ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑
๑๗. เปสการิยวิมาน

               อรรถกถาเปสการิยวิมาน               
               เปสการิยวิมาน มีคาถาว่า อิทํ วิมานํ รุจิรํ ปภสฺสรํ เป็นต้น.
               เปสการิยวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน กรุงพาราณสี.
               สมัยนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นอันมากนุ่งแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงพาราณสี. ภิกษุเหล่านั้นเดินเข้าไปใกล้ประตูเรือนของพราหมณ์ผู้หนึ่ง.
               ในเรือนหลังนั้น ธิดาของพราหมณ์ ชื่อเปสการี กำลังเก็บเหาจากศีรษะของมารดา ใกล้กับประตูเรือน เห็นภิกษุเหล่านั้นกำลังเดินไป จึงพูดกะมารดาว่า แม่จ๋า นักบวชเหล่านี้ยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย สะสวย น่าดูน่าชม ละเอียดอ่อน ชะรอยจะสูญเสียอะไรบางอย่างไปกระมัง เหตุไรหนอจึงพากันบวชในวัยนี้นะแม่นะ.
               มารดาพูดกะธิดาว่า ลูกเอ๋ย มีโอรสเจ้าศากยะออกผนวชจากราชตระกูลศากยะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก. พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นักบวชเหล่านี้ฟังธรรมของพระองค์แล้วก็พากันออกบวช จ้ะลูก.
               สมัยนั้น อุบาสกผู้หนึ่งบรรลุผลรู้แจ่มแจ้งคำสั่งสอน เดินไปตามถนนนั้น ได้ยินคำกล่าวนั้นแล้วก็เข้าไปหาสตรีทั้งสองนั้น. ขณะนั้น พราหมณ์จึงกล่าวกะอุบาสกผู้นั้นว่า ท่านอุบาสก เดี๋ยวนี้กุลบุตรจำนวนมากสละโภคสมบัติเป็นอันมาก สละเครือญาติใหญ่ๆ พากันบวชในลัทธิสมัยของพระศากยเจ้า กุลบุตรเหล่านั้นเห็นอำนาจประโยชน์อะไรหนอจึงพากันบวช.
               อุบาสกฟังคำนั้นแล้วกล่าวว่า เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในการออกบวช แล้วจึงขยายความนั้นตามสมควรแก่กำลังความรู้ของตนโดยพิสดาร พรรณนาคุณของพระรัตนตรัย ประกาศคุณานิสงส์ของศีล ๕ ทั้งปัจจุบัน ทั้งภายหน้า.
               ลำดับนั้น ธิดาของพราหมณ์จึงถามอุบาสกนั้นว่า แม้เราก็สามารถตั้งอยู่ในสรณะและศีล แล้วบรรลุคุณานิสงส์ที่ท่านกล่าวได้หรือ.
               อุบาสกนั้นกล่าวว่า ธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทั่วไปแก่คนทุกคน เหตุไรจะไม่สามารถเล่า แล้วได้ให้สรณะและศีลแก่นาง.
               ธิดาพราหมณ์นั้นรับสรณะ สมาทานศีลแล้ว ถามอีกว่า กิจที่ควรทำยิ่งกว่านี้มีอีกไหม.
               อุบาสกนั้นกำหนดว่านางเข้าใจ รู้ว่านางคงจักพรักพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อจะประกาศสภาวะของร่างกาย จึงบอกกรรมฐานคืออาการ ๓๒ ให้นางเกิดคลายความรักในกายสูงขึ้นไป ก็ให้สลดใจด้วยธรรมกถาที่ประกอบด้วยไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น บอกทางวิปัสสนาให้แล้วก็ไป.
               ธิดาของพราหมณ์นั้นสนใจทุกคำที่อุบาสกนั้นกล่าวนัยไว้แล้ว มีจิตมั่นคงในการใส่ใจปฏิกูลสัญญา เริ่มตั้งวิปัสสนา เพราะความพรักพร้อมแห่งอุปนิสัย ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               สมัยต่อมา นางก็ตายไปบังเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช มีบริวารถึงแสนหนึ่ง.
               ท้าวสักกเทวราชเห็นนางแล้ว เกิดอัศจรรย์จิตมีหฤทัยบันเทิง จึงตรัสถามถึงกรรมที่นางทำด้วย ๔ คาถาว่า
                                   วิมานนี้น่ารัก มีรัศมีสว่างเป็นประจำ มีเสา
                         แก้วไพฑูรย์ เนรมิตไว้ดีแล้ว ต้นไม้ทองทั้งหลาย
                         ปกคลุมโดยรอบ เป็นสถานที่เกิดด้วยวิบากกรรม
                         ของเรา อัปสรที่มีอยู่ก่อนเหล่านี้ เกิดอยู่แล้วในที่
                         นั้นจำนวนแสนหนึ่ง ด้วยกรรมของตนเอง
                                   ตัวเจ้าผู้มียศ ก็เกิดในที่นั้น ส่องรัศมีข่มเหล่า
                         เทวดาเก่าๆ ดวงจันทร์ ราชาแห่งดวงดาว รุ่งโรจน์
                         ข่มหมู่ดาวฉันใด ตัวเจ้ารุ่งเรืองอยู่ด้วยยศก็รุ่งโรจน์
                         ข่มอัปสรหมู่นี่ ฉันนั้นเหมือนกัน.
                                   ดูก่อนเทพธิดาผู้มีพักตร์ชวนพิศ ตัวเจ้ามาจาก
                         ไหน จึงมาถึงภพนี้ของเรา พวกเราทุกองค์ไม่อิ่มด้วย
                         การเห็นเจ้าเลย เหมือนทรงเทพชั้นไตรทศพร้อมด้วย
                         องค์อินทร์ ไม่อิ่มด้วยการเห็นองค์พระพรหมฉะนั้น.

               ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า อิทํ อิมานํ ในคาถานั้น ทรงหมายเอาวิมานของพระองค์ ซึ่งเทวดานั้นเกิดแล้ว.
               บทว่า สสตํ ประกอบความว่า น่ารัก มีรัศมีสว่างทุกเวลา.
               อีกนัยหนึ่ง บทว่า สสตํ ได้แก่ แผ่ไปโดยชอบ. อธิบายว่า กว้างขวางอย่างยิ่ง.
               บทว่า สมนฺตโมตฺถตํ ได้แก่ ปกคลุมโดยรอบ.
               ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ฐานํ ทรงหมายเอาวิมานนั่นเอง.
               จริงอยู่ วิมานนั้นเรียกว่า ฐานะ สถาน เพราะเป็นที่คนทำบุญดำรงอยู่.
               บทว่า กมฺมวิปากสมฺภูตํ ได้แก่ เกิดโดยเป็นวิบากของกรรมหรือเกิดพร้อมกับวิบากของกรรม.
               บทว่า มมํ พึงประกอบเข้ากับสองบทว่า อิทํ มม ฐานํ มม กมฺมวิปากสมฺภวํ สถานของเรานี้ เกิดด้วยวิบากกรรมของเรา.
               ในคาถาว่า ตตฺรูปปนฺนา มีความย่ออย่างนี้ว่า
               เหล่าบุพเทวดาเพราะเกิดขึ้นก่อน ชื่อว่าอัปสรมีอยู่ก่อนเหล่านี้ จำนวนแสนหนึ่งเข้าถึงคือเกิดขึ้น ในวิมานนั้น คือในวิมานตามที่กล่าวแล้วนั้น.
               บทว่า ตุวํสิ ได้แก่ ตัวเจ้าเป็นผู้เข้าถึง เกิดขึ้นด้วยกรรมของตนเอง.
               บทว่า ยสสฺสินี ได้แก่ ผู้พรักพร้อมด้วยปริวารยศ. อธิบายว่า ตัวเจ้าส่องรัศมีรุ่งโรจน์ตั้งอยู่ด้วยกรรม คืออานุภาพกรรมของตนนั้นนั่นแล.
               บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศรัศมีนั้นด้วยอุปมาจึงตรัสคาถาว่า สสี เป็นต้น.
               ความของคาถานั้นว่า ดวงจันทร์ได้ชื่อว่าสสี เพราะประกอบด้วยตรารูปกระต่าย และชื่อว่าราชาแห่งดวงดาว เพราะมีคุณยิ่งกว่าดวงดาวทั้งหลาย ย่อมรุ่งโรจน์รุ้งร่วง ข่มงำดวงดาวทุกหมู่ฉันใด ตัวเจ้าเมื่อรุ่งเรืองด้วยยศของตน ก็รุ่งโรจน์โชติช่วงล้ำอัปสรเทพกัญญาหมู่กลุ่มนี้ฉันนั้นเหมือนกัน.
               ก็คำว่า อิมา และ อิมํ เป็นเพียงนิบาต. แต่เกจิอาจารย์กล่าวว่า เจ้ารุ่งโรจน์เหมือนราชาแห่งดวงดาว รุ่งโรจน์ล้ำหมู่ดาวฉะนั้น.
               บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสถามถึงภพก่อนของเทวดานั้นและบุญที่เทวดานั้นทำไว้ในภพนั้น จึงตรัสถามว่า กุโต นุ อาคมฺม เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุโต นุ อาคมฺม ความว่า ดูก่อนนวลนางผู้ดูไม่จืดเลย คืองามทุกส่วนสัด เพราะบุญกรรมอะไรหนอเป็นตัวเหตุ ตัวเจ้าจึงมาเข้าถึงคือเข้าถึงโดยการถือกำเนิด ยังภพของเรานี้.
               ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศความที่ตรัสว่า อโนมทสฺสเน นี่แลด้วยอุปมา จึงตรัสว่า พฺรหฺมํว เทวา ติทสา สหินฺทกา สพฺเพน ตปฺปามเส ทสฺสเนน ตํ.
               ในคาถานั้น ความว่า
               ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ที่ชื่อว่าสหินทกะ เพราะพร้อมด้วยองค์อินทร์ เมื่อพบท้าวสหัมบดีพรหมหรือสนังกุมารพรหมที่เสด็จถึง ย่อมไม่อิ่มด้วยการเห็นฉันใด พวกเราทวยเทพทุกองค์ย่อมไม่อิ่มด้วยการเห็นเจ้าฉันนั้น.
               ก็เทวดาองค์นั้นถูกท้าวสักกะจอมทวยเทพตรัสถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความนั้นจึงกล่าว ๒ คาถาว่า
                                   ข้าแต่ท่านท้าวสักกะ พระองค์ทรงพระกรุณา
                         ตรัสถามข้าพระบาทถึงปัญหาข้อนี้ได้ว่า เจ้าจุติจาก
                         ที่ไหนจึงมา ณ ที่นี้ ข้าพระบาทขอทูลตอบปัญหาข้อ
                         นั้นว่า ราชธานีของแคว้นกาสีมีอยู่ชื่อว่า พาราณสี
                         ข้าพระบาทเกิดในราชธานีนั้น มีชื่อว่า เปสการี
                         เพคะ.
                                   ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่นส่วน
                         เดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
                         พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว
                         เป็นผู้แน่นอนในธรรม คือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัย.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมตํ ความว่า ปัญหานั้นใด.
               บทว่า อนุปุจฺฉเส ได้แก่ พระองค์ตรัสถามโดยอนุกูล.
               บทว่า มมํ แปลว่า ข้าพระบาท.
               บทว่า ปุรตฺถิ ตัดบทว่า ปุรํ อตฺถิ แปลว่า บุรีมีอยู่.
               บทว่า กาสีนํ ได้แก่ แคว้นกาสี.
               เทวดาระบุนามตนในอัตภาพก่อนว่า เปสการี ประกาศบุญของตนด้วยบทว่า พุทฺเธ จ ธมฺเม จ เป็นต้น.
               ท้าวสักกะ เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติและทิพย์สมบัตินั้นของนาง จึงตรัสว่า
                                   ดูก่อนนวลนาง ผู้มีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่น
                         ส่วนเดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
                         พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว
                         เป็นผู้แน่นอนในธรรมคือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัย
                         เราขอแสดงความยินดีสมบัติของเจ้า และการมาดี
                         ของเจ้า เจ้ารุ่งโรจน์ด้วยธรรมและยศ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺตฺยาภินนฺทามเส ได้แก่ เรายินดีอนุโมทนาสมบัติแม้ทั้งสองของเจ้านั้น.
               บทว่า สฺวาคตญฺจ เต ได้แก่ และการมาในที่นี้ของเจ้า ที่ชื่อว่า สวฺาคต มาดี เป็นที่จำเริญสติและโสมนัสของเรา.
               คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
               ท้าวสักกเทวราชตรัสบอกเรื่องนั้นถวายท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ.
               พระเถระจึงกราบทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความข้อนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน. เทศนานั้นเกิดประโยชน์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกแล.

               จบอรรถกถาเปสการิยวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

               จบอรรถกถาปีฐวรรคที่ ๑ ประดับด้วยเรื่อง ๑๗ เรื่องในวิมานวัตถุแห่งปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกายด้วยประการฉะนี้.

               จบปิฐวรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. ปิฐวิมานที่ ๑
                         ๒. ปิฐวิมานที่ ๒
                         ๓. ปิฐวิมานที่ ๓
                         ๔. ปิฐวิมานที่ ๔
                         ๕. กุญชรวิมาน
                         ๖. นาวาวิมานที่ ๑
                         ๗. นาวาวิมานที่ ๒
                         ๘. นาวาวิมานที่ ๓
                         ๙. ปทีปวิมาน
                         ๑๐. ติลทักขิณาวิมาน
                         ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑
                         ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒
                         ๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑
                         ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒
                         ๑๕. อุตตราวิมาน
                         ๑๖. สิริมาวิมาน
                         ๑๗. เปสการิยวิมาน
               จบวรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๗. เปสการิยวิมาน จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 16อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 17อ่านอรรถกถา 26 / 18อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=470&Z=513
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :