ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒
๔. จัณฑาลิวิมาน

               อรรถกถาจัณฑาลิวิมาน               
               จัณฑาลิวิมาน มีคาถาว่า จณฺฑาลิ วนฺท ปาทานิ ดังนี้เป็นต้น.
               จัณฑาลิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ในเวลาใกล้รุ่งทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติกันมาแล้ว เมื่อทรงออกแล้วตรวจดูโลกอยู่ ได้ทรงเห็นหญิงจัณฑาลแก่คนหนึ่งซึ่งอยู่ในจัณฑาลิคาม ในนครนั้นนั่นเองสิ้นอายุ ก็กรรมของนางที่นำไปนรกปรากฏชัดแล้ว.
               พระองค์ทรงมีพระทัยอันพระมหากรุณาให้ขะมักเขม้นแล้วทรงดำริว่า เราให้นางทำกรรมอันนำไปสู่สวรรค์ จักห้ามการเกิดในนรกของนางด้วยกรรมนั้น ให้ดำรงอยู่บนสวรรค์ จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่.
               ก็สมัยนั้น หญิงจัณฑาลีนั้นถือไม้ออกจากนคร พบพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาได้ยืนประจันหน้ากันแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนตรงหน้าเหมือนห้ามมิให้นางไป.
               ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะรู้พระทัยของพระศาสดา และความหมดอายุของหญิงนั้นแล้ว เมื่อจะให้นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
               ดูก่อนแม่จัณฑาลี ท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดม ผู้มีพระเกียรติยศเถิด พระโคดมผู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ประทับยืนเพื่ออนุเคราะห์ท่านคนเดียว ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยิ่งในพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้คงที่ แล้วจงรีบประคองอัญชลี ถวายบังคมเถิด ชีวิตของท่านน้อยเต็มที.

               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า จณฺฑาลิ พระเถระเรียกนางที่มีชื่อมาแต่กำเนิด.
               บทว่า วนฺท ได้แก่ จงถวายบังคม.
               บทว่า ปาทานิ ได้แก่ จรณะคือพระบาทอันเป็นสรณะของโลก พร้อมด้วยเทวโลก.
               บาทคาถาว่า ตเมว อนุกมฺปาย ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ท่านเท่านั้น. อธิบายว่า เพื่อป้องกันการเกิดในอบายมาให้บังเกิดในสวรรค์.
               บทว่า อฏฺฐาสิ ได้แก่ ประทับยืนไม่เสด็จเข้าไปสู่พระนคร.
               บทว่า อิสิสตฺตโม ความว่า พระองค์เป็นผู้สูงสุด คืออุกฤษฏ์กว่าฤษีชาวโลก พระเสขะ พระอเสขะ พระปัจเจกพุทธเจ้า.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อิสิสตฺตโม เพราะบรรดาพุทธฤษีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เป็นฤษี [พระพุทธเจ้า] พระองค์ที่ ๗.
               บาทคาถาว่า อภิปฺปสาเทหิ มนํ ความว่า จงทำจิตของท่านให้เลื่อมใสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ.
               บทว่า อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ความว่า ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะกิเลสทั้งหลายห่างไกล เพราะกำจัดกิเลสเหล่านั้นซึ่งเป็นข้าศึก เพราะกำจัดกำแห่งสังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย และเพราะไม่มีความลับในการทำบาป. ชื่อว่าตาทิ เพราะถึงความคงที่ในโลกธรรมมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น.
               บาทคาถาว่า ขิปฺปํ ปญฺชลิกา วนฺท ความว่า ท่านจงประคองอัญชลีแล้วจงถวายบังคมเร็วๆ เถิด.
               หากถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะชีวิตของท่านน้อยเต็มที่ เพราะชีวิตของท่านจะต้องแตกเป็นสภาพ ในที่นี้จึงยังเหลือน้อย คือนิดหน่อย.
               พระเถระ เมื่อระบุพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้ อยู่ในอานุภาพของตน ทำนางให้สลดใจด้วยการชี้ชัดว่า นางหมดอายุ ประกอบนางไว้ในการถวายบังคมพระศาสดา.
               ก็นางได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดสลดใจ มีใจเลื่อมใสในพระศาสดา ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ได้ยืนมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติอันซ่านไปในพระพุทธคุณ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปพระนครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ด้วยทรงดำริว่า เท่านี้ก็พอจะให้นางเกิดในสวรรค์ได้ดังนี้.
               ต่อมา แม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่งหันวิ่งตรงไปจากที่นั้น เอาเขาขวิดนางจนเสียชีวิต.
               ท่านพระสังคีติกาจารย์เพื่อแสดงเรื่องนั้นทั้งหมด ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
               หญิงจัณฑาลผู้นี้ อันพระมหาเถระผู้มีตนอันอบรมแล้ว ธำรงไว้ซึ่งสรีระอันสุดท้าย ตักเตือนแล้ว จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้มีพระเกียรติยศ แม่โคได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประคองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ส่องแสงสว่างในโลกมืดดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺชลึ ฐิตํ นมสฺสมานํ สมฺพุทฺธํ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จไปแล้ว นางก็ยังมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ ยืนประคองอัญชลีเหมือนอยู่เฉพาะพระพักตร์.
               บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในโลกอันมืดด้วยความมืดคืออวิชชา และมืดด้วยกิเลสทั้งสิ้น.
               บทว่า ปภงฺกรํ คือ ผู้ทำแสงสว่างคือญาณ.
               ก็นางจุติจากนั้นไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. นางมีอัปสรแสนหนึ่งเป็นบริวาร.
               ก็แลในทันใดนั่นเอง นางมาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมานแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถวายนมัสการ. เพื่อแสดงความข้อนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวว่า
                         ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันบรรลุ
               เทวฤทธิ์แล้ว เข้ามาหาท่านผู้สิ้นอาสวะปราศกิเลสธุลี
               เป็นผู้ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ผู้เดียวในป่า ขอไหว้ท่าน
               เจ้าค่ะ.

               พระเถระได้ถามเทพธิดานั้นว่า
                         ดูก่อนเทพธิดาผู้สง่างาม ท่านเป็นใคร มีรัศมี
               ดังทองงามรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศมาก งามตระการ มิใช่
               น้อย แวดล้อมด้วยหมู่เทพอัปสรพากันลงมาจากวิมาน
               จึงมาไหว้อาตมา.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชลิตา ได้แก่ รุ่งโรจน์โชติช่วงด้วยรัศมีแห่งสรีระผ้าและอาภรณ์เป็นต้นของตน.
               บทว่า มหาสยา ได้แก่ มีบริวารมาก.
               บทว่า วิมานโมรุยฺห แปลว่า ลงจากวิมาน.
               บทว่า อเนกจิตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยความงามหลากหลาย.
               บทว่า สุเภ แปลว่า ผู้มีคุณอันงาม.
               บทว่า มมํ แปลว่า อาตมา.
               เทพธิดานั้นได้ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาอีกว่า
                         ท่านเจ้าขา ดีฉันเป็นหญิงจัณฑาล ถูกท่านผู้เป็น
               วีรบุรุษส่งไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้เป็น
               พระอรหันต์ มีพระเกียรติยศ ครั้นได้ถวายบังคมพระยุคล
               บาทแล้ว จุติจากกำเนิดหญิงจัณฑาลไปเข้าถึงวิมาน อัน
               เพรียบพร้อมด้วยสมบัติทั้งปวง ในอุทยานนันทนวัน เทพ
               อัปสรพันหนึ่งพากันมายืนห้อมล้อม ดีฉันเป็นผู้ประเสริฐ
               เลิศกว่าเทพอัปสรเหล่านั้น โดยวรรณะ เกียรติยศและอายุ
               ดีฉันได้กระทำกรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ
               ท่านเจ้าขา ดีฉันมามนุษยโลกครั้งนี้ ก็เพื่อถวายนมัสการ
               พระมุนีผู้มีกรุณา เจ้าค่ะ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปสิตา ความว่า หญิงจัณฑาลถูกท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อถวายนมัสการด้วยคำเป็นต้นว่า ดูก่อนแม่จัณฑาล ท่านจงถวายพระยุคลบาทเถิด.
               บุญที่สำเร็จด้วยการถวายบังคมนั้น ถึงจะน้อยโดยชั่วขณะประเดี๋ยวก็จริง ถึงกระนั้น ก็ชื่อว่ามากเกินที่จะเปรียบได้ เพราะมีเขต [เขตตสัมปทา] ใหญ่ และมีผลใหญ่ เพราะเหตุนั้น นางจึงได้กล่าวว่า ปหูตกตกลฺยาณา ดังนี้
               อนึ่ง นางหมายถึงความบริสุทธิ์ของปัญญาและสติ ในขณะความเป็นไปแห่งปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ จึงได้กล่าวว่า สมฺปชานา ปติสฺสตา ดังนี้
               ท่านพระสังคีติกาจารย์ตั้งคาถาไว้อีกว่า
                         เทพธิดาจัณฑาลี ผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกล่าวถ้อยคำ
               นี้แล้ว ไหว้เท้าทั้งสองของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระองค์
               พระอรหันต์แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเองแล.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑาลี ท่านกล่าวว่า เคยเป็นหญิงจัณฑาล.
               คำใดเป็นการกล่าวเรียกกันติดปากในมนุษยโลก คำนี้ก็ปฏิบัติติดมาในเทวโลกเช่นกัน.
               คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้ว.
               ส่วนท่านพระมหาโมคคัลลานเถระกราบทูลเรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนแล.

               จบอรรถกถาจัณฑาลิวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๔. จัณฑาลิวิมาน จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 20อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 21อ่านอรรถกถา 26 / 22อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=618&Z=657
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com