ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗
๓. ปักขเถรคาถา

               อรรถกถาปักขเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระปักขเถระ เริ่มต้นว่า จุตา ปตนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้ท่านก็มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ (เกิด) เป็นยักษ์ผู้เสนาบดี เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยผ้าทิพย์.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าสัมโมทกุมาร.
               ในเวลาที่ท่านยังเล็ก เท้าเดินไม่ได้ด้วยโรคลม (อัมพาต) เขาเที่ยวไปเหมือนคนง่อย ตลอดเวลาเล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้น เขาจึงมีนามใหม่ว่าปักขะ. ภายหลังในเวลาที่หายโรค คนทั้งหลายก็ยังเรียกชื่อเขาอย่างนั้นเหมือนกัน. เขาเห็นปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในสมาคมแห่งพระญาติ ได้ศรัทธา บรรพชาแล้ว กระทำกิจเบื้องต้นเสร็จแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า.
               ครั้นวันหนึ่ง ท่านเดินทางเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต นั่งอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งในระหว่างทาง.
               ก็ในสมัยนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่งคาบชิ้นเนื้อบินไปทางอากาศ. เหยี่ยวเป็นอันมากบินตามเหยี่ยวตัวนั้น รุมแย่งจนเนื้อตกลงมา. เหยี่ยวตัวหนึ่งคาบเอาชิ้นเนื้อที่ตกบินไป. เหยี่ยวตัวอื่นชิงเอาชิ้นเนื้อนั้นคาบต่อไป.
               พระเถระเห็นดังนั้นก็คิดว่า ชิ้นเนื้อนี้ฉันใด ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายก็ฉันนั้น ทั่วไปแก่คนหมู่มาก มีทุกข์มาก คับแค้นมาก ดังนี้ แล้วพิจารณาเห็นโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการออกบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา มนสิการอยู่โดยนัยมีอาทิว่า อนิจจัง เที่ยวไปบิณฑบาต กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว นั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้องอาจ กับภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ เสด็จเข้าไปสู่พันธุมวิหาร เราออกจากนครแล้วได้ไปที่ทีปเจดีย์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา พวกยักษ์ในสำนักของเรา มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ บำรุงเราโดยเคารพดังหมู่เทวดาชาวไตรทศบำรุงพระอินทร์ โดยเคารพ ฉะนั้น
               เวลานั้น เราถือผ้าทิพย์ออกจากที่อยู่ไปอภิวาทด้วยเศียรเกล้า และได้ถวายผ้าทิพย์นั้นแด่พระพุทธเจ้า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม โอความถึงพร้อมแห่งพระศาสดาหนอ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า แผ่นดินนี้หวั่นไหว เราเห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ชวนให้ขนพองสยองเกล้า นั้นแล้ว จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมมนุษย์ ผู้คงที่
               ครั้งนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสและถวายผ้าทิพย์แด่พระศาสดาแล้ว พร้อมทั้งอำมาตย์และบริวารชนยอมนับถือพระพุทธเจ้าเป็นสมณะ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
               ในกัปที่ ๑๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์มีพระนามว่าวาหนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               ก็พระอรหัตผลที่พระเถระผู้บรรลุพระอรหัต กระทำสังเวควัตถุใดแลให้เป็นขอสับ แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุแล้ว.
               พระเถระเมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล โดยมุขคือการประกาศสังเวควัตถุนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า
                         เหยี่ยวทั้งหลายโฉบลงชิ้นเนื้อหลุดจากปากของเหยี่ยวตัวหนึ่ง
                         ตกลงพื้นดิน และเหยี่ยวอีกพวกหนึ่งมาคาบ เอาไว้อีกฉันใด
                         สัตว์ทั้งหลายผู้หมุนเวียนไปในสงสารก็ฉันนั้น เคลื่อนจาก
                         กุศลธรรมแล้วไปตกในนรกเป็นต้น ความสุขย่อมติดตาม
                         เราผู้สำเร็จกิจแล้วผู้ยินดีต่อนิพพาน ด้วยความสุข ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จุตา แปลว่า หลุดแล้ว.
               บทว่า ปตนฺติ แปลว่า โฉบลง.
               บทว่า ปติตา ความว่า ชิ้นเนื้อตกลงที่พื้นดิน ด้วยสามารถแห่งการพลัดหล่นหรือตกลงด้วยสามารถแห่งการหลุดร่วงไปในอากาศ.
               บทว่า คิทฺธา ความว่า ถึงความยินดี.
               บทว่า ปุนราคตา ความว่า เข้ามาคาบไปอีก.
               พึงประกอบ ศัพท์ควบไปด้วยทุกๆ บท มีคำอธิบายว่า
               เหยี่ยวทั้งหลายในที่นี้โฉบลงและร่อนลง และชิ้นเนื้อก็หลุดจากปากของเหยี่ยวนอกนี้ ก็ชิ้นเนื้อที่หลุดแล้วก็ตกลงไปที่พื้นดิน เหยี่ยวทั้งหลายอยากได้ชิ้นเนื้อ (ถึงความอยาก) เหยี่ยวทั้งหมดนั่นแหละ จึงมารุมคาบเอาไปอีก.
               ก็เหยี่ยวเหล่านี้มีอุปมาฉันใด เหล่าสัตว์ที่หมุนไปในสงสารก็ฉันนั้น สัตว์เหล่าใดเคลื่อนจากธรรมที่เป็นกุศล สัตว์เหล่านั้นย่อมตกลงไปในอบายมีนรกเป็นต้น ก็เหล่าสัตว์ที่ตกลงไปแล้วอย่างนี้ ผู้ที่ตั้งอยู่ในสัมปัตติภพ ถึงความยินดีและย้อนกลับมาอีก ด้วยสามารถแห่งความใคร่ในภพ ทั้งในกามภพ รูปภพและอรูปภพ โดยยังข้องอยู่ในกามสุขัลลิกานุโยค ในภพนั้นๆ ชื่อว่ากลับมาสู่ทุกข์ ที่หมายรู้กันว่าภพนั้นๆ อีก ด้วยกรรมที่ทำให้ถึงภพนั้นๆ เพราะยังไม่หลุดพ้นจากภพไปได้. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นอย่างนี้.
               ส่วนเราเองกระทำกิจมีปริญญากิจเป็นต้นแล้ว แม้กิจทั้ง ๑๖ อย่าง เราก็ทำสำเร็จแล้ว บัดนี้ไม่มีกิจนั้นที่เราจะต้องทำอีก.
               พระนิพพาน อันเป็นแดนที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสลัดสังขตธรรมได้ทั้งหมด ที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่ารื่นรมย์ เรายินดีแล้ว อภิรมย์แล้ว รื่นรมย์แล้ว.
               ก็ด้วยบทว่า รตํ รมฺมํ นั้น พึงทราบอธิบายว่า ความสุขย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจแล้วโดยสะดวก คือพระนิพพานอันเป็นสุขโดยส่วนเดียว ติดตามมา คือเข้าถึงโดยเป็นสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผลสุขและนิพพานสุข อันติดตามมาด้วยสุขเกิดแต่วิปัสสนาและสุขเกิดแต่มรรค โดยสะดวก.

               จบอรรถกถาปักขเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๓. ปักขเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 199อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 200อ่านอรรถกถา 26 / 201อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5342&Z=5348
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :