สตตานุโยคิโน มีความสังเขปดังต่อไปนี้
               ขึ้นชื่อว่าเราก็เป็นผู้งดเว้นจากเหตุเพียงการฆ่าสัตว์ เฉพาะในกลางคืน ยังได้เสวยทิพยสมบัติถึงเพียงนี้ ก็บุรุษเหล่าใดผู้ขวนขวายยั่งยืนมั่นคง คือหมั่นประกอบเนืองๆ คือทุกเวลาในอธิศีลเป็นต้นในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตพุทธเจ้า บุรุษเหล่านั้นเป็นผู้มีบุญเห็นจะบรรลุอมตธรรมอันได้นามว่าอสังขตบท อันไม่เจือปนด้วยโลกิยสุขอย่างเดียวเท่านั้น คือบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่มีการห้ามอะไรๆ ในการบรรลุอมตบทนั้น.
               เมื่อเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา.
               พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
               คำทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

               จบอรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 116อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 117อ่านอรรถกถา 26 / 118อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=4224&Z=4250
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com