ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒
๖. ปาราปริยเถรคาถา

               อรรถกถาปาราปริยเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระปาราปริยเถระ เริ่มต้นว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ บังเกิดในกำเนิดนายพราน ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปิยทัสสี.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปิยทัสสี ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติที่ชัฏป่าแห่งหนึ่ง ในที่เป็นที่ท่องเที่ยวของเขาผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา.
               และเขาก็กำลังแสวงหาเนื้อไปสู่ที่นั้น พบพระศาสดา เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ใช้ดอกปทุมมุงบังมณฑปที่ทำด้วยกิ่งไม้ ซึ่งสร้างไว้สำหรับให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับโดยอาการแห่งเรือนยอด แล้วเสวยปีติและโสมนัสอย่างโอฬาร ยืนนมัสการอยู่ตลอด ๗ วัน และเขาจะนำเอาดอกไม้ที่เหี่ยวๆ ออก มุงบังด้วยดอกไม้ที่ใหม่ๆ สดๆ ทุกๆ วัน.
               พอครบ ๗ วัน พระศาสดาก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงระลึกถึงภิกษุสงฆ์ ในทันใดนั้นเอง ภิกษุทั้งหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูปก็พากันมาแวดล้อมพระศาสดา.
               เทวดาทั้งหลายมาประชุมกันด้วยคิดว่า พวกเราจักฟังพระธรรมกถาอันไพเราะได้เป็นมหาสมาคมแล้ว.
               พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา ทรงพยากรณ์สมบัติอันจะบังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และสาวกโพธิญาณในพุทธุปบาทกาลนี้แก่เขาแล้วเสด็จหลีกไป.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ได้สมัญญานามว่าปาราปริยะ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์แห่งปราปรโคตร สอนมนต์กะพราหมณ์ทั้งหลายจำนวนมาก เห็นพุทธานุภาพคราวเมื่อพระศาสดาเสด็จมาพระนครราชคฤห์ ได้ศรัทธาจิตแล้วบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า "วิปัสสี" ผู้สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่.
               ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหาเนื้อฟาน (อีเก้ง) อยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือนพระยารังมีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย. ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มียศมากแล้ว เราจึงลงไปสู่สระบัวนำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม
               พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี เป็นมหามุนีผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับอยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ๆ ขณะนั้นเราได้ยืนประนมกรอัญชลีอยู่.
               พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว ประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้ศาสดาอันภิกษุ ๘๐,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งทรงพระสำราญอยู่ที่ชายป่า
               และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้นทราบพระพุทธดำริแล้วพากันมาประชุมทั้งหมด
               เมื่อพวกยักษ์กุมภัณฑ์พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า
               ผู้ใดบูชาเราตถาคตตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
               ผู้นั้นจะได้เสวยสมบัติในเทวโลกตลอด ๑๔ กัป เทวดาทั้งหลายจักทรงกูฏาคารอันประเสริฐที่มุงบังด้วยดอกปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผลแห่งกรรมคือการบูชาด้วยดอกไม้. เขาจักเที่ยวอยู่ตลอด ๑,๔๐๐ กัปเต็มแล้ว ใน ๑,๔๐๐ กัปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำย่อมไม่ติดในใบบัวฉันใด กิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นั้นฉันนั้น
               ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ทั้ง ๕ ออกไปด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้วจักออกบวช ในกาลนั้น วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย เมื่อผู้นั้นมีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนต้นไม้ ที่โคนต้นไม้นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะของผู้นั้น จักถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน
               เมื่อผู้นั้นเที่ยวไปพร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฏาคารย่อมทรงผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้.
               เจตนาในจีวรและบิณฑบาตย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบด้วยบุญกรรมจึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ล่วงเราไปเปล่าๆ พ้นไปแล้วด้วยดี ตลอดโกฏิกัปเป็นอันมาก โดยจะนับประมาณมิได้ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้แนะนำอย่างวิเศษ แล้วจึงเข้าถึงกำเนิดนี้
               เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้วบวชเป็นบรรพชิต พระพุทธชินเจ้าผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมศากยบุตร ให้ทรงโปรด กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
               ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๙๗

               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนเกิดความโสมนัสแล้ว ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า
                         เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวาร
                         สำรวมด้วยดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลสอันเป็นมูลรากแห่ง
                         วัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา ความว่า ละซึ่งอายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้น อันได้นามว่าผัสสายตนะ เพราะเป็นที่บังเกิดขึ้นแห่งสัมผัสทั้งหลาย ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น ได้ด้วยสามารถแห่งการละความเศร้าหมองอันเนื่องด้วยอายตนะที่เป็นไปในภายในนั้น.
               บทว่า คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต ความว่า เพราะเหตุนั้นแลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สำรวมแล้วด้วยดี เพราะคุ้มครองทวารทั้งหลายมีจักษุทวารเป็นต้น (และ) เพราะปกปิดไว้แล้วด้วยดีซึ่งการกระทำอันเป็นไปในจักษุทวารเป็นต้นนั้น ด้วยประตูคือสติอันห้ามเสียซึ่งการเข้าไปแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ชื่อว่ามีทวารอันคุ้มครองแล้ว เพราะรักษาทวารทั้ง ๖ อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือใจไว้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้ว ชื่อว่าสำรวมดีแล้ว เพราะสำรวมแล้วด้วยดี ด้วยทวารทั้งหลายมีกายทวารเป็นต้น.
               บทว่า อฆมูลํ วมิตฺวาน ความว่า กำจัดเสียได้ซึ่งโทษ กล่าวคืออวิชชาและภวตัณหาอันเป็นรากเหง้าของทุกข์ คือวัฏทุกข์ หรือคายกิเลสโทษทั้งปวง คือกระทำให้ออกไปนอกสันดานด้วยน้ำสำหรับสำรอก กล่าวคือพระอริยมรรค หรือเพราะเหตุ คือการกระทำให้มีในภายนอก.
               บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า ชื่อว่าอาสวักขัย เพราะเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายมีกามาสวะเป็นต้น หรือเพราะพึงบรรลุด้วยการสิ้นไปแห่งอาสวะเหล่านั้น ได้แก่พระนิพพานและพระอรหัตผล.
               พระเถระนั้นพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราบรรลุคือถึงความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้.

               จบอรรถกถาปาราปริยเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๖. ปาราปริยเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 252อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 253อ่านอรรถกถา 26 / 254อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5639&Z=5643
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com