ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑
๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา

               อรรถกถาปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ เริ่มต้นว่า นยิทํ อนเยน.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินมาว่า พระเถระนี้เกิดในกำเนิดราชสีห์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ อยู่ในถ้ำแห่งภูเขา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่ถ้ำเป็นที่นอน ในเวลาที่ราชสีห์หลีกออกไปหากิน เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติแล้ว.
               ราชสีห์คาบเอาเหยื่อกลับมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ประตูถ้ำ เป็นผู้ร่าเริงยินดี กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำและดอกไม้ที่เกิดบนบก ทำใจให้เลื่อมใส บันลือสีหนาทในเวลาทั้ง ๓ เพื่อให้สัตว์ร้ายในป่าหนีไป เพื่อถวายอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนเฝ้าอยู่โดยมีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ มันบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๗ วันเหมือนอย่างที่บูชาในวันแรก.
               โดยล่วงไปได้ ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงพระดำริว่า เท่านี้ก็จะพอเป็นอุปนิสัยเป็นไปแก่ราชสีห์ เมื่อมันเห็นอยู่นั่นแล เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ เสด็จไปยังพระวิหารแล้ว.
               ราชสีห์ไม่อาจอดกลั้นความทุกข์อันเกิดจากความพลัดพรากจากพระพุทธเจ้า กระทำกาละแล้วดุจช้างปาลิเลยยกะ เกิดในตระกูลของคฤหบดีผู้มีโภคะมากในพระนครหงสาวดี เจริญวัยแล้ว ไปสู่พระวิหารพร้อมกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนา บำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน แล้วกระทำบุญจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรปุโรหิตของพระเจ้าอุเทน ในพระนครโกสัมพี ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย โดยนามชื่อว่าภารทวาชะ.
               เขาเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพท สอนมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ถูกมาณพเหล่านั้นทอดทิ้ง เพราะเป็นผู้มีอาจาระไม่เหมาะสม เพราะเป็นคนจะกละ (กินจุ) ไปสู่พระนครราชคฤห์ เห็นลาภสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าและของภิกษุสงฆ์ จึงบวชในพระศาสนา เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะเที่ยวไป อันพระศาสดาทรงทำให้ตั้งอยู่ ในความเป็นผู้รู้ประมาณได้ด้วยอุบายวิธี เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้นเราเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะหาดมาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่งบุญ ผู้แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
               เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๙๐

               ก็พระเถระเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้วคิดว่า มรรคผลใดอันสาวกทั้งหลายพึงบรรลุเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มรรคผลนั้นเราก็บรรลุแล้ว และบันลือสีหนาทในหมู่ภิกษุว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล ผู้นั้นจงถามเรา ดังนี้.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปิณโฑลภารทวาชะเป็นยอดแห่งภิกษุผู้เป็นสาวกของเราผู้บันลือสีหนาท.๒-
____________________________
๒- องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๖

               วันหนึ่ง ท่านเมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฎฐิ มีความตระหนี่ เคยเป็นสหายกันในสมัยเมื่อเป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าไปหาถึงสำนักจึงกล่าวกถาพรรณนาอานิสงส์ของทานแก่พราหมณ์นั้น.
               แม้เมื่อพราหมณ์จะทำการขมวดคิ้วสยิวหน้าว่า พระเถระนี้ประสงค์จะยังทรัพย์ของเราให้พินาศ แล้วกล่าวว่า เราจะถวายภัตรมื้อหนึ่งแก่ท่าน ดังนี้ จึงกล่าวว่า ท่านจงถวายภัตรมื้อหนึ่งนั้นแก่พระสงฆ์ อย่าถวายเราเลย แล้วให้พราหมณ์น้อมนำภัตรนั้นไปถวายสงฆ์.
               เมื่อพราหมณ์แสดงความไม่พอใจอีกด้วยคิดว่า พระเถระนี้ประสงค์จะให้เราถวายทานแก่ภิกษุจำนวนมาก ดังนี้ พระเถระจึงยังพราหมณ์ให้เลื่อมใสด้วยการประกาศถึงความที่แห่งทักษิณาทานที่ถวายในสงฆ์ โดยพระธรรมเสนาบดี ในวันที่สองว่ามีผลมาก คิดว่าพราหมณ์นี้สำคัญว่า พระเถระนี้ชักชวนให้เราถวายทานด้วยความอยากในอาหาร เขาไม่รู้ความที่เราควบคุม (กำหนดรู้) อาหารได้แล้วโดยประการทั้งปวง เอาเถิด เราจะทำให้เขารู้ ดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
                                   ชีวิตของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควร
                         อาหารไม่ได้ทำจิตให้สงบ เราเห็นว่า ร่างกายจะดำรง
                         อยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาโดยทางที่ชอบ.
                                   นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวการ
                         ไหว้ การบูชาในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปลือกตม เป็น
                         ลูกศรอันละเอียด ถอนขึ้นได้ยาก สักการะอันบุรุษชั่ว
                         ละได้ยาก ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นยิทํ อนเยน ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของเรานี้ ชื่อว่าย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควร คือโดยการแสวงหาที่ไม่สมควรมีการให้ไม้ไผ่และการให้ดอกไม้เป็นต้น เพราะไม่มีความใคร่ในชีวิต.
               บทว่า นาหาโร หทยสฺส สนฺติโก ความว่า ก็อาหารที่เรานำมา่ย่อมไม่กระทำหทัย คือจิตให้สงบระงับ ดุจมรรคญาณและผลญาณ. อธิบายว่า แต่จะกระทำเพียงระงับความหิวได้โดยทันทีอย่างเดียว.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นาหาโร หทยสฺส สนฺติโก ความว่า อาหาร คือวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอยากในรส ไม่ได้ทำจิตของเราให้สงบ คือไม่ทำจิตของเราให้ข้อง เพราะไม่มีความอยากในรสนั่นเอง.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สนฺติเก ก็มี.
               อธิบายว่า ผู้ที่มีความจะกละในอาหารนั้น ย่อมต้องขวนขวายหาลาภสักการะเที่ยวไป อาหารจึงชื่อว่ามีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะต้องใส่ใจถึงอยู่เนืองๆ. ส่วนผู้ใดรู้เท่าทัน (ควบคุม) อาหารได้ ผู้นั้นชื่อว่าละฉันทราคะในอาหารนั้นได้แล้ว อาหารชื่อว่าไม่มีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะไม่มีการกระทำไว้ในใจมีอาทิว่า ทำอย่างไรหนอ ถึงจะได้อาหารดังนี้โดยแท้ เพราะใส่ใจถึงปัญหายอกย้อนอันจะมีขึ้นว่า ก็ถ้าท่านไม่มีความใคร่ในชีวิตและความอยากในรสอาหารไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ดังนี้ พระเถระจึงกล่าวว่า ร่างกายจะดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาอาหารโดยทางที่ชอบ.
               อาหาร คือโภชนะเป็นที่ตั้ง คือเป็นฐานได้แก่เป็นปัจจัยของร่างกายนั้น เพราะเหตุนั้น ร่างกายจึงชื่อว่าอาหารัฏฐิติกะ มีอาหารเป็นที่ตั้ง. อธิบายว่า การสั่งสม คือร่างกาย มีความเป็นไปเนื่องด้วยอาการ เพราะเราเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้จึงยกเอาความข้อนี้ไว้ในสมอง ต้องเที่ยวแสวงหา คือทำการแสวงหาอาหาร.
               พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ท่านไม่ควรคิดในคนเช่นเราอย่างนี้ว่าเข้าไปสู่สกุลเพราะปัจจัยเป็นเหตุ และถูกลาภสักการะคือการกราบไหว้บูชาในสกุลนั้นผูกมัดไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า ปงฺโก (การไหว้การบูชาในตระกูลเป็นเปลือกตม).
               คาถานั้นมีอธิบายว่า
               เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นได้รู้ คือรู้แจ้ง หรือได้แก่ประกาศการสรรเสริญคุณและการบูชาของเหล่าบรรพชิตผู้เข้าไปสู่สกุล เพราะมีปัจจัยเป็นเหตุที่จักเป็นไปในตระกูลทั้งหลายคือในหมู่ชาวบ้าน นี้นั้นว่าเป็นเปลือกตม คือเป็นหล่ม เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้บรรพชิตผู้มีตนอันไม่ได้อบรมแล้วจมลง และเพราะกระทำความเศร้าหมองให้แก่บรรพชิตผู้มีตนอันไม่ได้อบรมแล้ว
               ฉะนั้น การสรรเสริญคุณและการบูชานั้น จึงไม่เป็นไปเพื่อผูกมัดสัตบุรุษทั้งหลาย จักป่วยกล่าวไปไยถึงการหวังสักการะเล่า เพราะท่านละได้แล้ว
               แต่สำหรับอสัตบุรุษ ความหวังในสักการะย่อมชื่อว่าเป็นลูกศรอันละเอียด รู้ได้ยาก เพราะก่อให้เกิดความบีบคั้นโดยเป็นสภาพที่รู้ได้โดยยาก และเพราะไม่สามารถจะถอนออกได้ เพราะเจาะลึกเข้าไปในภายใน เพราะเหตุนั้นแล สักการะจึงเป็นของอันบุรุษชั่วนั้นละได้ยาก คือดึงออกไปได้โดยยาก เพราะไม่ดำเนินปฏิปทา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงการละสักการะนั้น ชื่อว่าเป็นคนเลว เพราะไม่ละความหวังในลาภสักการะ.
               พราหมณ์ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้วได้เป็นผู้มีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระเถระ.

               จบอรรถกถาปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 258อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 259อ่านอรรถกถา 26 / 260อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5682&Z=5689
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com