ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔
๑. มิคสิรเถรคาถา

               วรรควรรณนาที่ ๔               
               อรรถกถามิคสิรเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระมิคสิรเถระ เริ่มต้นว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในโกศลรัฐ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่ามิคสิระ เพราะเกิดในฤกษ์มิคสิรนักษัตร เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาและศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งหลาย ศึกษามนต์ชื่อว่าฉวสีสะ (มนต์ดูกะโหลกหัวผี) คือร่ายมนต์แล้ว เอาเล็บเคาะศีรษะของผู้ที่ตายไปแล้ว แม้ที่สุดถึง ๓ ปีก็รู้ได้ว่า สัตว์ผู้นี้เกิดในที่ชื่อโน้น.
               เขาไม่ปรารถนาการอยู่อย่างฆราวาส บวชเป็นปริพาชกอาศัยวิชานั้นเป็นผู้อันชาวโลกสักการะ เคารพ มีลาภ เที่ยวไปเดินทางถึงกรุงสาวัตถีแล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา เมื่อจะประกาศอานุภาพของตน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้สถานที่ซึ่งผู้ตายแล้วไปเกิด. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็เธอรู้ได้อย่างไร? จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้เขานำเอากะโหลกศีรษะหัวผีมา แล้วร่ายมนต์ เอาเล็บเคาะศีรษะ ย่อมรู้สถานที่ซึ่งสัตว์เหล่านั้นๆ ไปเกิดมีนรกเป็นต้น.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งให้เขานำเอากะโหลกศีรษะของภิกษุผู้ปรินิพพานแล้ว มาให้มิคสิรปริพาชก ตรัสสั่งว่า เธอจงบอกถึงคติของกะโหลกศีรษะนั้นก่อน นี้เป็นกะโหลกศีรษะของผู้ใด.
               เขาร่ายมนต์สำหรับดูกะโหลกศีรษะนั้นแล้ว เคาะด้วยเล็บ ไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นเงื่อนงำ.
               ลำดับนั้น เขาเมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า เธอไม่อาจ (จะเห็น) หรือ? จึงกราบทูลว่า จักขอตรวจสอบดูก่อน แล้วแม้จะร่ายมนต์อยู่บ่อยๆ ก็มองไม่เห็นอยู่นั่นเอง.
               ก็ผู้ประกอบพิธีกรรมภายนอกพระพุทธศาสนา จักรู้คติของพระขีณาสพได้อย่างไร?
               ลำดับนั้น เหงื่อไหลออกจากศีรษะและรักแร้ของมิคสิรปริพาชก เขาละอายยืนนิ่งอยู่.
               พระศาสดาตรัสว่า เธอลำบากหรือปริพาชก. เขาทูลตอบว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ลำบาก ข้าพระองค์ไม่รู้คติของกะโหลกศีรษะนี้ ก็พระองค์เล่าทรงรู้หรือพระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราตถาคตรู้คติของกะโหลกศีรษะนี้ แม้ยิ่งกว่านี้ เราตถาคตก็รู้ ดังนี้แล้วตรัสต่อไปว่า ผู้เป็นเจ้าของกะโหลกศีรษะนั้นไปสู่พระนิพพาน.
               ปริพาชกกราบทูลว่า ขอพระองค์จงให้วิชานี้แก่ข้าพระองค์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงบวช ดังนี้แล้วให้ปริพาชกนั้นบวช ให้ประกอบความเพียรในสมถกรรมฐานก่อน แล้วทรงแนะนำวิปัสสนากรรมฐานแก่เธอผู้ตั้งอยู่ในฌานและอภิญญาแล้ว เธอบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวายหญ้าคา ๘ กำแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ในกัปนี้นั่นเอง เราได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ ด้วยการถวายหญ้าคานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ใน ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ๖๖ เรียกชื่อว่า กุสัฏฐกทายกเถระ

               ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         เมื่อใด เราได้บวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
                         หลุดพ้นจากกิเลส ได้บรรลุธรรมอันผ่องแผ้วแล้ว ล่วงเสีย
                         ซึ่งกามธาตุ เมื่อนั้น จิตของเราผู้เพ่งธรรมของพระผู้มีพระ
                         ภาคเจ้า ผู้เป็นดังพรหม หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง และมา
                         รู้ชัดว่า วิมุตติของเราไม่กำเริบ เพราะความสิ้นไปแห่ง
                         สังโยชน์ทั้งปวง ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน ความว่า เราบวชในพระศาสนา จำเดิมแต่กาลใด คือจำเดิมแต่เวลาที่เราบวชแล้ว.
               บทว่า วิมุจฺจมาโน อุคฺคญฺฉึ ความว่า เราเมื่อหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นฝ่ายสังกิเลส ด้วยสมถะและวิปัสสนาเป็นปฐมก่อน ชื่อว่าตั้งตนได้ด้วยสามารถแห่งธรรมอันผ่องแผ้ว เมื่อตั้งตนได้อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าล่วงเสียซึ่งกามธาตุ คือก้าวล่วงกามธาตุได้ด้วยอนาคามิมรรค โดยส่วนเดียวทีเดียว.
               บทว่า พฺรหฺมุโน เปกฺขมานสฺส ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราผู้เพ่งธรรมของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่าเป็นพรหม โดยอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะความเป็นผู้เลิศกว่าโลกพร้อมทั้งเทวโลก โดยประกอบไปด้วยพระมหากรุณาว่า กุลบุตรนี้บวชในศาสนาของเรา จะปฏิบัติอย่างไรหนอแล ดังนี้ หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวงโดยส่วนเดียวนั่นเทียว เพราะเหตุที่ได้บรรลุพระอนาคามิมรรคนั้น (และ) เพราะบรรลุมรรคอันเลิศในภายหลัง.
               บทว่า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความว่า พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลว่า เพราะเหตุที่จิตของเราหลุดพ้นแล้วอย่างนั้นนั่นแล คือเพราะสิ้นไป ได้แก่สิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง วิมุตติของเราจึงไม่กำเริบอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถามิคสิรเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. มิคสิรเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 287อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 288อ่านอรรถกถา 26 / 289อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5890&Z=5898
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :