ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒
๗. ยสเถรคาถา

               อรรถกถายสเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระยสเถระ เริ่มต้นว่า สุวิลิตฺโต สุวสโน.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เข้าไปสั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ (เกิด) เป็นพระยานาคผู้มีอานุภาพมาก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ นำภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มาสู่ภพของตน แล้วยังมหาทานให้เป็นไป ถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองไตรจีวรมีค่ามาก และให้ภิกษุแต่ละรูปนุ่งห่มผ้าที่มีค่ามากเหมือนกันรูปละคู่ (พร้อมด้วย) สมณบริขารทุกอย่าง.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (เกิด) เป็นบุตรเศรษฐี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บูชาบริเวณต้นมหาโพธิด้วยรัตนะ ๗. ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บวชในพระศาสนา แล้วบำเพ็ญสมณธรรม.
               เขาท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพอย่างเดียวด้วยอาการอย่างนี้ แล้วเกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายนี้ โดยนามมีชื่อว่ายสะ เป็นสุขุมาลชาติ (ละเอียดอ่อน) อย่างยิ่ง.
               เรื่องทั้งหมดเป็นต้นว่า ยสกุลบุตรมีปราสาท ๓ หลัง พึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในขันธกะ.
               ยสกุลบุตรอันบุรพเหตุตักเตือนอยู่ เห็นประการอันแปลกของบริวารชนผู้อันความหลับครอบงำแล้วในเวลากลางคืน เกิดความสลดใจ สวมรองเท้าทองหลบออกจากเรือน ออกไปทางประตูเมืองที่เทวดาเปิดให้ไปใกล้ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กล่าวว่า วุ่นวายจริงหนอ ท่านผู้เจริญ ขัดข้องจริงหนอ ท่านผู้เจริญดังนี้.
               โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนะ เสด็จจงกรมอยู่ในอัพโภกาส เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขานั่นแล ตรัสว่า มาเถิดยสะ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ดังนี้
               เขาจึงเกิดโสมนัสว่า ได้ยินว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มีอยู่ จึงถอดรองเท้าทอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระศาสดาตรัสอนุปุพพิกถา ทรงแสดงสัจจเทศนาอยู่ เป็นพระโสดาบันในเวลาจบสัจจะ
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัจจเทศนาแก่บิดาผู้ตามหา ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               ภพของเราหยั่งลงสู่มหาสมุทร ตกแต่งดีแล้ว สระโบกขรณีตกแต่งสวยงาม มีนกจักรพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดารดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวงและอุบล ในสระนั้นมีน้ำไหล มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีปลาและเต่าชุกชุม มีเนื้อต่างๆ มาลงกินน้ำ มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่าเป็นต้นร่ำร้องด้วยเสียงอันไพเราะ นกเขา นกเป็ดน้ำ นกจักรพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก หงส์ นกกระเรียน นกแสก นกขมิ้นเหลืองอ่อน เที่ยวอยู่มากมาย สระโบกขรณีสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแก้วมณี ไข่มุกและทราย ต้นไม้ทั้งหลายก็เป็นสีทองทั้งหมด มีกลิ่นหอมต่างๆ ฟุ้งขจรไป ส่องภพของเราให้สว่างไสวตลอดกาลทั้งปวง ทั้งกลางวันกลางคืน ดนตรีหกหมื่นประโคมอยู่ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า หญิง ๑๖,๐๐๐ คนห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ
               เราออกจากภพแล้วได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้นำของโลก มีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระองค์ผู้มียศใหญ่ ครั้นถวายบังคมแล้วได้ทูลอาราธนาพระองค์พร้อมด้วยศิษย์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ พระนามว่าสุเมธะ.
               พระผู้นำของโลกทรงรับ พระมหามุนีกล่าวธรรมกถาแก่เรา แล้วส่งเราไป เราถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วกลับเข้าภพของเรา.
               เราเรียกบริวารชนมาสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงมาประชุมกัน เวลาเช้าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาสู่ภพของเรา การที่เราทั้งหลายจะได้อยู่ในสำนักของพระองค์ เป็นลาภที่เราทั้งหลายได้ดีหนอ แม้เราทั้งหลายจักทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้ศาสดา.
               เราตระเตรียมข้าวและน้ำเสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวยภัตตาหาร.
               พระพุทธเจ้าผู้นำของโลก เสด็จเข้ามาพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน เราได้ทำการต้อนรับด้วยสังคีตและดนตรี พระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับนั่งบนตั่งทองล้วน ในกาลนั้น หลังคาเบื้องบนก็มุงด้วยทองล้วนๆ คนทั้งหลายโบกพัดถวายในระหว่างภิกษุสงฆ์ เราได้อังคาสภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงพอ ได้ถวายผ้าแด่ภิกษุสงฆ์รูปละหนึ่งคู่
               พระพุทธเจ้าที่เขาเรียกกันว่าสุเมธะ ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลก ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดอังคาสเราให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำทั้งปวง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
               ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ผู้นั้นเข้าถึงกำเนิดใด คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้น หลังคาทองล้วนๆ จักกั้นเป็นร่มให้ในทุกขณะ.
               ใน ๓๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน จักนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้วบันลือสีหนาท.
               ชนทั้งหลายจักกั้นฉัตรไว้ที่เชิงตะกอน จักเผาภายใต้ฉัตร
               สามัญผลอันเราบรรลุแล้ว โดยลำดับ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ความเร่าร้อนไม่มีแก่เรา ที่มณฑปหรือโคนไม้ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๔๐๑

               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกแล้วตรัสกะท่านผู้มีอายุชื่อว่ายสะ ว่าจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในระหว่างที่มีพระพุทธดำรัสนั่นเอง ท่านพระยสะได้เป็นผู้มีผมและหนวด สักว่าเป็นองค์สองก็อันตรธานไป ได้เป็นประดุจพระเถระผู้มีพรรษา ๖๐ ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘.
               พระเถระพิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งเนื้อความอันมีมาก่อน แต่จะถึงความเป็นเอหิภิกขุว่า
                         เราเป็นผู้ลูบไล้ดีแล้ว มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประดับ
                         ด้วยสรรพาภรณ์ ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญกิจ พระพุทธ
                         ศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวิลิตฺโต ความว่า มีร่างกายอันลูบไล้แล้วด้วยหญ้าฝรั่น จันทน์แดงอันงดงาม.
               บทว่า สุวสโน ความว่า นุ่งห่มด้วยผ้าของชาวกาสีอย่างดีมีราคาแพง.
               บทว่า สพฺพาภรณภูสิโต ความว่า ประดับแล้วด้วยอาภรณ์ทั้งปวงมีเครื่องประดับศีรษะเป็นต้น.
               บทว่า อชฺฌคมึ แปลว่า ได้บรรลุแล้ว.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถายสเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๗. ยสเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 253อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 254อ่านอรรถกถา 26 / 255อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5644&Z=5647
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :