ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค
๓. โสปากเถรคาถา

               อรรถกถาโสปากเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระโสปากเถระเริ่มต้นว่า ยถาปิ เอกปุตฺตสฺมึ.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ เกิดเป็นบุตรของกุฏุมพีคนใดคนหนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ.
               วันหนึ่ง เห็นพระบรมศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใส แล้วน้อมถวายเมล็ดพืชเครือเถา แด่พระบรมศาสดา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์ จึงทรงรับไว้. และท่านมีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในภิกษุสงฆ์ เริ่มตั้งสลากภัต ถวายขีรภัตแด่ภิกษุ ๓ รูป โดยตั้งใจอุทิศเป็นสังฆทานจนตลอดชีวิต.
               ด้วยบุญกรรมเหล่านั้น ท่านเสวยสมบัติไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คราวหนึ่งเกิดในกำเนิดมนุษย์ ได้ถวายขีรภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. ท่านทำบุญไว้มากในภพนั้นๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคติภพอย่างเดียว ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงยากจนคนใดคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ด้วยผลแห่งกรรมที่มีในก่อน ในพุทธุปบาทกาลนี้.
               มารดาของท่านบริหารครรภ์ได้ ๑๐ เดือน เมื่อครรภ์แก่รอบ ในเวลาจะคลอดก็ไม่สามารถจะคลอดได้ ถึงกับสลบไป นอนเหมือนคนตายแล้วตลอดเวลานาน. ญาติทั้งหลายนำนางไปป่าช้า ด้วยสำคัญว่าตายแล้ว ยกขึ้นสู่เชิงตะกอน เมื่อลมฝนตั้งขึ้นด้วยอำนาจของเทวดา จึงไม่ยอมใส่ไฟ หลีกไปแล้ว.
               ทารกเป็นผู้ไม่มีโรคออกจากท้องมารดา ด้วยอานุภาพแห่งเทวดา เพราะเป็นผู้จะกระทำให้แจ้งพระอรหัตในภพสุดท้าย. ส่วนมารดากระทำกาละแล้ว.
               เทวดาอุ้มทารกไปวางไว้ในเรือนของคนเฝ้าป่าช้า ด้วยรูปของมนุษย์ เลี้ยงดูด้วยอาหาร อันสมควรตลอดเวลาเล็กน้อย. และต่อจากนั้น คนเฝ้าป่าช้าก็ทำทารกนั้นให้เป็นบุตรของตน เลี้ยงดูให้เติบใหญ่. เขาเจริญเติบโตอย่างนั้น เที่ยวเล่นอยู่กับทารกชื่อว่าสุปปิยะ ผู้เป็นบุตรของคนเฝ้าป่าช้า. เพราะความที่เขาเกิดเจริญเติบโตในป่าช้า จึงได้นามว่าโสปากะ.
               ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งเวไนยสัตว์ ทรงเห็นเขาหยั่งลงสู่ภายในข่ายคือพระญาณ จึงได้เสด็จไปสู่ที่แห่งป่าช้า.
               ทารกอันบุพเหตุตักเตือนอยู่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วยืนอยู่.
               พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขา.
               เขาฟังธรรมแล้วทูลขอบรรพชาอันพระบรมศาสดาตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้อันบิดาอนุญาตแล้วหรือ จึงนำบิดาไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา. บิดาของเขาเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้ว อนุญาตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงยังทารกนี้ให้บวชเถิด.
               พระบรมศาสดาให้เขาบวชแล้ว ทรงแนะนำในเมตตาภาวนากรรมฐาน.
               ท่านเรียนกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ อยู่ในป่าช้า ยังฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงพระนามว่ากกุสันธะ พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ไปสู่ภายในป่า เราถือเมล็ดพืชเครือเถาเที่ยวมา
               สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าฌานอยู่ ณ ระหว่างภูเขา เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพของทวยเทพแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดพืชแด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นนักปราชญ์ ในกัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น ด้วยการถวายพืชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเมล็ดพืช.
               เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               ท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อจะแสดงวิธีแห่งการเจริญเมตตา แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีปกติอยู่ในป่าช้าเหล่าอื่น ได้ภาษิตคาถาว่า
                         บุคคลพึงมีเมตตา ในบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รัก ฉันใด
                         ภิกษุพึงมีเมตตาในสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ฉันนั้น ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอุปมา.
               บทว่า เอกปุตฺตสฺมึ ความว่า ที่ชื่อว่าบุตร ด้วยอรรถว่าทำให้บริสุทธิ์และดำรง (ต้านทาน) ไว้ซึ่งวงศ์ตระกูล ได้แก่บุตร มีบุตรที่เกิดแต่อกเป็นต้นเป็นประเภท.
               บุตรคนเดียวชื่อว่า เอกปุตฺโต ในบุตรคนเดียวนั้น.
               บทว่า เอกปุตฺตสฺมึ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในวิสัย (อารมณ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว).
               บทว่า ปิยสฺมึ ความว่า ชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งแห่งเหตุของความรัก เพราะเป็นผู้มีความประพฤติน่ารัก เพราะเป็นบุตรคนเดียว และเพราะรูป ศีลและอาจาระเป็นต้น.
               บทว่า กุสลี ความว่า ความเกษม ความสวัสดี ท่านเรียกว่ากุศล บุคคลชื่อว่ากุสลี เพราะเป็นผู้มีกุศลอันจะพึงได้ คือผู้แสวงประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ผู้มีอัธยาศัยประกอบด้วยเมตตา.
               บทว่า สพฺเพสุ ปาเณสุ ได้แก่ ในสัตว์ทั่วไป.
               บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ในทิศทั้งปวง คือในที่ทั้งปวงมีภพเป็นต้น หรือในทิศทั้งปวงที่ไม่ได้กำหนดไว้.
               ท่านอธิบายว่า มารดาบิดาพึงเป็นผู้มีเมตตา คือพึงแสวงหาประโยชน์โดยส่วนเดียว ในบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้มีเมตตาโดยมุ่งประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในสัตว์ทั่วไป ผู้ตั้งอยู่แล้วในทิศทั้งปวง ต่างด้วยทิศบูรพาเป็นต้น ในภพทั้งปวง ต่างด้วยกามภพเป็นต้น และในวัยทั้งปวงไม่มีกำหนด ต่างโดยวัยหนุ่มเป็นต้น คือพึงแผ่เมตตาซึ่งมีรสเดียวกัน ไปในที่ทั้งปวง โดยไม่แบ่งชั้นไม่จำกัดเขตว่าเป็นมิตร เป็นคนกลางๆ หรือเป็นศัตรู.
               ก็พระเถระครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ได้ให้โอวาทว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพึงประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ย่อมหลับเป็นสุข ดังนี้ โดยส่วนเดียว.

               จบอรรถกถาโสปากเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๓. โสปากเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 169อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 170อ่านอรรถกถา 26 / 171อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5174&Z=5177
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :