ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต
๕. วัฑฒเถรคาถา

               อรรถกถาวัฑฒเถรคาถาที่ ๕               
               คาถาของท่านพระวัฑฒเถระมีคำเริ่มต้นว่า สาธู หิ ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งคฤหบดี ในภารุกัจฉนคร ได้นามว่าวัฑฒะ เจริญโดยลำดับ.
               ลำดับนั้น มารดาของท่านเกิดความสังเวชในสงสาร ได้มอบบุตรให้แก่พวกญาติ บวชในสำนักนางภิกษุณีทั้งหลาย บำเพ็ญวิปัสสนากรรม บรรลุพระอรหัต.
               สมัยต่อมาให้บุตรผู้ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้วบรรพชาในสำนักพระเวฬุทันตเถระ. ท่านบวชแล้วเรียนพุทธพจน์เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก นำคันถธุระ. วันหนึ่งคิดว่าเราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งในภายใน จักไปเยี่ยมมารดาดังนี้แล้ว จึงได้ไปยังสำนักนางภิกษุณี.
               มารดาเห็นท่านแล้วท้วงว่า เพราะเหตุไร ท่านเป็นผู้ยิ่งในภายในจึงมาในที่นี้แต่ผู้เดียว. ท่านเมื่อถูกมารดาทักท้วงเกิดความสังเวชว่า เราทำกรรมอันไม่ควร ไปยังวิหารนั่งในที่พักในกลางวัน เห็นแจ้งบรรลุพระอรหัต
               เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลแก่มารดา โดยยกการประกาศการถึงพร้อมด้วยโอวาทเป็นประธาน จึงได้กล่าวคาถาว่า
                                   โยมมารดาของเราดีแท้ ได้แนะนำเราให้รู้สึกตัว
                         เหมือนบุคคลแทงพาหนะด้วยปฏักฉะนั้น เราได้ฟังคำ
                         ของโยมมารดาที่พร่ำสอนแล้ว ได้ปรารภความเพียรมีจิต
                         ตั้งมั่น ได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุด เราเป็นพระอรหันต์
                         ควรแก่ทักษิณา มีวิชชา ๓ ได้เห็นอมตธรรม ชนะเสนา
                         แห่งมารไม่มีอาสวะอยู่ อาสวะของเราเหล่าใดได้มีแล้ว
                         ทั้งภายในทั้งภายนอก อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัด
                         ขาดแล้วและไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
                                   โยมมารดาของเราเป็นผู้แกล้วกล้า ได้กล่าวเนื้อ
                         ความนี้กะเรา แม้เมื่อเราผู้เป็นบุตรของท่านไม่มีกิเลส
                         กิเลสอันเป็นดังหมู่ไม้ในป่าของท่านคงไม่มีเป็นแน่
                         ทุกข์เราทำให้สิ้นสุดแล้ว อัตภาพนี้มีในที่สุด สงสารคือ
                         ความเกิดตายสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธู หิ กโร เม มาตา ปโตทํ อุปทํสยิ ความว่า ดีหนอ โยมมารดาแสดงปฏักกล่าวคือโอวาทแก่เรา เพราะฉะนั้น จึงให้เรามีความวีริยะกล้าหาญเจาะบนกระหม่อม คือปัญญาอันสูงสุด
               บทว่า ยสฺสา ได้แก่ มารดาของเราใด.
               บทว่า สมฺโพธึ ได้แก่ พระอรหัต.
               ก็ในข้อนี้มีโยชนาดังนี้ว่า
               เราอันมารดาผู้ที่ให้กำเนิดสั่งสอน ฟังคำที่ท่านพร่ำสอนแล้ว ปรารภความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ บรรลุสัมโพธิญาณอันสูง คือผลอันเลิศได้แก่พระอรหัต. เราชื่อว่าอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสนั้นนั่นเอง เป็นทักขิไณยบุคคล คือเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เพราะเป็นบุญเขต. ชื่อว่ามีวิชชา ๓ เพราะมีวิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสญาณเป็นต้น. ชื่อว่าผู้เห็นอมตะ เพราะทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ย่อมชำนะเสนาของมาร ชื่อว่านมุจิ คือพาหนะของกิเลส ด้วยเสนาคือโพธิปักขิยธรรม จึงเป็นผู้ชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะชำนะเสนาแห่งมารนั้นนั่นแลอยู่เป็นสุข.
               บัดนี้ เมื่อจะกระทำเนื้อความที่ท่านกล่าวไว้ว่า อนาสโว ให้ปรากฏชัด จึงกล่าวคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ดังนี้เป็นต้น.
               คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า
               กิเลสเหล่าใดมีวัตถุภายในเป็นที่ตั้งและมีวัตถุภายนอกเป็นที่ตั้งมีอยู่ก่อน คือเกิดก่อนแต่การบรรลุอริยมรรคแห่งเรา อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัดแล้ว ตัดขาดแล้ว คือละได้แล้วโดยเด็ดขาด บัดนี้ แม้ในกาลบางคราวก็ไม่เกิดอีก คือจักไม่เกิดเลย.
               บัดนี้ เมื่อจะทำคำมารดาให้เป็นดุจขอสับ จึงชมเชยมารดา เพราะเหตุที่ตนบรรลุพระอรหัต จึงกล่าวคาถาว่า วิสารทา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา โข แปลว่า ปราศจากความขลาดโดยส่วนเดียว.
               เมื่อจะยกภาวะที่ตนเป็นบุตรคือโอรสของพระศาสดา เพราะมารดาและตนบรรลุพระอรหัต ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวกะมารดาว่า ภคนี ดังนี้.
               บทว่า เอตมตฺถํ อภาสยิ ความว่า ได้กล่าวอรรถอันเป็นโอวาทแก่เรานี้.
               ก็มารดาเมื่อให้โอวาทเราอย่างนี้ ไม่จัดว่าเป็นผู้แกล้วกล้าอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ ท่านก็เป็นผู้ไม่มีตัณหาทั้งในบุตรของท่าน คือเห็นจะไม่สนิทสนมทั้งในบุตรของท่าน หรือจะประโยชน์อะไรด้วยการกำหนดนี้. หมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่าไม่มีแก่ท่าน คือหมู่ไม้คือกิเลสมีอวิชชาเป็นต้นไม่มีในสันดานของท่านเลย ซึ่งท่านแนะนำให้เราประกอบในความสิ้นภพ.
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงว่า เราดำเนินตามโดยอาการที่ท่านแนะนำให้นั่นเอง จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปริยนฺตกตํ ทุกข์เราทำให้สิ้นแล้วดังนี้.
               ความของคำอันเป็นคาถานั้นรู้ได้ง่ายแล.

               จบอรรถกถาวัฑฒเถรคาถาที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๕. วัฑฒเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 338อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 339อ่านอรรถกถา 26 / 340อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6384&Z=6395
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :