ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖
๑. โคธิกเถรคาถา

               วรรควรรณนาที่ ๖               
               อรรถกถาโคธิกาทิจตุเถรคาถา               
               คาถาของพระเถระทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ พระโคธิกะ พระสุพาหุ พระวัลลิยะ พระอุตติยะ ทั้ง ๔ คาถาเริ่มต้นว่า วสฺสติ เ ทโว.
               เรื่องราวของท่านเหล่านั้นเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระเหล่านี้ก็ได้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้มากในภพนั้นๆ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ นับแต่ภัทรกัปนี้ ได้เกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ได้เป็นสหายกันเที่ยวไป.
               ในบรรดาสหายเหล่านั้น สหายคนหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จเที่ยวบิณฑบาต ได้ถวายอาหารทัพพี ๑. สหายคนที่ ๒ มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วประคองอัญชลี. สหายคนที่ ๓ มีจิตเลื่อมใส บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกอุบลกำมือหนึ่ง. สหายคนที่ ๔ ทำการบูชาด้วยดอกมะลิ.
               สหายเหล่านั้นบังเกิดในเทวโลก ด้วยบุญกรรมที่ทำจิตให้เลื่อมใสในพระศาสดา ขวนขวายแล้วอย่างนี้ กระทำบุญไว้มากแล้วท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในเรือนมีตระกูลในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ เป็นสหายกัน บวชในพระศาสนา บำเพ็ญสมณธรรม แล้วเกิดเป็นโอรสของเจ้ามัลละทั้ง ๔ ในเมืองปาวา ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย.
               พวกเจ้ามัลละได้ขนานนามของพระโอรสเหล่านั้นว่า โคธิกะ สุพาหุ วัลลิยะ (และ) อุตติยะ. พระโอรสทั้ง ๔ ได้เป็นสหายรักกัน. พระโอรสเหล่านั้นได้พากันไปยังเมืองกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง.
               ก็ในสมัยนั้น พระศาสดาเสด็จไปยังเมืองกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ ทรมานเจ้าศากยะมีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นประมุข.
               ครั้งนั้น แม้โอรสแห่งเจ้ามัลละทั้ง ๔ เหล่านั้นเห็นปาฏิหาริย์แล้ว ได้ความเลื่อมใส บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               พระโคธิกเถระกล่าวคาถานี้ว่า
               เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีผิวพรรณดังทอง สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จออกจากป่าอันสงัด จากตัณหาเครื่องร้อยรัดมาสู่ความดับ จึงถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แด่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีปัญญา ผู้สงบระงับ ผู้แกล้วกล้ามาก ผู้คงที่ เราตามเสด็จพระองค์ ผู้ทรงยังมหาชนให้ดับ เรามีความยินดีเป็นอันมากในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา.
               ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่ามหาเรณุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               พระสุพาหุเถระ กล่าวคาถานี้ว่า
               เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง ผู้องอาจดุจม้าอาชาไนย ดังช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้ง ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสวเหมือนพญารังมีดอกบาน เป็นเชษฐบุรุษของโลก สูงสุดกว่านระ เสด็จดำเนินไปในถนน จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณ ประนมอัญชลี มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระญาณ.
               ในกัปที่ ๗๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์มีนามว่านรุตตมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               พระวัลลิยเถระ กล่าวคาถานี้ว่า
               ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้ อาศัยอยู่ในนครติวรา ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ อันชาวโลกบูชา มีใจเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายดอกอุบลกำมือหนึ่ง เราอุบัติในภพใดๆ เพราะผลของกรรมนั้น เราได้เสวยผลอันน่าปรารถนาที่ตนทำไว้ดีแล้วในปางก่อน แวดล้อมด้วยพวกมัลละชั้นดี นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้.
               ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
               ในกัปใกล้เคียงที่ ๙๔ เว้นกัปปัจจุบันได้เป็นพระราชา ๕๐๐ พระองค์มีนามเหมือนกันว่านัชชสมะ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               พระอุตติยเถระ กล่าวคาถานี้ว่า
               เราได้ถวายดอกมะลิแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า "สิทธัตถะ" ดอกมะลิ ๗ ดอกเราโปรยลงแทบพระบาท ด้วยความยินดี ด้วยกรรมนั้น วันนี้ เราได้เสวยอมตธรรม เราทรงกายที่สุด อยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
               ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ได้มีนามว่าสมันตคันธะ ครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด เป็นจอมประชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               ก็พระเถระแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ปรากฏชื่อเสียงโด่งดังในโลก เป็นผู้อันพระราชามหาอมาตย์แห่งพระราชา สักการะเคารพแล้ว อยู่ร่วมกันในป่านั่นแหละ. ครั้นในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารเข้าไปหาพระเถระทั้ง ๔ รูปเหล่านั้นผู้เข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ไหว้แล้ว นิมนต์ให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส รับสั่งให้สร้างกุฏิถวายพระเถระเหล่านั้นแยกกัน (องค์ละหลัง) (แต่) ไม่ได้มุงหลังคาเพราะหลงลืม.
               พระเถระเหล่านั้นก็อยู่ในกุฏิทั้งหลายที่ยังไม่ได้มุง ถึงฤดูฝน ฝนก็ไม่ตก.
               พระราชาทรงพระดำริว่า เพราะเหตุไรหนอแล ฝนจึงไม่ตก ทรงทราบเหตุนั้น แล้วรับสั่งให้มุงหลังคากุฏิเหล่านั้น ให้ฉาบด้วยดินเหนียว และตกแต่งให้สวยงาม ทำการฉลองกุฏิแล้วได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่.
               เพื่อจะอนุเคราะห์พระราชา พระเถระทั้งหลายจึงเข้าไปยังกุฎีทั้งหลายแล้วเข้าสมาบัติมีเมตตาเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นด้านทิศอุดรและทิศปราจีน ตั้งเค้าจะตกในขณะที่พระเถระทั้งหลายออกจากสมาบัติทีเดียว
               ในบรรดาพระเถระเหล่านั้น พระโคธิกเถระออกจากสมาบัติพร้อมกับเมฆร้องคำรามได้กล่าวคาถานี้ว่า
                         ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ
                         กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี
                         จิตของเราก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนา
                         จะตก ก็เชิญตกลงมาเถิดฝน.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสติ ความว่า ฝนตก คือยังสายฝนให้โปรยลงมา.
               บทว่า เทโว ได้แก่ เมฆ.
               บทว่า ยถา สุคีตํ มีอธิบายว่า ส่งเสียงครวญครางเหมือนเสียงเพลงขับอันเสนาะ ก็ในเวลาฝนจะตก เมฆตั้งขึ้นหนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ทำให้ฟ้าร้องเปล่งแสงแปลบปลาบไปทั่วทิศ ย่อมงดงาม มิใช่อย่างเดียว เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงว่า ฝนตกส่งเสียงดังสนิทไพเราะกังวานลึก (อีกด้วย).
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวถึงการที่ไม่ถูกรบกวน ด้วยเรียกว่า กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี คือพระเถระกล่าวว่า กุฏิของเรานี้มุงด้วยหญ้าเป็นต้นแล้ว ตราบเท่าที่ฝนยังไม่ตก ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ถูกฝนรบกวน.
               กุฎีชื่อว่านำสุขมาให้ เพราะมีสุขในการใช้สอย และมีฤดูเป็นที่สบาย มีฤดูเป็นสุขครบทุกอย่าง ทั้งเว้นจากอันตรายอันเกิดแต่ลม เพราะมีประตูหน้าต่างปิดสนิทดี
               พระเถระจึงกล่าวว่า ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยสามารถแห่งที่อยู่เป็นสัปปายะครบทั้ง ๒ อย่าง.
               บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ มยฺหํ ความว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้วด้วยดี ด้วยอนุตรสมาธิ คือแนบแน่นดีแล้วในอารมณ์คือพระนิพพาน.
               ด้วยบทนี้ พระเถระแสดงถึงความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เพราะไม่มีอันตรายในภายใน.
               บทว่า อถ เจ ปตฺถยสิ ความว่า บัดนี้ ถ้าท่านปรารถนาจะตก คือถ้าท่านอยากจะตก.
               บทว่า ปวสฺส ความว่า จงพรมน้ำ คือ หลั่งสายฝนลงมา.
               พระเถระเรียกเมฆว่า เทว.

               จบอรรถกถาโคธิกาทิจตุเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑. โคธิกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 187อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 188อ่านอรรถกถา 26 / 189อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5284&Z=5289
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com