ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑
๔. ขิตกเถรคาถา

               อรรถกถาขิตกเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระขิตกเถระ เริ่มต้นว่า ลหุโก วต เม กาโย.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดเป็นยักษ์ผู้เสนาบดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ.
               วันหนึ่งนั่งอยู่ในสมาคมยักษ์ เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขา. เขาฟังธรรมแล้ว แสดงความปีติและโสมนัสอันโอฬาร ปรบมือ ลุกขึ้นถวายบังคมพระศาสดา กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าขิตกะ.
               เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว สดับความที่พระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีฤทธิ์มาก คิดว่า เราจักเป็นเช่นพระเถระนี้ อันบุรพเหตุตักเตือนอยู่ บวชแล้วเรียนกรรมฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำกรรมในสมถะและวิปัสสนาทั้งหลาย ได้สำเร็จอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมประชา ประเสริฐกว่านระ ทรงพระนามว่าปทุม ผู้มีพระจักษุ เสด็จออกจากป่าใหญ่แล้วแสดงธรรมอยู่ ในขณะนั้นได้มีการชุมนุมเทวดาในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า เทวดาทั้งหลายได้มาประชุมกันด้วยกิจบางอย่าง.
               เราได้เห็นอย่างชัดเจน เราได้ยินพระสุรเสียงที่ทรงแสดงอมตธรรมของพระพุทธเจ้า มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ปรบมือแล้ว เข้าไปบำรุง เราเห็นผลแห่งการบำรุงพระศาสดาที่เราประพฤติดีแล้ว ใน ๓๐,๐๐๐ กัปที่ผ่านมา เราไม่รู้จักทุคติเลย.
               ในกัปที่ ๑๒๙ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่าสมลังกตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๖๓

               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเสวยเฉพาะอิทธิวิธี อันมีความพิเศษมีอย่างมิใช่น้อย เพราะความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ทั้งหลาย กระทำการอนุเคราะห์พระศาสดา ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อยู่.
               ท่านอันภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ได้อย่างไร?
               เมื่อจะบอกความนั้น ได้กล่าวคาถาว่า
                         กายของเราเป็นกายเบาหนอ อันปีติและสุขอย่าง
                         ไพบูลย์ ถูกต้องแล้ว ย่อมเลื่อนลอยได้เหมือนนุ่น
                         ที่ถูกลมพัดไป ฉะนั้น ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุโก วต เม กาโย มีอธิบายว่า รูปกายของเรา ชื่อว่าเบาพร้อมหนอ เพราะการฝึกจิตมีอย่าง ๑๔ ได้ ด้วยการข่มกิเลสมีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะความชำนาญอันเราอบรมมาดีแล้ว ด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ โดยที่เราน้อมกรชกายนี้ที่ชื่อว่ามีมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยได้ด้วยอำนาจจิต.
               บทว่า ผุฏฺโฐ จ ปีติสุเขน วิปุเลน ประกอบความนี้ ก็ร่างกายของเราอันความสุขที่ประกอบด้วยปีติอันโอฬารใหญ่ยิ่งแผ่ไปทั่วทั้งร่างุถูกต้องแล้ว.
               ก็คำนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อจะแสดงเหตุที่ทำให้กายเบาพร้อม.
               อธิบายว่า การก้าวลงสู่ความหมายว่า กายและจิตเบาย่อมมีพร้อมกับการก้าวลงสู่ความหมายว่า เป็นสุข. ก็ในอธิการนี้ พึงทราบการแผ่ไปของความสุขด้วยสามารถแห่งรูปอันเป็นสมุฏฐานของการก้าวลงความหมายว่ากายและจิตเบา.
               ถ้าจะมีคำถามขึ้นว่า ก็ผู้ที่เพรียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน จะมีการแผ่ปีติสุขไปได้อย่างไร เพราะว่าจตุตถฌานนั้น มีปีติสุขสงบระงับแล้ว.
               ตอบว่า ข้อนั้นเป็นความจริง แต่การแผ่ไปแห่งปีติสุขนี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งลักษณะของจตุตถฌาน โดยที่แท้ ก็คือกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งข้อความที่เป็นบุรพภาคนั่นเอง.
               ก็บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ความสุขที่คล้ายกับสุขประกอบด้วยปีติ. อธิบายว่า ในอธิการนี้ อุเบกขาท่านประสงค์เอาว่าเป็นสุข เพราะความเป็นสภาพที่สงบระงับ และเพราะประกอบไปด้วยญาณวิเศษ.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระอริยบุคคลก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา.
               ในบทนั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ว่า
               พระอริยบุคคลย่อมก้าวลง คือย่อมเข้าไปสัมผัส ได้แก่ถึงพร้อมซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญาที่เกิดพร้อมกับอิทธิจิต อันมีฌานเป็นเบื้องบาทเป็นอารมณ์ หรือมีรูปกายเป็นอารมณ์.
               และสมดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
               สัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่าสุขสัญญา เพราะว่าอุเบกขา ท่านกล่าวว่า เป็นสุขอันสงบแล้ว สัญญานั้นแหละพึงทราบว่า ชื่อว่าลหุสัญญา เพราะพ้นแล้วจากนิวรณ์ทั้งหลายและจากธรรมอันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น.
               ก็แม้กรชกายของพระอริยบุคคลูผู้ก้าวลงสู่สัญญานั้น ย่อมเป็นกรชกายเบาพร้อมเหมือนปุยนุ่น พระอริยบุคคลย่อมไปสู่พรหมโลก ด้วยกายที่ปรากฏว่าเบาพร้อมเหมือนปุยนุ่นที่ฟุ้งไปแล้วตามแรงลมอย่างนี้.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า กายของเราย่อมเลื่อนลอยได้เหมือนปุยนุ่นที่ถูกลมพัดไปฉะนั้น ดังนี้.
               คาถานั้นมีใจความว่า
               ในเวลาใด เรามีความประสงค์จะไปสู่พรหมโลก หรือโลกอื่นด้วยฤทธิ์ ในเวลานั้น กายของเราก็จะโลดไปสู่อากาศทันที เหมือนปุยนุ่นที่วิจิตรอันลม คือพายุพัดไปฉะนั้น.

               จบอรรถกถาขิตกเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๔. ขิตกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 240อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 241อ่านอรรถกถา 26 / 242อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5576&Z=5578
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com