ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต
๔. กุลลเถรคาถา

               อรรถกถากุลลเถรคาถาที่ ๔               
               คาถาของท่านพระกุลลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กุลฺโล สิวถิกํ ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าอันมีในกาลก่อน ได้ก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลกุฎุมพี ในนครสาวัตถี รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธาจึงบวช และท่านเป็นผู้มีราคะกล้ามาแต่กำเนิด เพราะเป็นผู้มีราคะจริต ด้วยเหตุนั้น กิเลสทั้งหลายจึงครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่เป็นเนืองนิตย์.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบจิตจริยาของท่าน จึงทรงประทานอสุภกรรมฐานแล้วตรัสว่า ดูก่อนกุลละ เธอพึงเที่ยวจาริกไปในป่าช้าเนืองๆ. ท่านจึงเข้าป่าช้าเห็นอสุภทั้งหลายนั้นๆ มีศพพองขึ้นเป็นต้น จึงยังมนสิการถึงอสุภให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่พอออกจากป่าช้าเท่านั้นก็ถูกกามราคะครอบงำเอา.
               พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นของเธออีก วันหนึ่ง ในเวลาที่เธอไปที่ป่าช้า จึงทรงเนรมิตแสดงรูปหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งผู้ตายยังไม่นาน มีผิวพรรณยังดีอยู่ พอเธอเห็นรูปหญิงนั้น ก็เกิดราคะขึ้นฉับพลัน เหมือนเกิดราคะในสิ่งที่เป็นวิสภาคซึ่งมีชีวิตอยู่ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น เมื่อเธอกำลังเพ่งดูอยู่นั้นแล พระศาสดาจึงทรงแสดงรูปหญิงนั้นให้มีของไม่สะอาดไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ (ทวาร ๙) มีหมู่หนอนคลาคล่ำ น่ากลัว มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูลยิ่ง. เธอเพ่งดูรูปนั้นอยู่ ได้มีจิตคลายกำหนัดแล้ว.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแผ่พระโอภาสแสงสว่างไป เมื่อจะยังสติให้เกิดแก่เธอ จึงตรัสว่า
                                   ดูก่อนกุลละ เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย
                         ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ไหลเข้าไหลออกอยู่ อันหมู่คนพาล
                         ชื่นชมกันยิ่งนัก.

               พระเถระได้ฟังดังนั้นจึงพิจารณาสภาพของสรีระร่างโดยชอบทีเดียว กลับได้อสุภสัญญา ทำปฐมฌานให้บังเกิดในอสุภสัญญานั้น แล้วทำปฐมฌานนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยอำนาจอุทานว่า
                                   เราผู้ชื่อว่ากุลละ ไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพหญิง
                         คนหนึ่ง เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดอยู่.
                                   ดูก่อนกุลละ ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่
                         สะอาด เป็นของเปื่อยเน่า มีของโสโครกไหลเข้าไหลออก
                         อยู่อันหมู่คนพาลชื่นชมกันยิ่งนัก. เราได้ถือเอาแว่นธรรม
                         ส่องดูร่างกายอันไร้ประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกนี้
                         ด้วยการบรรลุญาณทัสสนะ.
                                   สรีระของเรานี้ฉันใด ซากศพนั่นก็ฉันนั้น ซากศพนั่น
                         ฉันใด สรีระของเรานี้ก็ฉันนั้น. ร่างกายเบื้องต่ำฉันใด ร่าง
                         กายเบื้องบนก็ฉันนั้น ร่างกายเบื้องบนฉันใด ร่างกายเบื้อง
                         ต่ำก็ฉันนั้น.
                                   กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลาง
                         วันก็ฉันนั้น เมื่อก่อนฉันใด ภายหลังก็ฉันนั้น ภายหลังฉันใด
                         เมื่อก่อนก็ฉันนั้น.
                                   ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้นย่อมไม่มีแก่เรา
                         ผู้มีจิตแน่วแน่ ผู้พิจารณาเห็นธรรมแจ่มแจ้งโดยชอบอยู่.

               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กุลฺโล นี้ พระเถระกล่าวถึงเฉพาะตน ทำให้เป็นเหมือนคนอื่น.
               บทว่า อาตุรํ ได้แก่ ถูกความทุกข์นานัปการบีบคั้นอยู่เนืองนิตย์.
               บทว่า อสุจึ ได้แก่ เว้นจากความสะอาด คือน่าเกลียด เป็นของปฏิกูล.
               บทว่า ปูตึ แปลว่า มีกลิ่นเหม็น.
               บทว่า ปสฺส ความว่า จงตรวจดูโดยสภาวะ.
               ด้วยบทว่า กุลละ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระในเวลาประทานโอวาท แต่ในเวลาเปล่งอุทาน พระเถระพูดกะตนด้วยตนเอง.
               บทว่า สมุสฺสยํ ได้แก่ สรีระ.
               บทว่า อุคฺฆรนฺตํ ได้แก่ มีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลเบื้องบน.
               บทว่า ปคฺฆรนฺตํ ได้แก่ และมีของไม่สะอาดไหลออกรอบๆ ปากแผลเบื้องล่าง.
               บทว่า พาลานํ อภินนฺทิตํ ความว่า อันหมู่คนพาลคือพวกอันธปุถุชนยึดมั่นชื่นชมว่าเรา ว่าของเรา ด้วยความชื่นชมคือทิฏฐิและตัณหาทั้งหลาย.
               บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันล้วนแล้วด้วยธรรม.
               เหมือนอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นคุณและโทษที่หน้าหรือกายของตนด้วยแว่นฉันใด วิปัสสนาญาณอันเป็นเหตุให้พระโยคาวจรเห็นตามเป็นจริงซึ่งธรรม คือความเศร้าหมองและความผ่องแผ้ว ในอัตภาพก็ฉันนั้น ท่านเรียกว่าธรรมาทาส แว่นธรรมในที่นี้. ทำวิปัสสนาญาณนั้นให้เกิดขึ้นในสันดานของตน เพื่อบรรลุถึงญาณทัสสนะ คือดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือมรรคญาณ.
               บทว่า ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ ความว่า เราได้พิจารณาโดยเฉพาะ คือเห็นด้วยญาณจักษุซึ่งกรัชกายนี้ ชื่อว่าไร้ประโยชน์ เพราะเว้นจากความเที่ยงและแก่นสาร ชื่อว่าทั้งภายในและภายนอก เพราะจำแนกออกเป็นสันดานตนและสันดานคนอื่น.
               ก็เพื่อจะแสดงวิธีการที่เราพิจารณาเห็น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สรีระของเรานี้ฉันใด ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา อิทํ ตถา เอตํ ความว่า อสุภกล่าวคือสรีระของเรานี้ แสดงกิริยาอันเปรียบด้วยมายาต่างๆ ชนิด เพราะอายุ ไออุ่นและวิญญาณยังไม่ปราศจากไปฉันใด สรีระที่ตายแล้วนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้มีแล้วเพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปราศจากไปในกาลก่อน. สรีระที่ตายแล้วในบัดนี้นั้น ไม่แสดงกิริยาไรๆ เพราะธรรมเหล่านั้น (คือ อายุ ไออุ่นและวิญญาณ) ปราศจากไปฉันใด แม้สรีระของเรานี้ก็ฉันนั้นจักพินาศไปเป็นแท้ เพราะธรรมเหล่านั้นปราศจากไป.
               เหมือนอย่างว่า บัดนี้ สรีระของเรานี้ยังไม่ตาย ยังไม่นอนในป่าช้า คือยังไม่เข้าถึงภาวะของศพที่พองขึ้นเป็นต้นฉันใด แม้สรีระที่ตายแล้วในบัดนี้นั่นก็ฉันนั้น ในกาลก่อนได้มีแล้ว.
               อนึ่ง สรีระที่ตายแล้วในบัดนี้นั่น นอนอยู่ในป่าช้า เข้าถึงภาวะเป็นศพขึ้นพองเป็นต้นฉันใด แม้สรีระของเรานี้ก็จักเป็นฉันนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง สรีระของเรานี้ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด เป็นของปฏิกูล ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาฉันใด แม้สรีระที่ตายแล้วนั่นก็ฉันนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง สรีระที่ตายแล้วนั่น มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้น และมีสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้นฉันใด แม้สรีระของเรานี้ก็ฉันนั้น.
               บทว่า ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ความว่า กายนี้ เบื้องล่างคือเบื้องต่ำจากสะดือลงไป ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูล ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาฉันใด และในเบื้องบนคือเบื้องสูงจากสะดือขึ้นไป ก็มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันนั้น.
               บทว่า ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ ความว่า อนึ่ง ในเบื้องบนจากสะดือขึ้นไป มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันใด ในเบื้องต่ำคือเบื้องล่างจากสะดือลงไปก็ฉันนั้น.
               บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า กายนี้ในตอนกลางวันมีของไม่สะอาดไหลออก โดยนัยเป็นว่า ขี้ตาไหลออกจากนัยน์ตาฉันใด แม้ในตอนกลางคืนก็ฉันนั้น.
               บทว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า อนึ่ง ในตอนกลางคืน กายนี้มีของไม่สะอาดไหลออกฉันใด แม้ในตอนกลางวันก็ฉันนั้น, โดยการจำแนกกาล กายนี้ไม่มีความแตกต่างกัน.
               บทว่า ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ความว่า กายนี้ เมื่อก่อนคือในกาลก่อน ได้แก่ในเวลาเป็นเด็กหนุ่มก็เป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูลฉันใด ภายหลังคือในเวลาแก่ก็ฉันนั้น และภายหลังคือในเวลาแก่มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันใด เมื่อก่อนคือในตอนเป็นเด็กหนุ่มก็ฉันนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้พึงทราบอรรถอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนคือในอดีตกาล ได้แก่ในเวลายังมีวิญญาณ มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นและมีสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้นฉันใด. ภายหลังคือในอนาคตกาลได้แก่ในเวลาไม่มีวิญญาณก็ฉันนั้น.
               บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ตูริเยน ความว่า ความยินดีเช่นนั้นคือเห็นปานนั้น ได้แก่ความชอบใจในความสุข ย่อมไม่มีแก่อิสรชนผู้เพียบพร้อมด้วยกามสุข ซึ่งเขาบำเรออยู่ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ คือประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้ คือ อาตตะ กลองหุ้มหนังหน้าเดียวคือรำมะนา, วิตตะ กลองหุ้มทั้งสองหน้า คือตะโพน. อาตตะวิตตะ หุ้มทั้งหมดคือบัณเฑาะว์, สุสิระ ปี่, ฆนะ ฉิ่ง.
               บทว่า ยถา เอกคฺคจิตฺตสฺส สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ความว่า ความยินดีในกามย่อมไม่เข้าถึงแม้แต่เสี้ยวของความยินดีในธรรม แห่งพระโยคาวจรผู้กระทำสมถะและวิปัสสนาให้ยุคนัทธรรม กระทำควบคู่กันไป แล้วพิจารณาความเกิดและความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย ด้วยวิปัสสนาอันดำเนินตามวิถี โดยภาวะที่อินทรีย์ทั้งหลายมีรสะ คือหน้าที่เดียวกัน.
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                                   ในกาลใดๆ พระโยคีพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ
                         ความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ ย่อมได้ความ
                         ปีติและปราโมทย์ นั้นเป็นอมตะของท่านผู้รู้แจ้งทั้งหลาย.

               และคาถาเหล่านี้แหละเป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผลของพระเถระ.

               จบอรรถกถากุลลเถรคาถาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๔. กุลลเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 349อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 350อ่านอรรถกถา 26 / 351อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6537&Z=6549
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com