ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต
๑๐. ยสทัตตเถรคาถา

               อรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐               
               คาถาของท่านพระยสทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุปารมฺภจิตฺโต ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ.
               จริงอย่างนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ ละกามทั้งหลายบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า.
               วันหนึ่ง ท่านเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสประคองอัญชลีชมเชย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ในมัลลรัฐ ได้นามว่ายสทัตตะ ไปยังเมืองตักกสิลา ศึกษาศิลปะทั้งปวง เที่ยวจาริกไปกับปริพาชกชื่อว่าสภิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในกรุงสาวัตถีโดยลำดับ
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่สภิยปริพาชกถาม ตนเองก็นั่งฟังมุ่งเพ่งโทษว่า เราจักแสดงโทษในวาทะของพระสมณโคดม.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระแห่งจิตของเขา เมื่อจะประทานโอวาทในเวลาจบสภิยสุตตเทศนา๑- จึงได้ตรัส ๕ คาถาเหล่านี้ว่า๒-
                                   คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอน
                         ของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือน
                         ฟ้ากับดินฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ
                         ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม
                         เหมือนพระจันทร์ข้างแรมฉะนั้น.
                                   คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอน
                         ของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยวแห้งในสัทธรรม เหมือน
                         ปลาในน้ำน้อยฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะ
                         ยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมไม่งอกงาม
                         ในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นาฉะนั้น.
                                   ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของท่าน
                         ผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่ง
                         ธรรมอันไม่กำเริบ พึงบรรลุความสงบอย่างยอดเยี่ยม เป็น
                         ผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน.

____________________________
๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖๔  ๒- ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๔๔

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปารมฺภจิตฺโต ได้แก่ มีจิตคิดจะยกโทษ. อธิบายว่า มีความประสงค์จะยกโทษ.
               บทว่า ทุมฺเมโธ แปลว่า ผู้มีปัญญาทราม.
               บทว่า อารกา โหติ สทฺธมฺมา ความว่า บุคคลนั้นคือผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้อยู่ในที่ไกลจากสัทธรรม คือการปฏิบัติ เหมือนปฐพีไกลจากฟ้าฉะนั้น. จะป่วยกล่าวไปไยถึงปฏิเวธสัทธรรมเล่า เมื่อท่านประกอบถ้อยคำที่ขัดแย้งกัน โดยนัยมีอาทิว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ สัทธรรมคือการปฏิบัติอันสงบละเอียด จักมีแต่ที่ไหน?
               บทว่า ปริหายติ สทฺธมฺมา ความว่า ท่านเสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ ทั้งจากสัทธรรมมีศรัทธาเป็นต้น.
               บทว่า ปริสุสฺสติ ความว่า ย่อมเหี่ยวแห้งจากความไม่มีธรรมอันเป็นกุศล มีปีติและปราโมทย์เป็นต้น ของคนผู้อิ่มกายอิ่มใจ.
               บทว่า น วิรูหติ ความว่า ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงาม.
               บทว่า ปูติกํ ความว่า ถึงความเป็นของเน่า เพราะไม่มีการให้การฉาบทาด้วยโคมัย.
               บทว่า ตุฏฺเฐน จิตฺเต เป็นตติยาวิภัตติใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ. อธิบายว่า เป็นผู้มีใจยินดี เบิกบาน.
               บทว่า เขเปตฺวา ได้แก่ ตัดขาดแล้ว.
               บทว่า อกุปฺปตํ แปลว่า ไม่กำเริบ (พระอรหัต).
               บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว.
               บทว่า ปรมํ สนฺตึ ได้แก่ อนุปาทิเสสนิพพาน.
               ก็การบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานนั้น คือการรอกาละ (ตาย) อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กาลไรๆ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดงอนุปาทิเสสนิพพานนั้น ท่านจึงกล่าวว่าผู้ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน.
               ท่านอันพระศาสดาทรงโอวาทอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความสังเวช บวชเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
               เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๓-
               เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรืองเหมือนต้นกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์ดุจทองคำ เราวางคณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรองธมกรก ทำหนังเสือเฉวียงบ่าแล้วก็สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า
               ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัดความมืดมิด ซึ่งอากูลไปด้วยข่ายคือโมหะ ทรงแสดงแสงสว่างแห่งพระญาณแล้ว เสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณเป็นประมาณเครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วยพระญาณนั้น โลกจึงขนานนามพระองค์ว่าสัพพัญญู
               ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ผู้มีเพียรใหญ่ ทรงทราบธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ได้ เราสดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๓- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒๔

               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลก็ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เหมือนกัน.

               จบอรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๐. ยสทัตตเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 343อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 344อ่านอรรถกถา 26 / 345อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6445&Z=6456
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com