ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกาทสกนิบาต
๑. สังกิจจเถรคาถา

               อรรถกถาเถรคาถา เอกาทสกนิบาต               
               อรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑               
               ในเอกาทสกนิบาต มีคาถาของท่านพระสังกิจจเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กึ ตวตฺโถ วเน ตาต ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี เมื่อท่านอยู่ในท้องนั้นเอง มารดาป่วยไข้ทำกาละไป.
               เมื่อมารดาถูกนำไปป่าช้าเผาอยู่ มดลูกไม่ไหม้ พวกมนุษย์เอาหลาวแทงท้อง กระทบที่สุดดวงตาของเด็ก. มนุษย์เหล่านั้นแทงท้องนั้นแล้ว เอาถ่านเพลิงกลบไว้แล้วก็หลีกไป. แม้ส่วนแห่งท้องก็ไหม้ ส่วนเด็กเสมือนกับรูปพิมพ์ทองคำบนอังคาร ได้เป็นเสมือนนอนอยู่บนกลีบปทุมฉะนั้น.
               จริงอยู่ ธรรมดาว่าสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ถึงจะถูกภูเขาสิเนรุท่วมทับไว้ ยังไม่บรรลุพระอรหัต สิ้นชีวิตไปย่อมไม่มี.
               รุ่งขึ้นพวกมนุษย์ไปสู่ที่ป่าช้า เห็นเด็กนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงพาเด็กไปยังบ้าน ถามพวกทำนายนิมิต พวกทำนายนิมิตกล่าวว่า ถ้าเด็กนี้จักอยู่ครองเรือนไซร้ ตลอดชั่วคนตระกูลที่ ๗ ได้รับทุกข์ยาก๑- ถ้าจักบวชไซร้ก็จักแวดล้อมไปด้วยสมณะ ๕๐๐ เที่ยวไป.
               พวกญาติกล่าวว่า เอาเถอะในเวลาเขาเจริญวัย พวกเราจักให้บวชในสำนักท่านพระสารีบุตรเถระของเรา พลางกล่าวว่าสังกิจจะ เพราะถูกขอแทงที่ลูกตา ภายหลังจึงตั้งชื่อว่า สังกิจจะ.
____________________________
๑- ฉบับภาษาอังกฤษว่า ไม่มีความทุกข์ยาก.

               ในเวลาเธอมีอายุ ๗ ขวบ ได้ยินเรื่องที่ตนอยู่ในครรภ์และการตายของมารดา ก็เกิดความสลดใจจึงกล่าวว่า ฉันจักบวช. พวกญาติกล่าวว่า ดีละพ่อ ดังนี้แล้วนำไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดี ได้มอบให้ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โปรดให้เด็กนี้บวชเถิด.
               พระเถระได้ให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เธอบวช. เธอบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาในขณะปลงผมนั้นเอง อยู่ในป่ากับภิกษุประมาณ ๓๐ รูปให้ภิกษุเหล่านั้นพ้นจากมือโจร แม้ตนเองก็ทรมานโจรเหล่านั้นให้บวชแล้ว อยู่กับภิกษุเป็นอันมากในวิหารแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเหล่านั้นมัวทะเลาะกัน จึงบอกภิกษุเหล่านั้นด้วยคำว่า เราจะไปในที่อื่น.
               ในเรื่องนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้.
               ส่วนความพิสดารพึงรู้โดยนัยอันมาแล้วในเรื่องแห่งพระธรรมบทนั่นแล.
               ลำดับนั้น อุบาสกคนหนึ่งประสงค์จะอุปัฏฐากเธอ จึงอ้อนวอนให้เธออยู่ในที่ใกล้ๆ
               จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
                                   ดูก่อนพ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขา
                         ชื่ออุชชุหานะ เป็นที่ไม่สบายในฤดูฝน เพราะฉะนั้น
                         ภูเขาอุชชุหานะจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ลมหัวด้วน
                         พัดมาอยู่ ท่านพอใจหรือ เพราะความเงียบสงัดเป็นที่
                         ต้องการของผู้เจริญฌาน.

               สังกิจจสามเณรได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   ลมหัวด้วนในฤดูฝน ย่อมพัดผันเอาวลาหกไปฉันใด
                         สัญญาอันประกอบด้วยวิเวก ย่อมคร่าเอาจิตอาตมามาสู่ความ
                         สงัดก็ฉันนั้น กายคตาสติกัมมัฏฐาน อันประกอบด้วยความ
                         คลายกำหนัดในร่างกาย ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมาทันที เหมือน
                         กาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ มีสีดำ เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้า
                         ฉะนั้น
                                   บุคคลเหล่าอื่นย่อมไม่รักษาบรรพชิต และบรรพชิตก็
                         ไม่รักษาคนเหล่าอื่น ภิกษุนั้นแลเป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้ง
                         หลาย ย่อมอยู่เป็นสุข แอ่งศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่
                         ชะนีและค่าง ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี
                                   การที่อาตมาอยู่ในเสนาสนะป่า ซอกเขาและถ้ำอันเป็น
                         ที่สงัด เป็นที่ซ่องเสพแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี
                                   อาตมาไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐประกอบ
                         ด้วยโทษเลยว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้
                         รับทุกข์
                                   อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว คำสั่งสอน
                         ของพระพุทธเจ้า อาตมาทำเสร็จแล้ว อาตมาปลงภาระอันหนัก
                         ลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่
                         กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความ
                         สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว
                                   อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่
                         และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้น เวลาทำงานฉะนั้น
                         อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ และ
                         เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอเวลาตายอยู่.

               ศัพท์ กึ ในบทว่า กึ ตวตฺโถ วเน นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าวด้วยลิงควิปัลลาส. อธิบายว่า ท่านจะประโยชน์อะไรในป่า, คือจะเป็นประโยชน์อะไร?
               บทว่า อุชฺชุหาโนว ปาวุเส ความว่า ภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่าอุชฺชุหานะ. ก็ภูเขานั้นดารดาษไปด้วยรกชัฏ มีแอ่งน้ำและซอกเขามาก, มีน้ำไหลในที่นั้นๆ ไม่เป็นสัปปายะในฤดูฝน, เพราะฉะนั้น ภูเขาชื่อว่าอุชชุหานะ จึงมีประโยชน์ในบัดนี้คือในฤดูฝน.
               แต่ในที่นี้อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นกตัวหนึ่งชื่อว่าอุชชุหานะ จึงอดทนความหนาวไม่ได้, ในฤดูฝนมันจึงแอบอยู่ในพุ่มป่า, ตามมติของอาจารย์บางพวกนั้น ท่านจะมีความพอใจในป่าหรือ เหมือนนกชื่อว่าอุชชุหานะ ในฤดูฝนฉะนั้น.
               บทว่า เวรมฺภา รมณิยา เต มีวาจาประกอบความว่า
               ลมหัวด้วนพัดมาอยู่ ท่านจะมีความพอใจหรือ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ถ้ำในภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าเวรัมภา และว่าเงื้อมเขา. ก็ในที่นั้นประกอบด้วยคมนาคม เว้นจากความแออัดแห่งหมู่ชน และเพียบพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ, เพราะฉะนั้น ถ้ำเวรัมภาจึงเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ, สมควรที่จะอยู่ในป่า, เพราะเหตุไร? เพราะเป็นที่สงัดสำหรับผู้เข้าฌาน, เพราะเหตุที่ผู้เข้าฌานเช่นนั้นจำต้องปรารถนาเฉพาะความสงัด ในที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจ้าอย่าไปสู่ป่าอันไกล จงอยู่ในถ้ำเวรัมภาเถิดพ่อ.
               ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า
               เพราะเหตุเมื่อผู้เข้าฌานได้เสนาสนะอันผาสุกแก่การอยู่ ควรเป็นที่สงัดนั่นแล ฌานเป็นต้นย่อมสำเร็จ เมื่อไม่ได้ หาสำเร็จไม่ ฉะนั้น ในฤดูฝนเห็นปานนั้น ท่านไม่ควรอยู่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อาจอยู่ได้ในถ้ำและเงื้อมเขาเป็นต้น.
               เมื่ออุบาสกกล่าวอย่างนั้น พระเถระเมื่อแสดงว่า ป่าเป็นต้นเท่านั้นย่อมยังเราให้ยินดี จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา อพฺภานิ ดังนี้.
               คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า
               ในฤดูฝนลมหัวด้วนบันลือลั่น ทำเมฆหมอกให้ตกลงนำไปฉันใด สัญญาอันเกี่ยวด้วยวิเวก ย่อมทำจิตของเราให้กระจัดกระจาย ย่อมรั้งมาสู่เฉพาะสถานที่สงัดเท่านั้นฉันนั้น.
               เหมือนอะไรเล่า? เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ไม่ขาวคือสีดำ เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น.
               บทว่า อุปฺปาทยเตว เม สตึ สนฺเทหสฺมึ วิราคนิสฺสิตํ ความว่า
               กายคตาสติกรรมฐานอันประกอบด้วยความคลายกำหนัดในกายนี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมาทันที.
               ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระเห็นซากมนุษย์ที่กาจิกกิน กลับได้อสุภสัญญา ที่ท่านหมายเอาจึงกล่าวอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า เราปรารถนาจะอยู่ในป่าเท่านั้น เพราะฉันทราคะในกายไม่มีโดยประการทั้งปวง.
               ก็ศัพท์ว่า ยญฺจ เป็นสมุจจยัตถะ ด้วย ศัพท์นั้น ท่านแสดงว่า ท่านจงฟังเหตุแห่งการอยู่ในป่าของเราแม้อื่น.
               ชนเหล่าอื่นมีเสวกเป็นต้นย่อมไม่รักษาบรรพชิตใด เพราะไม่มีผู้ที่จะพึงรักษา เหตุเป็นผู้อยู่ด้วยกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ และเหตุไม่มีเครื่องบริกขารอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ.
               อนึ่ง บรรพชิตใดไม่รักษา ชนเหล่าอื่นอันพัวพันด้วยเครื่องกังวลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีบุคคลเช่นนั้นนั่นเอง.
               บทว่า ส เว ภิกฺขุ สุขํ เสติ ความว่า ภิกษุนั้นไม่มีความอาลัย คือเว้นจากความห่วงใยในวัตถุกามโดยประการทั้งปวง เพราะตัดกิเลสกามได้เด็ดขาด ย่อมอยู่เป็นสุขในที่ใดที่หนึ่ง.
               อธิบายว่า เป็นเสมือนในป่าใกล้บ้าน เพราะผู้นั้นไม่มีความระแวงรังเกียจ.
               บัดนี้ เพื่อแสดงความที่ภูเขาและป่าเป็นต้นเป็นที่น่ารื่นรมย์ และความเป็นที่ๆ ตนเคยอยู่อาศัย ท่านจึงกล่าวว่า อจฺเฉทิกา เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสิตํ เม ได้แก่ สถานที่ๆ เราเคยอยู่
               บทว่า วาฬมิคนิเสวิเต ได้แก่ ในป่าที่มีเนื้อร้ายมีราชสีห์และเสือเป็นต้น.
               ด้วยบทว่า สงฺกปฺปํ นาภิชานามิ ท่านแสดงถึงความเป็นผู้อยู่ด้วยกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ว่า อาตมาไม่รู้สึกถึงการให้เกิดความดำริชั่ว ต่างด้วยความพยาบาทและวิหิงสาเป็นต้นอันไม่ประเสริฐ จากจิตที่ประกอบด้วยโทษนั่นเองอย่างนี้ว่า ขอสัตว์ผู้มีปราณเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จงถูกฆ่าคือจงถูกประหารด้วยเครื่องประหารมีลูกศรและหอกเป็นต้น จงถูกฆ่า จงถูกเบียดเบียนด้วยเครื่องประหารด้วยค้อนเป็นต้น หรือจงถึงคือประสบทุกข์ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ความดำริผิดไม่เคยเกิดขึ้นเลย.
               บัดนี้ ท่านแสดงถึงความที่กิจที่ตนทำ โดยนัยมีอาทิว่า ปริจิณฺโณ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺโณ ได้แก่ บำเรอแล้วด้วยอำนาจกระทำตามโอวาทานุสาสนี.
               บทว่า โอหิโต แปลว่า ปลงลงแล้ว.
               บทว่า ครุโก ภาโร ได้แก่ ขันธภาระอันหนักกว่า.
               บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความตายว่า เราจะตายอย่างไรหนอ.
               บทว่า นาภินนฺทามิ ชีวิตํ ความว่า เราไม่ปรารถนาแม้ชีวิตว่า อย่างไรหนอแล เราพึงมีชีวิตอยู่ได้นาน.
               ด้วยคำนี้ ท่านแสดงถึงความที่เรามีจิตเสมอกันในความตายและในชีวิต.
               บทว่า กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ ความว่า เรารอการปรินิพพานเท่านั้น.
               บทว่า นิพฺพิสํ แปลว่า ไม่เพลิดเพลิน คือกระทำการงานเพื่อค่าจ้าง.
               บทว่า ภตโก ยถา ความว่า ลูกจ้างกระทำการงานเพื่อคนอื่น แม้ไม่เพลิดเพลินซึ่งความสำเร็จแห่งการงาน ก็คงกระทำการงานอยู่นั่นแล อ้างถึงความสิ้นไปแห่งวันฉันใด
               แม้เราก็ฉันนั้น จะไม่เพลิดเพลินถึงชีวิตก็ดี จะไม่เพลิดเพลินถึงความตาย โดยยังอัตภาพให้เป็นไปก็ดี ก็ย่อมหวังเฉพาะกาลสิ้นสุด.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

               จบอรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑               
               จบอรรถกถาเถรคาถา เอกาทสกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. สังกิจจเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 376อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 377อ่านอรรถกถา 26 / 378อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=7088&Z=7119
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com