ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗
๖. เมฆิยเถรคาถา

               อรรถกถาเมฆิยเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระเมฆิยเถระ เริ่มต้นว่า อนุสาสิ มหาวีโร.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หว่านพืชคือกุศลไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนมีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว.
               ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงบรรลุถึงความสิ้นสุดแห่งพุทธกิจแล้ว ทรงปลงอายุสังขาร. เมื่อเกิดแผ่นดินไหวเป็นต้น เพราะเหตุที่ทรงปลงอายุสังขารนั้น มหาชนได้สะดุ้งตกใจกลัวแล้ว.
               ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราชทรงเข้าใจเหตุการณ์นั้นอย่างแจ้งชัด จึงทรงยังมหาชนให้เบาใจ. มหาชนฟังเหตุการณ์นั้นได้ถึงความสังเวชแล้ว. กุลบุตรนี้สดับพุทธานุภาพในที่นั้นแล้ว เกิดความเคารพนับถืออย่างมากในพระศาสดา เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬาร.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. เขาได้นามว่า เมฆิยะ.
               เมฆิยมาณพนั้นเจริญวัยแล้ว บวชในสำนักของพระบรมศาสดา อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ชาลิกาวัน เห็นป่ามะม่วงน่ารื่นรมย์ ริมฝั่งน้ำกิมิกาลา ประสงค์จะอยู่ที่ป่ามะม่วงนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ถึง ๒ ครั้ง แล้วปล่อยให้ไปในครั้งที่ ๓ จึงไปที่ป่ามะม่วงนั้น อันแมลงคือมิจฉาวิตกรุมเกาะกิน ไม่ได้จิตสมาธิ ไป ยังสำนักของพระศาสดา กราบทูลความนั้นแล้ว.
               ลำดับนั้น พระบรมศาสดาได้ทรงประทานพระโอวาทแก่เธอโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้.
               ท่านตั้งอยู่ในโอวาทนั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ผู้เลิศในโลก ทรงปลงอายุสังขารนั้น พื้นแผ่นดินและน้ำก็หวั่นไหว ฟ้าก็คะนอง แม้ภพอันสวยงามน่าปลื้มใจ สะอาด วิจิตรของเราก็หวั่นไหว ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เมื่อภพหวั่นไหวแล้ว ความสะดุ้งเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหวั่นเกิดขึ้นเพื่ออะไรหนอ แสงสว่างอันไพบูลย์ได้มีแล้ว
               ท้าวเวสวัณมา ณ ที่นี้แล้วยังมหาชนให้หายความเศร้าโศกว่า ภัยไม่มีในหมู่สัตว์ ท่านทั้งหลายจงมีอารมณ์ตั้งมั่น ทำใจให้สงบเถิด .
               เราประกาศพระพุทธานุภาพว่า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม โอความถึงพร้อมแห่งสัตถุศาสน์หนอ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ แผ่นดินก็หวั่นไหว ดังนี้แล้วบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปในกัปทั้งหลายที่เหลือ เราได้ทำกุศลในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า.
               ในกัปที่ ๑๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ประเสริฐมีนามว่าสมิตะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้วดังนี้.
               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้รับโอวาทเฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้วได้กล่าวคาถาว่า
                         พระมหาวีรเจ้าผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ได้สั่งสอนเรา
                         เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในสำนักของพระ
                         องค์ เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
                         กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาท คือได้ประทานอนุสาสนีด้วยคำมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้.
               บทว่า มหาวีโร ได้แก่ ผู้มีความกล้าหาญมาก. อธิบายว่า ผู้มีความเพียรใหญ่ ด้วยองค์ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งเป็นเครื่องเสริมสร้างวิริยบารมี และด้วยความถึงพร้อมแห่งสัมมัปปธาน ๔ อย่างอันไม่ทั่วไปแก่ธรรมประเภทอื่น.
               บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคู ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือบรรลุถึงซึ่งฝั่ง คือที่สุดแห่งไญยธรรมทั้งปวงด้วยการถึงแห่งพระญาณ. อธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทรงถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือบรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งสังขตธรรมทั้งหลายทั้งปวง.
               บทว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ความว่า เราฟังสัจธรรม ๔ นั้นอันพระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง (ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               บทว่า วิหาสึ สนฺติเก ความว่า เราถูกมิจฉาวิตกรบกวนแล้วในป่าอัมพวัน (กลับ) ไปยังจาลิกาวิหาร พักอยู่ในที่ใกล้พระบรมศาสดานั่นแล.
               บทว่า สโต แปลว่า มีสติ. อธิบายว่า ไม่ประมาทแล้วด้วยการเจริญสมถะและวิปัสสนา.
               บทว่า อหํ นี้ พึงเปลี่ยนเป็น มยา เพิ่มเข้าในบทว่า วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ วิชชา ๓ อันเราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าอันเรากระทำแล้วดังนี้ เหมือนบทว่า มํ ที่ต้องเพิ่มเข้าในบทว่า อนุสาสิ นี้.
               พระเถระประกาศการบรรลุวิชชา ๓ ตามที่กล่าวแล้วด้วยบทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โดยแสดงถึงความที่พระศาสดาทรงให้โอวาท ด้วยปริยายอื่น. อธิบายว่า การบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในกองศีลเป็นต้นนั่นแล ข้าพเจ้ากระทำแล้วตามคำสอนของพระศาสดา.

               จบอรรถกถาเมฆิยเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๖. เมฆิยเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 202อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 203อ่านอรรถกถา 26 / 204อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5358&Z=5362
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com