ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙
๗. ปวิฏฐเถรคาถา

               อรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระปวิฏฐเถระ เริ่มต้นว่า ขนฺธา ทิฏฺฐา ยถาภูตํ.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ (เกิด) เป็นดาบสนามว่าเกสวะ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี.
               วันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว มีใจเลื่อมใส ถวายอภิวาท ประคองอัญชลี กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ มคธรัฐ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ บวชเป็นปริพาชก เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ศึกษาสิ่งที่ควรศึกษาในลัทธินั้น ฟังความที่อุปติสสปริพาชกและโกลิตปริพาชกบวชแล้วในพระพุทธศาสนา คิดว่า ธรรมดาท่านทั้งสองแม้นั้นเป็นผู้มีปัญญามาก บวชแล้วในที่ใดก็ตาม ที่นั้นชะรอยจะประเสริฐเป็นแน่ ดังนี้แล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว.
               พระศาสดาตรัสบอกวิปัสสนาแก่ท่าน.
               ท่านปรารภวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               ชนทั้งหลายรู้จักเราว่าเกสวะ โดยนามชื่อว่านารทะ เราแสวงหากุศลและอกุศลอยู่ ได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี ทรงมีจิตเมตตา ประกอบด้วยพระกรุณา พระองค์ผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงปลอบสัตว์ทั้งหลายให้เบาใจ ทรงแสดงธรรมอยู่ เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสประนมกรอัญชลีบนเศียรเกล้า ถวายบังคมพระศาสดา บ่ายหน้ากลับไปยังทิศปัจฉิม.
               ในกัปที่ ๑,๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชเป็นใหญ่ในแผ่นดินพระนามว่าอมิตตตาปันนะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๔๐

               ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
                         เราเห็นเบญจขันธ์ตามเป็นจริงได้แล้ว ทำลายภพทั้งปวง
                         ได้แล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธา ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕. อธิบายว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นอันพระโยคาวจรพึงเห็นแจ้ง โดยการเข้าไปกำหนดหมายวิปัสสนา และด้วยสามารถแห่งการรอบรู้ด้วยญาตปริญญาเป็นต้น.
               บทว่า ทิฏฐา ยถาภูตํ ความว่า เห็นแล้วโดยไม่ผิดพลาด โดยนัยมีอาทิว่า นี่ทุกข์ ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
               บทว่า ภวา สพฺเพ ปทาลิตา ความว่า กรรมภพและอุบัติภพทั้งปวงมีกามภพเป็นต้น อันเราทำลายแล้วคือกำจัดแล้ว ด้วยศาสตราคือมรรคญาณ. อธิบายว่า กรรมภพและอุบัติภพ ย่อมชื่อว่าเป็นอันเราทำลายแล้ว ด้วยการทำลายกิเลสได้ นั่นเอง.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. ความของคาถานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๗. ปวิฏฐเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 223อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 224อ่านอรรถกถา 26 / 225อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5481&Z=5484
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :