ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒
๕. สัพพมิตตเถรคาถา

               อรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระสัพพมิตตเถระ เริ่มต้นว่า ชโน ชนมฺหิ สมฺพทฺโธ.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในตระกูลของนายพราน ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นพรานป่า ฆ่าเนื้อในป่ากินเนื้อเลี้ยงชีวิต.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงทรงแสดงรอยพระบาทไว้ในที่ใกล้ที่เขาอยู่ ๓ รอย แล้วเสด็จหลีกไป.
               เขาเห็นรอยพระบาทมีเครื่องหมายเป็นรูปกงจักร เพราะมีการสั่งสมอันกระทำไว้ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกหงอนไก่ บังเกิดในภพดาวดึงส์ด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สัพพมิตตะ.
               เขาบรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพุทธานุภาพในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับมอบพระวิหาร ชื่อว่าเชตวัน เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า เข้าจำพรรษาแล้ว ออกพรรษาแล้วไปสู่พระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เห็นลูกเนื้อติดอยู่ในบ่วงที่นายพรานเนื้อดักไว้ในระหว่างทาง
               ส่วนนางเนื้อผู้เป็นแม่ของลูกเนื้อนั้น ไม่ติดบ่วง (และ) ไม่หนีไปไกล เพราะความรักห่วงใยในลูก (แต่) ไม่กล้าเข้าไปใกล้บ่วง เพราะกลัวตาย. ส่วนลูกเนื้อหวาดกลัว ดิ้นวนไปวนมาข้างโน้นข้างนี้ ร้องขอความกรุณา.
               พระเถระเห็นดังนั้นแล้วคิดว่า โอ! ทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายมีความรักห่วงใยเป็นเหตุดังนี้ แล้วเดินต่อไป ต่อจากนั้นเมื่อโจรจำนวนมากจับบุรุษคนหนึ่งได้ เอาฟ่อนฟางพันร่างกายเผาทั้งเป็น และเห็นบุรุษนั้นร้องเสียงดังลั่น อาศัยเหตุ ๒ อย่างนั้นเกิดความสลดใจ.
               เมื่อโจรทั้งหลายกำลังฟังอยู่นั้นแล ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         คนเกี่ยวข้องในคน คนยินดีกะคน คนถูกคนเบียดเบียน
                         และคนเบียดเบียนคน ก็จักต้องการอะไรกับคน หรือกับ
                         สิ่งที่คนทำให้เกิดแล้วแก่คนเล่า ควรละคนที่เบียดเบียน
                         คนเป็นอันมากไปเสีย ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชโน ได้แก่ คนอันธพาล.
               บทว่า ชนมฺหิ ได้แก่ ในคนอื่น.
               บทว่า สมฺพทฺโธ ได้แก่ เกี่ยวข้องด้วยเครื่องเกี่ยวข้องคือตัณหา คือเกี่ยวข้องผูกพัน โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา.
               อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ อย่างนี้นั่นแหละ (แต่) มีความหมายว่า มีจิตผูกพันอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เลี้ยงดูเรามา เราอาศัยคนเหล่านี้เลี้ยงชีพ.
               บทว่า ชนเมวสฺสิโต ชโน ความว่า คนอื่น ยินดี คือติดแน่นแล้วด้วยตัณหา ได้แก่กำหนดยึดถือ เอาคนอื่นนั่นแลโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นธิดาของเรา.
               บทว่า ชโน ชเนน เหฐียติ เหเฐติ จ ชโน ชนํ ความว่า คนยินดีกะคนด้วยสามารถแห่งความโลภ เพราะกัมมัสสกตาญาณและเพราะความไม่มีความรู้ตามความเป็นจริงฉันใด คนถูกคนอื่นเบียดเบียนคือขัดขวาง ด้วยอำนาจโทสะก็ฉันนั้น และคนเมื่อไม่รู้ว่า กรรมที่เราทำนี้นั้นจักเป็นกรรมตกทอดถึงเราเอง โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการเบียดเบียนที่รุนแรงขึ้น ดังนี้ จึงเบียดเบียนกันเอง.
               บทว่า โก หิ ตสฺส ชเนนตฺโถ ความว่า คนที่ยินดีกันด้วยอำนาจแห่งตัณหา หรือเบียดเบียนกันด้วยอำนาจแห่งโทสะ จะเกิดประโยชน์อะไรแก่คนอื่นเล่า?
               บทว่า ชเนน ชนิเตน วา ความว่า หรือคนที่เป็นมารดาบิดา มีหน้าที่ยังคนอื่นให้เกิดนั้นจะมีประโยชน์อะไร?
               บทว่า ชนํ โอหาย คจฺฉํ ตํ เหฐยิตฺวา พหุ ํ ชนํ ความว่า เพราะเหตุที่ข้อปฏิบัติของคนผู้เที่ยวไปในสงสาร มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกันหมด ฉะนั้น ควรละคนชนิดนั้นเสีย คือตัณหาที่เบียดเบียนคนก็ดี โทสะที่ประทุษร้ายกันนั้นก็ดี เบียดเบียนคนเป็นอันมากแล้วตั้งอยู่ พึงละ คือทิ้งตัณหาและโทสะนั้นโดยประการทั้งปวงแล้วไปเสีย.
               อธิบายว่า พึงถึง คือบรรลุฐานะที่คนเหล่านั้นตามเข้าไปประทุษร้ายไม่ได้.
               ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วในขณะนั้นเอง.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เมื่อก่อนเรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานในป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลกพระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์
               ก็เราได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริง มีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้นหงอนไก่ที่ขึ้นมาจากแผ่นดินมีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด
               เพราะกรรมที่เราทำไว้แล้วดีนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วไปสู่ดาวดึงส์พิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มีรัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน.
               ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๕  ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๘๓

               ก็โจรเหล่านั้นฟังธรรมในสำนักของพระเถระแล้ว เกิดความสลดใจบวชแล้ว พากันปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๕. สัพพมิตตเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 271อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 272อ่านอรรถกถา 26 / 273อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5777&Z=5781
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com