ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐
๙. อุตติยเถรคาถา

               อรรถกถาอุตติยเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระอุตติยเถระ เริ่มต้นว่า สทฺทํ สุตฺวา สติ มุฏฺฐา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งพบพระศาสดา เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ตกแต่งบัลลังก์อันปูลาดด้วยพรมทำด้วยขนสัตว์เป็นต้น พร้อมทั้งผ้าสำหรับปิดเบื้องบน (เพดาน) อันสมควรแก่พระพุทธเจ้า แล้วได้ถวายไว้ในพระคันธกุฎี.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าอุตติยะ.
               เขาเจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในสมาคมแห่งพระญาติของพระบรมศาสดา ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บรรพชาแล้ว บำเพ็ญสมณธรรม.
               วันหนึ่งเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ฟังเสียงเพลงขับของมาตุคามในระหว่างทาง เมื่อเกิดฉันทราคะขึ้นในเสียงเพลงขับนั้นด้วยสามารถแห่งอโยนิโสมนสิการ จึงระงับฉันทราคะนั้น ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา แล้วเข้าไปสู่วิหาร เกิดความสังเวช นั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตในขณะนั้นเอง.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               ก็เราได้ถวายบัลลังก์ พร้อมทั้งผ้าสำหรับปิดเบื้องบน (เพดาน) แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ในกาลนั้น บัลลังก์นั้นได้เป็นบัลลังก์ประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ รู้ความดำริของเรา บังเกิดแล้วแก่เราทุกเมื่อ. ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายบัลลังก์ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการถวายบัลลังก์.
               ในกัปที่ ๒๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์มีนามว่าสุวรรณาภา สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๕๒

               ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะแสดงความว่า เมื่อบุคคลไม่รังเกียจกิเลสทั้งหลาย ย่อมไม่มีทางที่จะยกศีรษะขึ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ ส่วนเรารังเกียจกิเลสเหล่านั้นแล้วทีเดียว ดังนี้ โดยมุ่งแสดงให้เห็นการบังเกิดขึ้นแห่งกิเลสของตน ได้กล่าวคาถาว่า
                         บุคคลได้สดับเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์เป็นที่รัก
                         สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัดยินดี เสวยสัททารมณ์
                         สัททารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญ
                         แก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งสงสาร ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺทํ ได้แก่ สัททารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
               บทว่า สํสารอุปคามิโน ความว่า ชื่อว่าผู้เข้าถึงซึ่งสงสาร เพราะเข้าถึงสงสารอันเป็นตัวเหตุแห่งสังสารวัฏ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
               ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังเป็นไปไม่ขาดสาย ท่านก็เรียกว่า สงสาร ดังนี้.
               ปาฐะว่า สํสารูปคามิโน ดังนี้ ก็มี.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ในคาถาติดต่อกันไป.

               จบอรรถกถาอุตติยเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๙. อุตติยเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 235อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 236อ่านอรรถกถา 26 / 237อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5545&Z=5549
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com