ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต
๔. จูฬปันถกเถรคาถา

               อรรถกถาจูฬปันถกเถรคาถาที่ ๔               
               มีคาถาของท่านพระจูฬปันถกเถระว่า ทนฺธา มยฺหํ คติ ดังนี้เป็นต้น.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               ท่านกล่าวคำที่จะพึงกล่าวในเรื่องนี้ ด้วยอำนาจเหตุเกิดแห่งเรื่องไว้ในอัฏฐกนิบาต เรื่องมหาปันถกแล้วนั่นแล.
               ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :-
               พระมหาปันถกเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่พระอรหัตผล คิดแล้วว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะสามารถให้จูฬปันถกดำรงอยู่ในความสุขอย่างนี้บ้าง.
               พระมหาปันถกเถระนั้นจึงเข้าไปหาธนเศรษฐีผู้เป็นโยมตาของตนแล้วกล่าวว่า โยมตาผู้เป็นมหาเศรษฐี ถ้าโยมจะอนุญาตไซร้, อาตมภาพจะพึงให้จูฬปันถกบวชบ้าง. โยมตาเรียนว่า นิมนต์ให้เขาบวชเถิดพระคุณท่าน. พระเถระจึงให้จูฬปันถกนั้นบวชแล้ว.
               จูฬปันถกนั้นดำรงมั่นอยู่ในศีล ๑๐ ประการแล้ว เรียนคาถาในสำนักของพระพี่ชายว่า :-
                                   ดอกบัวชื่อว่าโกกนุท มีกลิ่นหอมฟุ้ง เบ่งบาน
                         ตั้งแต่เช้าตรู่ พึงเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอมยังไม่สิ้นไป
                         ฉันใด เธอจงดูพระอังคีรสเจ้า พระองค์รุ่งเรืองอยู่ดุจ
                         พระอาทิตย์รุ่งโรจน์อยู่ในกลางหาวฉันนั้น ดังนี้.

               โดย ๔ เดือน ก็ไม่สามารถจะจดจำได้, บทที่เรียนแล้วท่องแล้วไม่ได้ติดอยู่ในหัวใจท่านเสียเลย. ต่อมา พระมหาปันถกจึงกล่าวแก่ท่านว่า ปันถกเอ๋ย เธอเป็นคนอาภัพในศาสนานี้เสียแล้ว, ตั้ง ๔ เดือนล่วงไปแล้ว เธอก็ไม่สามารถจะจดจำแม้คาถาเดียวได้, ก็เธอจักทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไรเล่า เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถอะ.
               จูฬปันถกนั้นถูกพระเถระขับไล่ จึงไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้ซุ้มประตู.
               ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ที่อัมพวนารามของหมอชีวก.
               ลำดับนั้น หมอชีวกส่งบุรุษไปว่า เธอจงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปมา. ก็สมัยนั้น ท่านมหาปันถกเป็นพระภัตตุทเทสก์ (ผู้แจกภัต). พระมหาปันถกนั้นผู้อันทายกนิมนต์ว่า ขอท่านจงรับภิกษาเพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปเถิด ดังนี้ก็กล่าวว่า อาตมภาพจะรับภิกษาเพื่อภิกษุทั้งหลายที่เหลือ ยกเว้นจูฬปันถก. พระจูฬปันถกได้ฟังดังนั้นได้มีความโทมนัสเพิ่มขึ้น.
               พระศาสดาทรงทราบว่า จูฬปันถกมีความทุกข์ใจแล้ว จึงทรงดำริว่า จูฬปันถกจักตรัสรู้ด้วยอุบายที่เราสร้างขึ้นมา ดังนี้แล้วจึงแสดงพระองค์ในที่ไม่ไกลจูฬปันถกนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ปันถกเป็นอะไร เธอจึงร้องไห้.
               จูฬปันถกกราบทูลว่า พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ปันถกเอ๋ย อย่าคิดอะไรไปเลย, เธอบวชแล้วในศาสนาของเรา, เธอจงมาเถิด จงรับเอาสิ่งนี้แล้วจงทำบริกรรมในใจว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้ จึงทรงตระเตรียมท่อนผ้าอันสะอาดด้วยฤทธิ์ แล้วทรงพระราชทานให้.
               พระจูฬปันถกนั้นนั่งเอามือลูบท่อนผ้าที่พระศาสดาพระราชทานบริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้.
               เมื่อเธอบริกรรมลูบท่อนผ้านั้นอยู่ ความเศร้าหมองก็เกิดขึ้น. เมื่อลูบไปอีก ท่อนผ้านั้นก็กลายเป็นเช่นกับผ้าเช็ดหม้อข้าว. เพราะเธอมีญาณแก่รอบแล้ว เธอจึงคิดอย่างนี้ว่า ท่อนผ้านี้แต่เดิมเป็นของสะอาด กลายเป็นอย่างอื่น เศร้าหมองไป เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระนี้ เพราะฉะนั้น ท่อนผ้านี้เป็นอนิจจังแม้ฉันใด ถึงจิตก็เป็นอนิจจังฉันนั้น ดังนี้แล้วจึงเริ่มตั้งความสิ้นไปเสื่อมไป ทำฌานให้เกิดขึ้น ในเพราะนิมิตนั้นนั่นแล เริ่มตั้งวิปัสสนา อันมีฌานเป็นบาทแล้ว บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑- :-
               เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้น เราก็อยู่ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสอง ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
               พระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบานเข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีจักษุทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดกว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ
               (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
               ดาบสนี้จักเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัป และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๓๔ ครั้ง จะท่องเที่ยวไปสู่กำเนิดใดๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ
               ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้นี้จักได้ความเป็นมนุษย์ เขาจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยใจ จักมีพี่น้องชาย ๒ คนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง
               เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามีปัญญาเขลา เพราะเราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังในความเป็นสมณะ.
               ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเรา ทรงจับเราที่แขน พาเข้าไปในสังฆาราม พระศาสดาได้ทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้ วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้ว จึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุพระอรหัต เราถึงที่สุดในฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๖

               ด้วยอรหัตมรรคนั่นแล พระไตรปิฎกและอภิญญา ๕ ได้มาถึงแล้วแก่พระจูฬปันถกนั้น. พระศาสดาเสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๔๙๙ รูป แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่บุคคลจัดแจงไว้แล้วในบ้านของหมอชีวก, ส่วนพระจูฬปันถกไม่ได้ไป เพราะพระพี่ชายไม่ได้รับนิมนต์เพื่อภิกษาไว้สำหรับตน.
               พอหมอชีวกเริ่มจะถวายข้าวยาคู พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรเสีย. เมื่อหมอชีวกกราบทูลว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงรับ พระเจ้าข้า ดังนี้ พระองค์จึงตรัสว่า ในวิหารยังมีภิกษุอยู่ ๑ รูป ชีวก.
               หมอชีวกนั้นจึงส่งคนใช้ไปว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปพาพระคุณเจ้าที่นั่งอยู่ในวิหาร แล้วนำมา. แม้พระจูฬปันถกเถระ ก็นั่งนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปให้ไม่เหมือนกัน แต่ละรูปมีรูปร่างและการกระทำคนละอย่าง. คนใช้นั้นเห็นว่าภิกษุในวิหารมีมากรูป จึงไปบอกหมอชีวกว่า ในวิหารมีภิกษุสงฆ์มากกว่าภิกษุสงฆ์นี้. กระผมไม่รู้จักพระคุณเจ้าที่ให้ไปนิมนต์มา. หมอชีวกทูลถามพระศาสดาอีกครั้งว่า ภิกษุที่นั่งอยู่ในวิหารชื่ออะไร พระเจ้าข้า? พระศาสดาตรัสว่า ชื่อจูฬปันถก ชีวก. หมอชีวกสั่งคนใช้อีกว่า แน่ะพนาย เธอจงไปแล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก แล้วจงนิมนต์ท่านรูปนั้นมา.
               คนใช้นั้นไปยังวิหาร แล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก ขอรับ? ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปก็ตอบพร้อมกันทีเดียวว่า เราชื่อจูฬปันถก เราชื่อจูฬปันถก. คนใช้นั้นกลับมาบอกความเป็นไปแก่หมอชีวกอีก. เพราะความที่ตนแทงตลอดสัจจะแล้ว หมอชีวกจึงรู้โดยนัยว่า พระคุณเจ้านี้เห็นจะมีฤทธิ์ แล้วกล่าวว่า แน่ะพนาย เธอจงไปกล่าวกะพระคุณเจ้าด้วยการพูดครั้งเดียวว่า พระศาสดารับสั่งหาท่าน แล้วจงจับที่ชายจีวรเถิด. คนใช้นั้นไปวิหารแล้ว ได้ทำตามนั้น, ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุที่นิรมิตแล้วทั้งหลายก็หายไป. คนใช้นั้นได้พาพระเถระไปแล้ว.
               ในขณะนั้น พระศาสดาทรงรับประเคนข้าวยาคู และอาหารต่างชนิดมีของที่ควรเคี้ยวเป็นต้น.
               เมื่อพระทศพลทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับไปยังวิหาร.
               การสนทนากันก็เกิดขึ้นในโรงธรรมสภาว่า โอหนอ อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำให้จูฬปันถก ผู้แม้ไม่สามารถจะเล่าเรียนคาถา ๑ ใน ๔ เดือนได้ ทำให้ท่านมีฤทธิ์มากอย่างนั้น โดยขณะอันเร็วพลันทีเดียว.
               พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น จึงเสด็จมาประทับนั่งบนพุทธอาสน์แล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังพูดกันถึงเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จูฬปันถกตั้งอยู่ในโอวาทของเราแล้ว ได้โลกุตรสมบัติ. ส่วนในชาติก่อนได้โลกิยสมบัติ ดังนี้ ถูกภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงได้ตรัสจูฬเศรษฐีชาดก.
               ในกาลต่อมา พระศาสดาอันหมู่แห่งพระอริยเจ้าแวดล้อมแล้ว ประทับนั่งบนธรรมาสน์แล้ว ตั้งจูฬปันถกนั้นไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้นิรมิตกายอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ทางใจ และผู้ฉลาดในการพลิกกลับทางใจ.
               สมัยต่อมา พระจูฬปันถกนั้นถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า ท่านเป็นคนโง่ทึบถึงอย่างนั้นแล้ว ตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายได้อย่างไร?
               ท่านเมื่อจะประกาศถึงข้อปฏิบัติของตน ตั้งต้นแต่ถูกพระพี่ชายขับไล่มา จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ :-
                                   เมื่อก่อน ญาณคติเกิดแก่เราช้า เราจึงถูกดูหมิ่น
                         และพระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงกลับไปเรือนเดี๋ยวนี้เถิด
                         เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้ว ไปยืนร้องไห้อยู่ที่ใกล้ซุ้ม
                         ประตูสังฆาราม เพราะยังมีความอาลัยในพระศาสนา
                                   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบ
                         ศีรษะเราทรงจับแขนเราพาเข้าไปสู่สังฆาราม พระศาสดา
                         ทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เรา ตรัสว่า
                         จงอธิษฐานผ้าสะอาดผืนนี้ ให้ตั้งมั่นดี โดยมนสิการว่า
                         รโชหรณํ ๆ ผ้าสำหรับเช็ดธุลีๆ จงตั้งจิตให้มั่น นั่ง ณ ที่
                         ควรข้างหนึ่ง เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว เกิดความ
                         ยินดีในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุ
                         ประโยชน์อันสูงสุด เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ชำระทิพย
                         จักษุให้หมดจดแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ คำสั่งสอนของพระ
                         พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
                                   พระจูฬปันถกเถระได้นิรมิตตนขึ้นพันหนึ่ง นั่งอยู่
                         ที่ชีวกัมพวันอันรื่นรมย์ จนถึงเวลาเขามานิมนต์ ครั้งนั้น
                         พระศาสดาทรงส่งทูตไปบอกเวลาภัตตาหารแก่เรา เมื่อทูต
                         บอกเวลาภัตตาหารแล้ว เราได้เข้าไปเฝ้าโดยทางอากาศ
                         ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
                         ข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระศาสดาทรงรับรองเราผู้ถวายบังคม
                         แล้วนั่งอยู่ เราเป็นผู้ควรบูชาของชาวโลกทั้งปวง เป็นผู้ควร
                         รับของอันเขานำมาบูชา เป็นนาบุญแห่งหมู่มนุษย์ ได้รับ
                         ทักษิณาทานแล้ว.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺธา ได้แก่ เขลา คืออ่อนกำลัง เพราะว่าไม่สามารถจะใช้เวลา ๔ เดือนเล่าเรียนคาถาอันประกอบด้วยบาททั้ง ๔ ได้.
               บทว่า คตี ได้แก่ ญาณคติ.
               บทว่า อาสิ ได้แก่ อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว.
               บทว่า ปริภูโต ได้แก่ ถูกดูหมิ่นจากพระพี่ชายนั้นนั่นแลว่า เป็นคนหลงลืม ไม่มีความรู้ ดังนี้.
               บทว่า ปุเร ได้แก่ ในกาลก่อน คือในเวลาเป็นปุถุชน.
                ศัพท์ ในบทว่า ภาตา จ นี้เป็นสมุจจยัตถะ.
               ความว่า มิใช่เราจะถูกดูหมิ่นอย่างเดียวเท่านั้น, โดยที่แท้แม้พระพี่ชายยังขับไล่เรา คือฉุดคร่าเราออกไปว่า ปันถก เธอเป็นคนโง่เขลา เห็นจะไม่มีเหตุ (ในการตรัสรู้), เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่สามารถเพื่อจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้, เธอไม่สมควรเพื่อพระศาสนานี้, บัดนี้ เธอจงไปสู่เรือนของคุณตาของเธอเถิด.
               บทว่า ภาตา ได้แก่ พระพี่ชาย.
               บทว่า โกฏฺฐเก ได้แก่ ใกล้ซุ้มประตู.
               บทว่า ทุมฺมโน ได้แก่ ถึงความโทมนัสใจ.
               บทว่า สาสนสฺมึ อเปกฺขวา ได้แก่ ยังมีความอาลัยในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือยังไม่ต้องการจะสึก.
               บทว่า ภควา ตตฺถ อาคจฺฉิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์มีพระมนัสอันพระมหากรุณาคุณตักเตือนแล้ว เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เรา จึงได้เสด็จมา ณ ที่ที่เรายืนอยู่. ก็แล ครั้นพระองค์เสด็จมาแล้ว ทรงปลอบใจว่า ปันถกเอ๋ย เราเป็นศาสดาของเธอ, มหาปันถกไม่ใช่เป็นศาสดาของเธอ, การบรรพชาของเธอ ก็มุ่งเพื่ออุทิศเรา ดังนี้ ทรงลูบศีรษะเรา คือเมื่อจะแสดงว่า จักเป็นลูกของเรา ณ บัดนี้ทีเดียว ดังนี้จึงทรงลูบศีรษะเรา ด้วยฝ่าพระหัตถ์ อันมีรูปกงจักรเป็นเครื่องหมาย ซึ่งผูกพันสลับมีลายดุจตาข่าย อ่อนนุ่มเอิบอิ่ม และมีนิ้วมือแผ่ออกงดงามเสมอกันเป็นอย่างดี มีพระสิริงดงามปานดอกปทุมที่แย้มบานแล้ว.
               บทว่า พาหาย มํ คเหตฺวาน ความว่า พระศาสดาตรัสถามเราว่า ทำไมเธอจึงมายืนในที่นี้เล่า? ดังนี้แล้วเอาพระหัตถ์ของพระองค์จับเราที่แขน นำเข้าไปยังภายในสังฆาราม อันมีกลิ่นหอมด้วยไม้จันทน์.
               บทว่า ปาทาสิ ปาทปุญฺฉนึ ความว่า พระองค์พระราชทานผ้าที่ทำผ้าเช็ดเท้าให้ คือพระราชทานให้ด้วยตรัสสั่งว่า เธอจงทำไว้ในใจว่า รโชหรณํ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ดังนี้.
               บาลีว่า อทาสิ และ ปาทปุญฺฉนึ ดังนี้ก็มี.
               ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ได้พระราชทานท่อนผ้าสำหรับเช็ดเท้า ซึ่งเรียกกันว่า ปาทปุญฺฉนึ ดังนี้. คำนั้นไม่เหมาะ เพราะท่อนผ้านั้น พระองค์ปรุงแต่งขึ้นด้วยฤทธิ์พระราชทานให้.
               บทว่า เอตํ สุทฺธํ อธิฏฺเฐหิ เอกมนฺตํ สฺวธิฏฺฐิตํ ความว่า เธอจงนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งที่มุขคันธกุฎีอันสงัด จงอธิษฐานท่อนผ้าสะอาดผืนนี้ ทำให้มั่นด้วยมนสิการว่า รโชหรณํ รโชหรณํ คือทำจนให้จิตเป็นสมาธิเป็นไป.
               บทว่า ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ความว่า เราฟังพระดำรัสอันเป็นโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ยินดีในคำสั่งสอน คือในโอวาทนั้นแล้ว เป็นผู้ยินดียิ่งอยู่ คือปฏิบัติตามคำสั่งสอน. ก็เมื่อจะปฏิบัติตาม ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด
               ความว่า ชื่อว่าประโยชน์อันสูงสุด ได้แก่พระอรหัต, เราทำรูปฌานให้เกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจการบริกรรมกสิณ เพื่อบรรลุพระอรหัตนั้นแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา มีฌานเป็นบาทแล้ว ทำอรหัตมรรคสมาธิ ให้ถึงพร้อมแล้วด้วยข้อปฏิบัติแห่งมรรค.
               ก็คำว่า สมาธิ ในที่นี้ ได้แก่ สมาธิที่ท่านหมายถึงสมาธิทั่วไป ตั้งแต่อุปจารสมาธิจนถึงอรหัตมรรคสมาธิ, ส่วนอรหัตผลสมาธิ ท่านหมายถึงศัพท์ว่า ประโยชน์อย่างสูงสุด.
               ก็ความฉลาดในสมาธินี้จัดเป็นความดีอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมาธึ ปฏิปาเทสึ ดังนี้เป็นต้น.
               จริงอยู่ ท่านพระจูฬปันถกรูปนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ จึงกลายเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ. ส่วนพระมหาปันถกเถระ เพราะท่านเป็นผู้ฉลาดในวิปัสสนา จึงเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา.
               ท่านพรรณนาไว้ว่า ก็ในพระเถระ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในลักษณะแห่งสมาธิ, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในลักษณะแห่งวิปัสสนา. รูปหนึ่งยึดมั่นทางสมาธิ, รูปหนึ่งยึดมั่นทางวิปัสสนา, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการย่นย่ออวัยวะ, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการย่นย่อทางอารมณ์, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดอวัยวะ, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดอารมณ์.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระจูฬปันถกเถระเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ เพราะท่านได้รูปาวจรฌาน ๔ อย่างดียิ่ง, พระมหาปันถกเถระเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา เพราะท่านได้อรูปาวจรฌาน ๔ อย่างดียิ่ง.
               อีกอย่างหนึ่ง องค์ที่ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจว่า เราเป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานทั้งหลายแล้ว บรรลุพระอรหัต, อีกองค์นอกจากนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญาว่า เราเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานทั้งหลายแล้ว บรรลุพระอรหัต.
               ก็พระเถระเมื่อจะทำกายที่สำเร็จด้วยใจให้เกิดขึ้น ย่อมทำให้เกิดเป็นคนเหล่าอื่น คือ ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง, มิใช่ทำให้เกิดเป็นคนจำนวนมาก ย่อมทำให้เกิดเป็นเช่นกับคนคนเดียวเท่านั้น ในการงานที่กำลังทำอย่างเดียวกัน. ส่วนพระเถระนี้นิรมิตเว้นจากคนคนเดียว ทำให้เป็นสมณะ ๑,๐๐๐ รูปได้, แม้คน ๒ คนก็ทำให้ร่างกายไม่เหมือนกันได้ ในการงานที่กำลังทำคนละอย่างกัน. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้นิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ.
               บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ดังนี้. พระเถระนี้เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ก็จริง. ถึงอย่างนั้น เพื่อจะแสดงอภิญญาที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุอาสวักขยญาณ จึงกล่าวว่า เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว ดังนี้แล้วกล่าวว่า ได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นต้น.
               จริงอยู่ ปุพเพนิวาสญาณ ยถากัมมุปคญาณและอนาคตังสญาณ ย่อมมีอุปการะมากแก่การบำเพ็ญวิปัสสนา, ญาณนอกนี้หามีอุปการะเหมือนอย่างนั้นไม่.
               บทว่า สหสฺสกฺขตฺตุ ํ แปลว่า ๑,๐๐๐.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ๑,๐๐๐ ครั้ง ดังนี้ก็มี.
               ก็พระเถระนิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจเป็น ๑,๐๐๐ ร่างด้วยการนึกครั้งเดียว, มิใช่ด้วยวาระ.
               ก็ร่างกายที่นิรมิตแล้วเหล่านั้นแล ย่อมทำการงานเช่นเดียวกัน และต่างกันได้.
               ถามว่า ก็การนิรมิตด้วยฤทธิ์เห็นปานนี้ ย่อมมีได้แม้แก่พระสาวกทั้งหลายหรือ?
               ตอบว่า หามีแก่พระสาวกทั้งปวงไม่, ก็พระเถระรูปนี้เท่านั้นได้ทำได้อย่างนั้น ้เพราะความถึงพร้อมแห่งอภินิหาร.
               จริงอยู่ ด้วยเหตุนี้ พระเถระนั้นจึงได้รับเอตทัคคะอย่างนั้น.
               บทว่า ปนฺถโก นิสีทิ ความว่า ย่อมกล่าวเปรียบคนอื่นเหมือนกับตนนั่นแล.
               บทว่า อมฺพวเน ได้แก่ ในอัมพวัน ซึ่งเป็นวิหารที่หมอชีวกสร้างอุทิศถวาย.
               บทว่า เวหาสา ในบทว่า เวหาสาทุปสงฺกมิ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ลงในตติยาวิภัตติ, ความว่า โดยอากาศ, อักษรกระทำการต่อบท.
               ศัพท์ว่า อถ ได้แก่ ภายหลังแต่การนั่งของเรา.
               บทว่า ปฏิคฺคหิ ได้แก่ ทรงรับน้ำทักษิโณทก.
               บทว่า อายาโค สพฺพโลกสฺส ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่ชาวโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก พึงนำไทยธรรมมาบูชา เพราะความที่ตนเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ.
               บทว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ความว่า เป็นผู้ควรรับทักษิณาอันเขานำมาบูชา โดยทำให้มีผลมาก.
               บทว่า ปฏิคฺคณฺหิตฺถ ทกฺขิณํ ความว่า ได้รับทักษิณา อันต่างด้วยข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้น ที่หมอชีวกน้อมนำมาถวาย.
               ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงสั่งท่านพระจูฬปันถกว่า เธอจงทำอนุโมทนา.
               พระเถระนั้น เพราะความที่ตนบรรลุปฏิสัมภิทาอย่างแตกฉาน เมื่อจะทำพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฏกให้กระฉ่อน เรียนแบบอัธยาศัยของพระศาสดา กระทำการอนุโมทนา เป็นราวกะว่า จับภูเขาสิเนรุเอามากวนคนมหาสมุทรฉะนั้น.
               จริงอยู่ ท่านรูปนี้แม้จะเพียบพร้อมด้วยอุปนิสัยถึงอย่างนั้น ก็ยังถูกเศษกรรมเก่าเห็นปานนั้นเบียดเบียนเอาได้ คือไม่สามารถจะใช้เวลา ๔ เดือนเล่าเรียนคาถาอันประกอบด้วย ๔ บาทได้ ก็พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัยสมบัติของท่านนั้นแล้ว ทรงชักชวนให้ใช้โยนิโสมนสิการ อันเหมาะแก่ความประพฤติที่เคยมีมาในกาลก่อน.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในนิเวศน์ของหมอชีวกในกาลนั้นอย่างนั้นนั่นแล ทรงทราบว่า จิตของพระจูฬปันถกเป็นสมาธิแล้ว, ปฏิบัติถูกทางเป็นวิปัสสนาแล้ว ดังนี้ ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏทั้งที่ประทับนั่งอยู่นั่นแล เมื่อจะแสดงว่า ปันถก แม้ท่อนผ้านี้จะเป็นของเศร้าหมอง ปะปนคละด้วยธุลี, แต่ธรรมอื่นนั่นแหละที่เศร้าหมองและมีธุลี ในวินัยของพระอริยเจ้า จัดว่าเป็นความเศร้าหมองยิ่งกว่าท่อนผ้านี้ ดังนี้.
               จึงตรัสคาถาสุดท้าย ๓ คาถานี้ว่า :-
                                   ราคะ ชื่อว่า ธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี,
                         คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ, ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั่นได้เด็ด
                         ขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
                                   โทสะ ชื่อว่า ธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี,
                         คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของโทสะ, ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั่นได้เด็ด
                         ขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
                                   โมหะ ชื่อว่า ธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี,
                         คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของโมหะ, ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั่นได้เด็ด
                         ขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

               ในเวลาจบคาถา พระจูฬปันถกบรรลุพระอรหัต อันมีอภิญญาและปฏิสัมภิทาเป็นบริวารแล.

               จบอรรถกถาจูฬปันถกเถรคาถาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๔. จูฬปันถกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 372อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 373อ่านอรรถกถา 26 / 374อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6994&Z=7014
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :