ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค
๘. สิงคาลปิตาเถรคาถา

               อรรถกถาสิงคาลปิตาเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระสิงคาลปิตาเถระ เริ่มต้นว่า อหุ พุทฺธสฺส ทายาโท.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าสตรังสี เที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้ว ได้ถวายผลตาลที่อยู่ในมือของตน ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพนั่นแหละไปๆ มาๆ
               เกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้เป็นผู้มีความเชื่อมั่นในพระศาสนา บวชแล้ว เจริญอัฏฐิกสัญญา ท่านกลับไปเกิดในเรือนมีตระกูล พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้อีก เจริญวัยแล้วแต่งงาน ได้บุตรคนหนึ่ง ให้นามบุตรว่า สิงคาละ ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า สิงคาลกปิตา (พ่อของสิงคาลมาณพ)
               ในเวลาต่อมา เขาสละความผูกพันในเรือน แล้วบวชในพระศาสนา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของท่าน ได้ทรงประทานอัฏฐิกสัญญากัมมัฏฐานแล้ว ท่านรับกัมมัฏฐานนั้นแล้ว อาศัยอยู่ในป่าเภสกฬาวัน ณ สุสุมารคิริชนบท แคว้นภัคคะ.
               ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้น เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่ท่าน เมื่อประกาศความนี้ว่า ท่านจักกระทำผลแห่งภาวนา (อรหัตผล) ให้อยู่ในเงื้อมมือต่อกาลไม่นานเลย ดังนี้ โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า
                                   ภิกษุผู้อยู่ในป่าเภสกฬาวัน พิจารณาแผ่นดินนี้
                         ด้วยความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ จักได้เป็น
                         ทายาทของพระพุทธเจ้า เราเข้าใจว่า เขาจะละกามราคะ
                         ได้โดยพลันทีเดียว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ เท่ากับ โหติ แปลว่า ย่อมเป็น.
               ก็บทนี้เป็นคำกล่าวถึงอดีตกาล แต่ใช้ในอรรถแห่งปัจจุบันกาล.
               บทว่า พุทฺธสฺส ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
               บทว่า ทายาโท ความว่า เป็นธรรมทายาท คือเป็นผู้ถือเอาคือรับไว้ซึ่งทายาท คือโลกุตรธรรม ๙ อย่าง ด้วยการปฏิบัติชอบของตน.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อหุ เท่ากับ อโหสิ แปลว่า ได้เป็นแล้ว.
               อธิบายว่า ภิกษุบางรูปจักเป็นผู้นับเนื่องในความเป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามอย่างนี้ ในบัดนี้ทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า เราเข้าใจว่า เธอจะละกามราคะได้โดยพลันทีเดียว ดังนี้.
               บทว่า เภสกฬาวเน ความว่า ในป่าอันได้นามว่าเภสกฬาวัน เพราะเหตุที่ยักษ์ชื่อว่าเภสกะ ได้แล้วคือยึดครองไว้ หรือเพราะมากไปด้วยสัตว์ร้ายมีช้างรุ่นเป็นต้น อันน่าสะพึงกลัว เทวดาเมื่อจะบอกเหตุในความเป็นทายาทของพระพุทธเจ้าแก่ภิกษุนั้น จึงกล่าวว่า พิจารณาแผ่นดินนี้ด้วยความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้น คือไม่มีส่วนเหลือ.
               บทว่า อฏฐิกสญฺญาย ได้แก่ ด้วยการภาวนาว่าเป็นกระดูก.
               บทว่า อผริ ความว่า แผ่ไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการน้อมใจเอาว่า เป็นกระดูก.
               บทว่า ปฐวี ได้แก่ ปฐพีคืออัตภาพ. อธิบายว่า อัตภาพ ท่านเรียกว่าปฐพี ในคาถานี้ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โก อิมํ ปฐวี วิเจสฺสติ ใครจักพิจารณาแผ่นดินนี้.
               บทว่า มญฺเญหํ ตัดบทเป็น มญฺเญ อหํ.
               ปาฐะว่า มญฺญาหํ ดังนี้ก็มี.
               บทว่า โส ได้แก่ ภิกษุนั้น.
               เราเข้าใจว่า เธอจักทิ้ง คือจักละกามราคะได้โดยพลัน คือต่อกาลไม่นานเลย.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะอัฏฐิกสัญญาเป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อกามราคะ
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้
               ภิกษุใดพิจารณาแผ่นดินนี้ด้วยความสำคัญว่ากระดูก อันตนได้แล้วในส่วนหนึ่งหรือทั้งสิ้น คือทั่วอัตภาพของตน ว่าเป็นกระดูกทั้งนั้น ภิกษุนั้นกระทำฌานมีกระดูกเป็นอารมณ์นั้นให้เป็นบาท พิจารณาอยู่ จักละกามราคะได้ด้วยอนาคามิมรรคโดยกาลไม่นานเลย หรือจักละตัณหา อันได้ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าใคร่ ได้ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัดทั้งหมดได้.
               พระเถระนั้นสดับคาถานี้แล้วคิดว่า เทวดานี้กล่าวอย่างนี้เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เราดังนี้แล้ว อธิษฐานความเพียรรุดหน้าไม่ถอยกลับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               พระผู้มีภาคะ สยัมภู นามว่าสตรังสี ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ ออกจากที่สงัดแล้ว ออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นแล้วจึงเข้าไปหาพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลตาล ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
               เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้วดังนี้.
               ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว นับถือคำที่เทวดากล่าวแล้วได้กล่าวคาถานั้นแหละ โดยเปล่งเป็นอุทาน. คาถานั้นแหละได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนั้น ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสิงคาลปิตาเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๘. สิงคาลปิตาเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 154อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 155อ่านอรรถกถา 26 / 156อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5084&Z=5088
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :