ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต
๔. สมุนเถรคาถา

               อรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔               
               คาถาของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ปตฺถยมาโน ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกัปที่ ๙๕ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งป่วยไข้ ได้ถวายชิ้นสมอ.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี ในโกศลรัฐ ได้นามว่าสุมน เจริญด้วยความสุข.
               ก็ลุงของท่านบวชแล้วเป็นพระอรหันต์อยู่ในป่า เมื่อท่านสุมนเจริญวัยแล้วจึงให้ท่านบรรพชา ได้ให้กัมมัฏฐานอันเหมาะแก่จริต. ท่านประกอบความเพียรในที่นั้น ยังฌาน ๔ และอภิญญา ๕ ให้เกิด.
               ลำดับนั้น พระเถระได้บอกวิปัสสนาวิธีแก่ท่าน. ก็ท่านเจริญวิปัสสนาโดยไม่นานเลย ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
               ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขามป้อม ผลมะม่วง ผลหว้า สมอพิเภก กระเบา ผลรกฟ้า มะตูม มาด้วยตนเอง เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌานเป็นนักปราชญ์ ถูกอาพาธเบียดเบียน เสด็จเดินทางไกล ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา จึงได้เอาผลสมอถวายแด่พระสยัมภู
               ก็เราพอทำเภสัชเสร็จแล้ว พยาธิหายไปในทันใดนั้นเอง
               พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละได้แล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวายเภสัชอันเป็นเครื่องระงับพยาธินี้ ท่านเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะเกิดในชาติอื่น จงเป็นผู้ถึงความสุขในที่ทุกแห่ง และท่านอย่าถึงความป่วยไข้.
               ครั้นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น เพราะเราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความป่วยไข้จึงมิได้เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้.
               นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว
               ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเภสัชในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒๘

               ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว วันหนึ่งได้ไปยังที่อุปัฏฐากพระเถระผู้เป็นลุง. พระเถระถามถึงการบรรลุกะท่าน.
               ท่านเมื่อพยากรณ์การบรรลุนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล บันลือสีหนาทด้วย ๕ คาถาดังนี้
                         ท่านพระอุปัชฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรม
                         ทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมตนิพพาน
                         กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่มิใช่สิ่งที่
                         อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง
                         แล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความสงสัย
                         จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่
                         อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ของ
                         ตนเราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้
                         ทำแล้ว สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาท ได้ฟังดีแล้วใน
                         สำนักของท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพ
                         ใหม่ไม่มี ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอนเรา
                         ด้วยวัตรอันประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์
                         ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของท่าน.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปตฺถยาโน ธมฺเมสุ อุปชฺฌาโย อนุคฺคหิ อมตํ อภิกงฺขนฺตํ ความว่า ในบรรดาธรรมหาโทษมิได้ มีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น พระอุปัชฌาย์ของเรา เมื่อปรารถนาคือหวังธรรมใด ย่อมอนุเคราะห์เราผู้หวังอมตะคือพระนิพพานด้วยอำนาจโอวาท.
               บทว่า กตํ กตฺตพฺพกํ มยา ความว่า เรากระทำกิจคือยังกิจมี ๑๖ อย่างมีปริญญากิจเป็นต้นที่พึงทำเพื่อบรรลุพระนิพพานนั้นให้สำเร็จแล้ว.
               ลำดับนั้นนั่นแล ท่านทำให้แจ้งมรรคธรรมแม้ทั้ง ๔ มรรคที่บรรลุแล้วโดยลำดับ คือที่ถึงเฉพาะแล้ว.
               บทว่า สยํ ธมฺโม อนีติโห ความว่า ธรรมคือพระนิพพาน และธรรมคือผล เราเองนั่นแลได้รู้เองแล้ว ไม่สงสัยแล้ว เห็นแจ้งด้วยตนแล้ว ได้แก่อริยมรรคเฉพาะที่ถอนความสงสัย กล่าวคือคำสอนที่มาแล้วแต่อาจารย์ในกาลก่อน ตามความเป็นไปว่า อิติห ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้ อิติ กิร ได้ยินว่า ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้เป็นไปอยู่. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้มีญาณอันหมดจด ผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสุทฺธญาโณ ชื่อว่าผู้มีญาณอันหมดจด เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งปวง.
               บทว่า ตวนฺติเก แปลว่า ในที่ใกล้ท่าน.
               บทว่า สทตฺโถ ได้แก่ พระอรหัต.
               บทว่า สิกฺขา ได้แก่ อธิศีลสิกขาเป็นต้น.
               บทว่า สสฺสุตา ได้แก่ ฟังด้วยดี ด้วยอำนาจการทำปริยัติพาหุสัจจะและปฏิเวธพาหุสัจจะให้บริบูรณ์.
               บทว่า ตว สาสเน ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทในความพร่ำสอนของท่าน.
               บทว่า อริยวตา ความว่า สมาทานข้อปฏิบัติมีศีลที่บริสุทธิ์ดีเป็นต้น.
               บทว่า อนฺเตวาสิมฺหิ สิกฺขิโต ความว่า เราชื่อว่าเป็นอันเตวาสิก ศึกษาอธิศีลสิกขาเป็นต้นที่ศึกษาแล้วๆ เพราะอยู่จบพรหมจรรย์ที่ประพฤติมาในสำนักของท่าน ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๔. สมุนเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 337อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 338อ่านอรรถกถา 26 / 339อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6372&Z=6383
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :