ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔
๓. อุปวาณเถรคาถา

               อรรถกถาอุปวาณเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระอุปวาณเถระ เริ่มต้นว่า อรหํ สุคโต.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า พระเถระนี้บังเกิดในตระกูลที่ยากจน ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมวลมนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์และคนธรรพ์ทั้งหลาย เก็บพระธาตุของพระองค์มากระทำพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ สูง ๗ โยชน์.
               เขาได้เอาผ้าอุตราสงค์ของตนซึ่งขาวสะอาดบริสุทธิ์ ผูกปลายไม้ไผ่ทำเป็นธงแล้วทำการบูชา.
               ยักษ์ผู้เสนาบดีนามว่าอภิสัมมตะ อันเทวดาทั้งหลายแต่งตั้งไว้ เพื่ออารักขาสถานที่บูชาพระเจดีย์ มีกายไม่ปรากฏ ถือธงนั้นทรงไว้ในอากาศ กระทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ.
               เขาเห็นดังนั้นได้เป็นผู้มีใจเลื่อมใสเกินประมาณ.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่าอุปวาณะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในคราวที่ทรงรับมอบพระวิหารชื่อว่าเชตวัน เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต กระทำจิตกาธานอย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ.
               มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจเสร็จแล้วรวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้สร้างพระสถูปขึ้นไว้ ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒ สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก ชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วยแก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนะล้วน ทางเดินสำเร็จด้วยแก้วมณี ไพทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วนๆ สูงสุด ๑ โยชน์.
               เวลานั้นเทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่เรี่ยราย พระสรีระจะรวมเป็นอันเดียวกัน เราทั้งหลายจะทำกุญแจใส่ในพระสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ (คือเทวดานิรมิตพระสถูปให้สูงขึ้นอีกโยชน์หนึ่งด้วยรัตนะ ๗ ประการ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไสวขจัดความมืดได้.
               นาคทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า มนุษย์และเทวดาได้สร้างพระสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ นาคเหล่านั้นจึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหานิลและแก้วมณีมีรัศมี โชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้นสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่องแสงสว่างไสวในเวลานั้น.
               ฝูงครุฑมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาคได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑจึงได้สร้างพระสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์รุ่งเรืองอยู่ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น
               และพวกกุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างพระสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวาย แด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด ๕ โยชน์สว่างไสวอยู่.
               พวกยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์และครุฑได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวายเฉพาะพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นพร้อมกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์ สว่างไสวอยู่
               พวกคนธรรพ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ในเวลานั้นว่า สัตว์ทั้งปวง คือมนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และยักษ์ พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้พวกเรายังไม่ได้สร้าง แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถเจ้าผู้คงที่ พวกคนธรรพ์จึงพากันสร้างไพที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้นพวกคนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ในกาลนั้น พระสถูปจึงสูง ๗ โยชน์สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสงสว่างมีอยู่เสมอไป
               พระจันทร์และพระอาทิตย์พร้อมทั้งดาว ครอบงํารัศมีพระสถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกล ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ (พระสถูป).
               ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูป พวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสมมตะ มันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์ มองเห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์และเหล่าใดเลื่อมใสในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป.
               เวลานั้น เราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหงสาวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดี ไม่รู้จักอิ่มในสักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะ แด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็นทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอันซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ
               ยักษ์อภิสัมมตะยกธงของเรานำขึ้นไปไว้ในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้สอบถามถึงผลในการถวายธง.
               ท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้เสวยวิบากของธงนั้น ในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถและพลเดินเท้าจักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง. ดนตรีหกหมื่นและกลองเภรีอันประดับสวยงาม จะประโคมแวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง. หญิงสาวแปดหมื่นหกพันอันประดับงดงาม มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล หน้าแฉล้มแย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวบาง จักแวดล้อม (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
               ท่านจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
               ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านอันกุศลมูลตักเตือนเคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบด้วยบุญกรรมจักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฎิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก ออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่าอุปวาณะ.
               กรรมที่เราทำไว้แล้วในแสนกัป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว เราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นจากแล่งไปแล้ว เมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ธงทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ ๓ โยชน์ทุกเมื่อ
               ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๒๔

               ครั้งนั้น ท่านพระอุปวาณะได้เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า.
               ก็โดยสมัยนั้น อาพาธอันเกิดแต่ลมบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. และพราหมณ์ชื่อว่าเทวหิตะ เป็นสหายของพระเถระแต่ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี. เขาปวารณาพระเถระด้วยปัจจัย ๔.
               ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะนุ่งสบงแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปยังที่อยู่ของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์รู้ว่า พระเถระมาโดยวัตถุประสงค์บางประการ จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านประสงค์สิ่งใดจงบอกเถิด.
               พระเถระเมื่อจะบอกวัตถุประสงค์แก่พราหมณ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         ดูก่อนพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์
                         ผู้เสด็จไปดีแล้วในโลกเป็นมุนี ถูกลมเบียดเบียนแล้ว
                         ถ้าท่านมีน้ำร้อน ขอจงถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
                         เป็นมุนีเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้อัน
                         บุคคลบูชาแล้ว ยิ่งกว่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย แม้
                         บุคคลควรบูชาอันบุคคลสักการะแล้ว ยิ่งกว่าพระเจ้า
                         พิมพิสารและพระเจ้าโกศล ผู้อันบุคคลพึงสักการะ อัน
                         บุคคลนอบน้อมแล้ว ยิ่งกว่าเหล่าพระขีณาสพที่บุคคล
                         ควรนอบน้อม เราปรารถนาจะนำน้ำร้อนไปถวายพระ
                         องค์ ดังนี้.

               คาถาทั้งสองนั้นมีอธิบายว่า
               บรรดาบุคคลผู้ควรบูชาในโลกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดอันบุคคลบูชาแล้ว (ยิ่ง) กว่าเทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้น ยิ่งกว่าพรหมทั้งหลายมีท้าวมหาพรหมเป็นต้นผู้ควรบูชา บรรดาผู้ที่ควรสักการะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดอันบุคคลสักการะแล้ว ยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น ผู้ควรสักการะ บรรดาบุคคลผู้ควรนอบน้อมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดอันบุคคลนอบน้อมแล้ว ยิ่งกว่าพระขีณาสพทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ควรนอบน้อมชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะพระคุณมีความเป็นผู้ไกลจากกิเลสเป็นต้น ชื่อว่าเป็นพระสุคต เพราะเสด็จไปงามเป็นต้น เป็นพระสัพพัญญู เป็นมุนี เป็นศาสดาของเรา เป็นเทพเหนือเทพ เป็นสักกะเหนือท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมเหนือพรหมทั้งหลาย.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงพระประชวรเพราะโรคลมคือเพราะลมเป็นเหตุ ได้แก่เหตุเพราะลมกำเริบ.
               ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำร้อน เราปรารถนาจะนำไปถวายเพื่อระงับวาตาพาธ คือเพื่อบำบัดโรคลม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.
               พราหมณ์ฟังดังนั้นแล้วนำน้ำร้อนและเภสัชอันเหมาะแก่อาการของโรค และสมควรแก่การระงับโรคลม เข้าไปน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. โรคของพระศาสดาสงบแล้ว เพราะน้ำร้อนและเภสัชนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้น ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาอุปวาณเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๓. อุปวาณเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 289อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 290อ่านอรรถกถา 26 / 291อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5908&Z=5916
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :