ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓
๖. ปุณณมาสเถรคาถา

               อรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา               
               คาถาของพระปุณณมาสเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในป่า คล้องบังสุกุลจีวรไว้ที่กิ่งไม้ แล้วเสด็จเข้าไปสู่พระคันธกุฎี.
               เขาถือธนูเข้าไปสู่ชัฏป่า เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส วางธนูแล้วระลึกถึงพระพุทธคุณไหว้ผ้าบังสุกุล.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลกุฏุมพี ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
               ได้ยินว่า ในวันที่เขาเกิด ภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้นได้เต็มบริบูรณ์ไปด้วยถั่วเขียว อันสำเร็จไปด้วยทองและรัตนะทั้งหลาย เขาเจริญวัยแล้วมีครอบครัว เมื่อบุตรคนที่หนึ่งเกิดแล้ว สละฆราวาสวิสัย บวชอยู่ในอาวาสใกล้บ้าน เพียรพยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูทรงเป็นบุคคลผู้เลิศพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าสู่พระวิหาร เราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่.
               ครั้งนั้น เราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลง ณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า. เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสและมีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร.
               ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวรใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้ (บังสุกุล จีวร). เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๗๑

               ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้วเข้าไปสู่พระนครสาวัตถี ถวายบังคมพระศาสดา แล้วอยู่ในป่าช้า.
               ก็เมื่อท่านไปได้ไม่นานนัก บุตรของท่านก็ได้ทำกาละ มารดาของทารกสดับข่าวว่า พระเถระมาแล้วมีความประสงค์จะยังพระเถระให้สึกด้วยคิดว่า พระราชาอย่าริบสมบัติของเราผู้หาบุตรมิได้นี้ไปเลย ไปสู่สำนักของพระเถระด้วยบริวารเป็นอันมาก ทำการปฏิสันถารแล้ว เริ่มจะประเล้าประโลม.
               พระเถระยืนอยู่ในอากาศ เพื่อจะให้นางรู้ความที่ตนเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว.
               เมื่อจะแสดงธรรมแก่นาง ด้วยมุขคือการประกาศข้อปฏิบัติ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะแล้ว ถือเอา
                         แว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้ง
                         หมด ทั้งภายในภายนอก ร่างกายของเรานี้ปรากฏเป็นของ
                         ว่างเปล่าทั้งภายในและภายนอก ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา ความว่า ละคือกำจัดนิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ด้วยการบรรลุฌาน.
               บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย ๔ มีกามโยคะเป็นต้น คืออันโยคะเหล่านั้นไม่เข้าไปประทุษร้ายแล้ว.
               บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันเป็นองค์ธรรม.
               อธิบายว่า กระจกย่อมส่องให้เห็นคุณและโทษในรูปกายของผู้มองดูอยู่ฉันใด แว่นธรรมกล่าวคือวิปัสสนาก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นญาณทัสสนะ เพราะเป็นเหตุให้รู้ความแตกต่างแห่งสามัญญลักษณะของธรรมทั้งหลาย ย่อมส่องให้เห็นคุณในกายที่ชื่อว่าโดยแตกต่างกัน เพราะแจกแจงสังกิเลสธรรมอย่างแจ่มแจ้ง และยังการละสังกิเลสธรรมนั้นให้สำเร็จ สำหรับท่านที่พิจารณาเห็นอยู่.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า
                         ธมฺมาทาสํ คเหตฺวาน    ญาณทสฺสนมตฺตโน
                         ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ       สพฺพํ สนฺตรพาหิรํ
                         ถือเอาแว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน
                         ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้งหมด ทั้งภายในภายนอก.
               คือถือเอาแว่นธรรมแล้วพิจารณาโดยเฉพาะว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง เห็นร่างกายคืออัตภาพของเรานี้อันเป็น ที่ประชุมแห่งธรรม ชื่อว่าทั้งภายในภายนอก เพราะความเป็นอายตนะที่เป็นไปในภายในและภายนอก ทั้งหมดคือไม่มีส่วนเหลือ ด้วยญาณจักษุ.
               ก็เราผู้เห็นอยู่อย่างนี้ทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ ร่างกายคืออัตภาพกล่าวคือขันธปัญจกะ ที่เว้นสาระมีความเที่ยงเป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นของว่างเปล่า เราได้เห็นแล้วตามความเป็นจริงด้วยญาณจักษุ.
               แท้จริง ขันธปัญจกะแม้ทั้งสิ้น ท่านเรียกว่ากาย ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้เป็นที่มาประชุมของคนเขลาผู้อันอวิชชาครอบงำแล้ว ประกอบแล้วด้วยตัณหาอย่างนี้.
               ก็พระเถระเมื่อจะแสดงความที่ตนเป็นผู้มีกิจอันกระทำสำเร็จแล้วว่า ขันธปัญจกะใดแลอันเราพึงเห็นในกายนี้ ขันธปัญจกะนั้นอันเราเห็นแล้ว ไม่มีส่วนใดๆ ของขันธปัญจกะนั้นที่เราจะต้องเห็นอีก ดังนี้ พยากรณ์พระอรหัตผลแล้วด้วยบทว่า อทิสฺสถ นี้.
               พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว ยังนางให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์และศีลทั้งหลายแล้วส่งไป.

               จบอรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๖. ปุณณมาสเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 282อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 283อ่านอรรถกถา 26 / 284อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5851&Z=5855
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :