ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓
๖. ทัททัลลวิมาน

               อรรถกถาทัททัลลวิมาน               
               ทัททัลลวิมาน มีคาถาว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น.
               ทัททัลลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี.
               ก็สมัยนั้น กุฎุมพีคนหนึ่งเป็นอุปัฏฐากของท่านพระเรวตเถระ จากนาลกคาม ได้มีธิดาสองคน คนหนึ่งชื่อภัททา อีกคนหนึ่งชื่อสุภัททา.
               ในธิดาสองคนนั้น นางภัททาไปสู่ตระกูลสามี นางมีศรัทธาเลื่อมใสฉลาด และเป็นหมัน. นางภัททาพูดกะสามีว่าฉันมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อสุภัททา พี่ไปนำเขามาเถิด หากน้องสุภัททานั้นพึงมีบุตร บุตรนั้นก็จะเป็นบุตรของฉันด้วย และวงศ์ตระกูลนี้ก็จะไม่สูญ.
               สามีรับคำได้ทำตามที่ภรรยาบอก.
               จึงนางภัททาได้สอนนางสุภัททาว่า น้องสุภัททา น้องต้องยินดีในการแจกทาน ไม่ประมาทในการประพฤติธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ประโยชน์ในปัจจุบันและสัมปรายภพ ก็จะอยู่ในเงื้อมมือของน้องแน่นอน. นางสุภัททาตั้งอยู่ในโอวาทของพี่สาว ปฏิบัติตามที่พี่สาวสอน วันหนึ่ง นางนิมนต์ท่านพระเรวตเถระ เป็นรูปที่ ๘ พระเถระหวังให้นางสุภัททา สร้างสมบุญจึงพาภิกษุ ๗ รูป โดยเป็นองค์สงฆ์ ไปเรือนของนาง. นางสุภัททามีจิตเลื่อมใส อังคาสท่านพระเรวตเถระและภิกษุเหล่านั้นด้วยของเคี้ยว ของบริโภคด้วยน้ำมือของตนเอง. พระเถระทำอนุโมทนาแล้วกลับ ครั้นต่อมา นางสุภัททาถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นสหายกับเทวดาชั้นนิมมานรดี. ส่วนนางภัททาได้ให้ทานในบุคคลทั้งหลาย แล้วก็ไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะจอมเทพ.
               ครั้งนั้น นางสุภัททาพิจารณาถึงสมบัติของตนครุ่นคิดอยู่ว่า เรามาเกิดในสวรรค์นี้ด้วยบุญอะไรหนอ จึงเห็นว่าเราตั้งอยู่ในโอวาทของพี่ภัททา จึงประสบสมบัตินี้ด้วยทักษิณาที่มุ่งไปในสงฆ์ พี่ภัททาไปเกิดที่ไหนหนอ ได้เห็นนางภัททานั้นไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะ จึงหวังจะอนุเคราะห์ ได้เข้าไปยังวิมานของนางภัททาเทพธิดา.
               นางภัททาเทพธิดา จึงถามนางสุภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
               ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรืองยศ ย่อมรุ่งโรจน์เกินทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้ เป็นครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงได้เรียกข้าพเจ้าโดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า.
               นางสุภัททาเทพธิดาจึงบอกแก่นางภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
               พี่ภัททา น้องชื่อสุภัททา ในภพครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ น้องได้เป็นน้องสาวของพี่ทั้งได้เป็นภรรยา ร่วมสามีกันกับพี่ด้วย น้องตายจากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดา ร่วมกับเทวดาชั้นนิมมานรดี.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน ได้แก่ สมบัติมีวรรณะเป็นต้น.
               บทว่า ทสฺสนํ นาภิชานามิ ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย.
               อธิบายว่า ท่านอันเราไม่เคยเห็น.
               ด้วยเหตุนั้น นางภัททาเทพธิดาจึงกล่าวว่า อิทํ ปฐมทสฺสนํ นี่เป็นการเห็นครั้งแรก.
               บทว่า กสฺมา กายา นุ อาคมฺม นาเมน ภาสเส มมํ ความว่า ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงเรียกชื่อเดิมข้าพเจ้าว่าภัททา.
               บทว่า ภทฺเท ในบทว่า อหํ ภทฺเท นี้ เป็นอาลปนะ.
               บทว่า สุภทฺทาทาสี ความว่า ข้าพเจ้าเคยเป็นน้องสาวของท่าน ชื่อสุภัททา.
               อธิบายว่า ในภพครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ น้องเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกันกับพี่ คือเป็นภรรยามีสามีคนเดียวกัน.
               นางภัททาเทพธิดาจึงถามต่อไปด้วยคาถา ๓ คาถาว่า
               แม่สุภัททา เธอจงบอกถึงการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลาย ได้สั่งสมบุญไว้อย่างเพียงพอ จึงจะมาบังเกิดได้ เธอได้มาบังเกิดในที่นี้ เพราะทำบุญสิ่งใดไว้ และใครเป็นผู้สั่งสอน เธอเป็นผู้รุ่งเรืองยศ และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีลเช่นไรไว้ แม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดบอกฉันด้วย.
               นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
               เมื่อชาติก่อน ฉันมีใจเลื่อมใสได้ถวายบิณฑบาต ๘ ที่แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูปด้วยมือของตนเอง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหูตกตกลฺยาณา เต เทเว ยนฺติ ความว่า สัตว์มีชีวิตทั้งหลายต้องทำความดีไว้มาก คือมีบุญมาก จึงจะไปคือไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี.
               โยชนาแก้ว่า เธอจงบอกกล่าวการอุบัติของตนในระหว่างเทพเจ้าเหล่านิมมานรดีทั้งหลายใด.
               บทว่า เกน วณฺเณน ได้แก่ เหตุอะไร.
               เอวศัพท์ในบทว่า กีทิเสเนว เป็นสมุจจยัตถะ (มีความรวม) ได้แก่ เช่นไร.
               ปาฐะว่า อยเมว วา หรือว่านี้แล.
               บทว่า สุพฺพเตน คือ มีวัตรงาม. อธิบายว่า มีศีลบริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
               บทว่า อฏฺเฐว ปิณฺฑปาตานิ นางสุภัททาเทพธิดากล่าวหมายถึงบิณฑบาตที่ถวายแก่ภิกษุ ๘ รูป.
               บทว่า อททํ แปลว่า ได้ถวายแล้ว.
               เมื่อนางสุภัททาเทพธิดาบอกอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดาจึงถามต่อไปว่า
               พี่ได้อังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ ครั้นถวายทานมากกว่าเธอแล้ว ก็ยังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายเพียงเล็กน้อย ทำไมจึงได้รับผลวิเศษไพบูลย์เช่นนี้เล่า ดูก่อนเทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว จงบอกว่านี่เป็นผลกรรมอะไร.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถปัญจมีวิภัตติ.
               นางสุภัททาได้บอกถึงกรรมที่ตนทำต่อไปว่า
               เมื่อชาติก่อน ฉันได้เห็นภิกษุผู้อบรมจิตใจ จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘ รูปมีพระเรวตเถระเป็นประธานด้วยภัตตาหาร พระเรวตเถระมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์แก่ฉัน จึงบอกฉันว่า จงถวายสงฆ์เถิด ฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณานั้นจึงเป็นสังฆทานอันตั้งไว้ในสงฆ์ซึ่งหาประมาณมิได้ ส่วนทานที่พี่ได้ถวายแก่ภิกษุเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า มโนภาวนีโย ได้แก่ ยังใจให้เจริญ คืออบรมเพื่อคุณอันยิ่ง.
               บทว่า สนฺทิฏฺโฐ ได้แก่ บอกกล่าวด้วยนิมนต์.
               ด้วยเหตุนั้น นางสุภัททาเทพธิดาจึงกล่าวว่า ตาหํ ภตฺเตน นิมนฺเตสึ เรวตํ อตฺตนฏฺฐมํ ความว่า ได้นิมนต์ภิกษุ ๘ รูปมีพระเรวตเถระเป็นประธานด้วยภัตตาหาร. ความว่า ฉันนิมนต์พระคุณเจ้าเรวตะผู้อบรมใจนั้น รวม ๘ รูปกับท่าน ด้วยภัตร.
               บทว่า โส เม อตฺถปุเรกฺขาโร ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ คือ แสวงหาประโยชน์เพื่อฉัน โดยการทำทานที่มีผลมาก.
               บทว่า สงฺเฆ เทหีติ มํ อโวจ ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะได้บอกฉันว่า ดูก่อนสุภัททา หากว่าท่านประสงค์จะถวายทานแก่ภิกษุ ๘ รูปไซร้ เพราะการถวายทานที่เป็นไปในสงฆ์มีผลมากกว่าการถวายทานที่เป็นไปในบุคคล ฉะนั้น ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด จงถวายทานเฉพาะสงฆ์เถิด ดังนี้.
               บทว่า ตํ คือ ทานนั้น.
               เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้น และประสงค์จะปฏิบัติอย่างนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น จึงกล่าวคาถาว่า
               พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานมีผลมาก หากพี่ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ จักเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทานและไม่ประมาทเป็นนิจ.
               ส่วนนางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่เทวโลกของตน.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทอดพระเนตรเห็นนางสุภัททาเทพธิดารุ่งเรืองครอบงำทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งสรีระ และได้สดับการสนทนาของเทพธิดาทั้งสอง เมื่อนางสุภัททาเทพธิดาหายไปในทันใดนั้นเอง เมื่อไม่รู้จักชื่อ จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า
               ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใครมาสนทนาอยู่กับเธอ มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด.
               นางภัททาเทพธิดาจึงทูลแด่ท้าวสักกะว่า
               ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดาผู้นั้น เมื่อชาติก่อนเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และยังเคยร่วมสามีเดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอทำบุญถวายสังฆทานจึงรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เพคะ.
               จึงท้าวสักกะเมื่อจะสรรเสริญความที่สังฆทานมีผลมากจึงตรัสว่า
               ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอรุ่งเรืองกว่าเธอ ก็เพราะในชาติก่อนได้ถวายสังฆทานซึ่งมีผลไม่มีที่เปรียบได้ ความจริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ให้แล้วในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใด จึงจะมีผลมาก.
               พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้ง ถึงผลแห่งการถวายทานในเขตที่มีผลมากกว่าท่านผู้ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง ตั้งมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก.
               พระสงฆ์แลเป็นผู้มีคุณยิ่งใหญ่ไพบูลย์ ไม่มีที่เปรียบได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ได้. ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นผู้ทำแสงสว่างได้แก่นำแสงสว่างคือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วมาชี้แจง เขาเหล่าใดถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาชอบแล้ว เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก ระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมด้วยรากเหง้า ไม่มีใครติเตียนได้ ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงฐานะอันเป็นสวรรค์.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยเหตุ หรือโดยความถูกต้อง.
               บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.
               บัดนี้ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุที่กล่าวว่า ธมฺเมน ดังนี้นั้น จึงตรัสว่า ยํ สงฺฆสฺมึ อปฺปเมยฺเย ปติฏฺฐาเปสิ ทกฺขิณํ การถวายสังฆทานไม่มีอะไรเปรียบได้.
               บทว่า อปฺปเมยฺเย ได้แก่ ไม่อาจคาดคะเนด้วยคุณภาพ และผลวิเศษของการกบุคคลที่ถวายในท่านได้.
               ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความนี้ เฉพาะพระพักตร์ และทรงกำหนดเฉพาะพระพักตร์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุจฺฉิโต ฉันได้ทูลถามแล้ว ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชมานานํ คือ ให้อยู่.
               แสดงถึงการลบนิคหิตในบทว่า ปุญฺญเปกฺขาน ปาณินํ ได้แก่ ของสัตว์ทั้งหลายผู้หวังผลแห่งบุญ.
               บทว่า โอปธิกํ คือ ขันธ์ ๕ ชื่ออุปธิ. ชื่อว่าโอปธิกะ เพราะสร้างขันธ์ ๕ เป็นปกติ หรือขวนขวายให้เกิดขันธ์ ได้แก่ให้เกิดอัตภาพ คือให้วิบากอันเป็นไปในปฏิสนธิ.
               บทว่า ชานํ กมฺมผลํ สกํ ได้แก่ รู้บุญและผลแห่งบุญของสัตว์ทั้งหลายด้วยตนเอง ดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น หรือบทว่า สกํ ท่านแผลง เป็น อธิบายว่า สยํ อตฺตนา คือด้วยตนเอง.
               บทว่า ปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติอยู่ คือตั้งอยู่ในมรรค.
               บทว่า อุชุภูโต ได้แก่ ทักขิไณยบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ตรงด้วยการปฏิบัติตรง.
               บทว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยปัญญาและศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิและศีล คือประกอบแล้วด้วยทิฏฐิอันเป็นอริยะ และด้วยศีลอันเป็นอริยะ.
               ท่านชี้ถึงความเป็นสงฆ์ชั้นเยี่ยมของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิและศีลนั้น ด้วยบทว่า อุชุภูโต นั้น. ก็ชื่อว่าสงฆ์ เพราะสืบต่อกันมาด้วยทิฏฐิและศีลเสมอกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง จิตตั้งมั่นแล้วเป็นสมาธิ. ชื่อว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต เพราะมีปัญญา ศีลและสมาธิ. ท่านชี้ถึงความเป็นทักขิไณยบุคคลของสงฆ์นั้น เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตรสิกขาเป็นต้นด้วยบทว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต นั้น.
               บทว่า วิปุโล มหคฺคโต ชื่อว่ามหัคคตะ เพราะพระสงฆ์ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณทั้งหลาย. ชื่อว่าวิปุละ เพราะเป็นเหตุให้เกิดผลไพบูลย์แก่การกบุคคลผู้ถวายทานในท่าน.
               บทว่า อุทธีว สาคโร ความว่า พระสงฆ์นั้นว่าโดยคุณหาอะไรเปรียบมิได้ เหมือนอย่างสาครมีชื่อว่าอุทธิ เพราะเป็นที่ทรงน้ำไว้ ยากที่จะหาอะไรเปรียบได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ทะนาน.
               หิ ศัพท์ในบทว่า เอเตหิ เป็นนิบาตลงในอวธารณะ มีความว่า เอเต เจว เสฏฺฐา พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยาวตา ภิกฺขเว สงฺฆา วา คณา วา ตถาคตสาวกสงฺโฆ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี เรากล่าวว่า สงฆ์ผู้เป็นสาวกของตถาคต เป็นผู้เลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น ดังนี้.
               บทว่า นรวีรสาวกา ได้แก่ สาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรในหมู่นรชนทั้งหลาย.
               บทว่า ปภงฺกรา ได้แก่ ทำแสงสว่าง คือญาณแก่ชาวโลก.
               บทว่า ธมฺมมุทีรยนฺติ ได้แก่ แสดงธรรม.
               ถามว่า อย่างไร.
               ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดิษฐานแสงสว่างแห่งพระธรรมไว้ในอริยสงฆ์.
               บทว่า เย สงฺฆมุทฺทิสฺส ททนฺติ ทานํ ความว่า สัตว์เหล่าใดถวายทานมุ่งต่ออริยสงฆ์ ในสมมติสงฆ์ แม้โดยที่สุดโคตรภูสงฆ์ เป็นอันว่าสัตว์เหล่านั้นถวายทานดีแล้ว แม้การบูชาด้วยการเคารพและต้อนรับก็เป็นการบูชาดีแล้ว แม้บูชาด้วยเครื่องบูชาใหญ่ก็เป็นการบูชาดีแล้วเหมือนกัน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทานมีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว.
               อธิบายว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญยกย่องชมเชยถึงทานที่มีผลมากโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ เราไม่กล่าวว่า ปาฏิบุคลิกทานมีผลมากกว่า สังฆทานด้วยปริยายอะไรๆ เลย สังฆทานเป็นประมุขของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแลเป็นประมุขของผู้บูชา และพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.
               บทว่า เอตาทิสํ ปุญฺญมนุสฺสรนฺตา ความว่า ระลึกถึงทานที่ตนทำมุ่งสงฆ์เช่นนี้.
               บทว่า เวทชาตา ได้แก่ เกิดโสมนัส.
               บทว่า วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ ความว่า ความตระหนี่ชื่อว่าเป็นมลทิน เพราะทำจิตให้เศร้าหมอง หรือว่า ความตระหนี่ด้วยมลทินมีริษยา โลภะและโทสะเป็นต้นด้วย ชื่อว่า มจเฉรมลํ ความตระหนี่และมลทิน.
               โยชนาแก้ว่า กำจัดคือนำออก ข่มมลทินคือความตระหนี่ พร้อมทั้งรากเหง้ามีความไม่รู้ความสงสัย และความผันแปรเป็นต้นเสียได้ ทั้งไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงฐานะ คือสวรรค์.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงบอกความเป็นไปทั้งหมดนี้ แก่ท่านมหาโมคคัลลานะด้วยคาถามีอาทิว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้.
               ท่านมหาโมคคัลลานะจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องราวแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมพร้อมเพรียงกัน. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาทัททัลลวิมาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๖. ทัททัลลวิมาน จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 33อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 34อ่านอรรถกถา 26 / 35อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=1171&Z=1252
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com