ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต
๒. สุนีตเถรคาถา

               อรรถกถาสุนีตเถรคาถาที่ ๒               
               คาถาของท่านพระสุนีตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นีเจ กุลมฺหิ ดังนี้.
               เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว ขวนขวายในการเล่นกีฬากับคนพาลทั้งหลายเที่ยวไป เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน จึงด่าว่า ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยการปกปิดกายทั้งสิ้นแล้วเที่ยวภิกขาจารโดยประการทั้งปวง เหมือนร่างของหญิงสาว ควรจะหาเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมและวาณิชกรรมเป็นต้น มิใช่หรือ หากท่านไม่สามารถจะทำกสิกรรมเป็นต้นนั้นไซร้ ท่านจงนำปัสสาวะและอุจจาระเป็นต้นในทุกๆ เรือนออกไป จงเลี้ยงชีพโดยการชำระล้างพื้นในภายหลัง.
               เพราะกรรมนั้น ท่านจึงไหม้ในนรก ด้วยเศษแห่งกรรมนั่นเองจึงบังเกิดในตระกูลแห่งบุคคลผู้เทดอกไม้สิ้นหลายร้อยชาติแม้ในมนุษยโลก. เลี้ยงชีพโดยอาการเช่นนั้น ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งบุคคลผู้เทดอกไม้นั่นเอง เมื่อไม่ได้วัตถุสักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ก็เลี้ยงชีพด้วยกรรมคือการชำระล้างอุจจาระ.
               ครั้งในปัจฉิมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติที่พระพุทธเจ้าเคยประพฤติมา ออกจากสมาบัตินั้นแล้วทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตอันลุกโพลงในภายในหทัยของสุนีตะ เหมือนประทีปลุกโพลงในหม้อฉะนั้น
               เมื่อราตรีสว่างแล้ว ทรงครองผ้าแต่เช้า ถือบาตรและจีวรแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ เสด็จดำเนินไปตามถนนที่สุนีตะกระทำกรรมคือการชำระล้างอุจจาระ.
               ฝ่ายสุนีตะกระทำอุจจาระและหยากเยื่อและอาหารที่เป็นเดนเป็นต้นในที่นั้นๆ ให้เป็นกองแล้วใส่ในตะกร้าหาบหลีกไป เห็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จมาอยู่ พรั่นพรึงมีหทัยวุ่นวายชื่นชมอยู่ และเมื่อไม่ได้โอกาสเป็นที่แอบซ่อน จึงวางหาบไว้ที่ข้างฝาเรือน ได้ยืนแอบฝาประคองอัญชลีโดยข้างหนึ่ง เหมือนตามเข้าไป.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านประสงค์จะหลีกไปโดยทางช่องฝาก็มี.
               พระศาสดาเสด็จถึงที่ใกล้เธอ ทรงพระดำริว่า ผู้นี้ชื่นชมเราผู้อันกุศลมูลกระตุ้นเตือนตนอยู่ แม้ในที่พร้อมหน้าก็ยังละอาย เพราะมีชาติและกรรมเลว เอาเถิด เราจะให้เธอเกิดความแกล้วกล้า ดังนี้. จึงตรัสเรียกว่าสุนีตะ ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมอันลึกซึ้ง บันลือไปทั่วนคร ด้วยเสียงไพเราะอ่อนหวานดังเสียงนกการะเวก แล้วตรัสว่า เพราะความเป็นอยู่ลำบากนี้ เธอจักอาจเพื่อจะบวชได้ไหม?
               สุนีตะถูกพระดำรัสของพระศาสดารดเฉพาะ เหมือนถูกรดด้วยน้ำอมฤต จึงเสวยปีติและโสมนัสอย่างยิ่ง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าแม้บุคคลทั้งหลายผู้เช่นข้าพระองค์ย่อมได้บวชในที่นี้ไซร้ เพราะเหตุไร ข้าพระองค์จักไม่บวช ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงให้ข้าพระองค์ได้บวชเถิด.
               พระศาสดาตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านได้บรรพชาและอุปสมบทโดยเอหิภิกษุภาวะ ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นราวกะว่าพระเถระ ๖๐ พรรษา ได้อยู่ในสำนักพระศาสดา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำท่านไปยังวิหาร ตรัสบอกกรรมฐานแล้ว. ท่านยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดก่อนแล้วเจริญวิปัสสนา ได้เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เทพมีท้าวสักกะเป็นต้นและพรหมเข้าไปหาท่านแล้วนมัสการ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                         เทวดา ๗๐๐ และพรหมเป็นอันมาก และพระอินทร์
                         มีจิตเลื่อมใสเข้าไปนมัสการท่านสุนีตะ ผู้เป็นดังม้า
                         อาชาไนย ถูกชาติและชราครอบงำ ดังนี้เป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นท่านแวดล้อมไปด้วยหมู่เทพ ทรงกระทำการแย้มแล้วทรงสรรเสริญ ทรงแสดงธรรมด้วยพระคาถาว่า ตเปน พฺรหฺมจริเยน.
               ลำดับนั้น ภิกษุเป็นอันมากประสงค์จะให้ท่านบันลือสีหนาท จึงถามท่านว่า อาวุโสสุนีตะ เพราะเหตุไร ท่านจึงออกจากตระกูล บวช หรือท่านบวชได้อย่างไร และท่านแทงตลอดสัจจะได้อย่างไร?
               ท่านเมื่อจะประกาศเรื่องนั้นทั้งหมด จึงบันลือสีหนาทด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
                                   เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภค
                         น้อย การงานของเราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้
                         เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่นและแช่งด่า เราถ่อมตนไหว้
                         หมู่ชนเป็นอันมาก
                                   ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหาวีรบุรุษ
                         ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่นครอันอุดมของชาว
                         มคธเพื่อบิณฑบาต เราจึงวางกระเช้าลงแล้วเข้าไปถวายบังคม
                         พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เรา
                                   ครั้งนั้น เราได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา
                         แล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทูลขอบรรพชากับ
                         พระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง
                                   ลำดับนั้น พระศาสดาผู้มีพระกรุณา อนุเคราะห์สัตว์
                         โลกทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด พระดำรัส
                         นั้นเป็นอุปสมบทของเรา
                                   เมื่อเราอุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน
                         ได้ทำตามดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมารที่ทรงสั่งสอนเรา ใน
                         ราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ ในมัชฌิมยามก็ได้
                         ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่งความมืด คือ
                         อวิชชาได้
                                   ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และ
                         พรหมทั้งหลาย พากันประนมอัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับ
                         กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน
                         ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้
                         นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล
                                   ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อม
                         ด้วยหมู่เทพเจ้า จึงได้ทรงยิ้มแย้มและได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า
                                   บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ
                         คือตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย
                         กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการมีตบะเป็นต้น
                         นั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีเจ ได้แก่ ลามก คือเลวกว่าตระกูลทั้งปวง.
               จริงอยู่ ภาวะที่ตระกูลสูงและต่ำหมายเอาสัตว์ทั้งหลาย.
               ก็พระเถระนี้ เมื่อจะแสดงความที่ตนเกิดในตระกูลเลวทราม ซึ่งเลวกว่าตระกูลทั้งปวง จึงกล่าวว่า เราเกิดในตระกูลต่ำ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นีเจ ซึ่งแปลว่า ลามก คือเลวกว่าตระกูลทั้งปวง.
               บทว่า ทลิทฺโท แปลว่า ผู้ทุกข์ยาก.
               จริงอยู่ คนเข็ญใจบางพวกได้อาหารและผ้านุ่งห่มในบางคราว มีความเป็นไปอย่างฝืดเคือง, ก็เราชื่อว่าเป็นคนเลว เพราะมีความเป็นไปโดยฝืดเคืองทุกๆ เวลา เป็นเหมือนบุคคลยกหม้อข้าวขึ้นสู่เตาไฟ เมื่อจะแสดงคำที่ควรแสดงว่า แม้เพียงน้ำหน่อยหนึ่ง เราก็ไม่ได้เห็นเลย จึงกล่าวว่า มีโภชนะน้อย.
               เมื่อจะแสดงว่า บางคนเกิดในตระกูลต่ำทั้งเป็นคนจน แต่การงานและอาชีพไม่ต่ำ ส่วนเราไม่เป็นอย่างนั้น จึงกล่าวว่า เราเป็นผู้มีการงานเลว ดังนี้.
               หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เป็นเช่นไร?
               ตอบว่า เราเป็นคนเทดอกไม้ เหมือนบุคคลมีมือพิการ ผู้นี้มีชื่อเช่นนี้ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติว่าเป็นคนเทดอกไม้, หรือถูกกล่าวอย่างนั้นด้วยชั้นคนชำระอุจจาระ เพราะเป็นผู้มีสีเหมือนที่นอนที่ปูด้วยดอกไม้เหี่ยวแห้ง.
               บทว่า ชิคุจฺฉิโต ถูกเขาดูหมิ่นโดยชาติและการงาน.
               บทว่า มนุสฺสานํ แปลว่า อันพวกมนุษย์.
               บทว่า ปริภูโต แปลว่า ดูหมิ่น.
               บทว่า วมฺภิโต ได้แก่ อันเขาข่มขู่.
               บทว่า นีจํ มนํ กริตฺวาน ความว่า ยกมนุษย์เหล่าอื่นขึ้น เหมือนยกขึ้นสู่ภูเขาสิเนรุ กระทำตนให้เป็นคนเลวกว่าขี้เท้าของมนุษย์เหล่านั้น คือกระทำใจให้ต่ำ คือเลวตามปกติ.
               บทว่า วนฺทิสฺสํ พหุกํ ชนํ ความว่า เราไหว้ คือประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้านอบน้อม ในกาลที่ตนเห็นมหาชนหนาแน่น.
               ศัพท์ว่า อถ เป็นนิบาต ใช้ในการแสดงระหว่างถึงหน้าที่.
               บทว่า อทฺทสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว.
               บทว่า มคธานํ ความว่า พระราชกุมาร ชาวชนบท ชื่อว่า มคธะ, ชนบทแม้หนึ่งอันเป็นที่อยู่ของพระราชกุมารเหล่านั้น เขาเรียกว่ามาคธะ เพราะเจริญ. อธิบายว่า แห่งชนบทชื่อว่ามคธะ.
               บทว่า ปุรุตฺตมํ ได้แก่ นครสูงสุด.
               บทว่า พฺยาภงฺคึ แปลว่า หาบ.
               บทว่า ปพฺพชฺชํ อหมายาจึ ความว่า เมื่อพระศาสดาทรงกระทำโอกาสว่า สุนีตะ เธอจะบวชไหม? เราจึงได้ขอบรรพชา.
               บทว่า อาสูปสมฺปทา ความว่า เป็น อุปสมฺปทา ด้วยเหตุเพียงพระดำรัสของพระศาสดาว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด.
               บทว่า รตฺติยา เป็นต้น เป็นบทแสดงกิจแห่งข้อปฏิบัตินั้น.
               ในคำนั้นท่านกล่าวทุติยาวิภัตติด้วยอำนาจอัจจันตสังโยคว่า ตลอดปฐมยาม ตลอดมัชฌิมยาม เพราะปุพเพนิวาสญาณและอนาคตังสญาณมีกิจมาก. อาสวักขยญาณหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นไปด้วยอำนาจการตรัสรู้คราวเดียว เพราะฉะนั้น บทว่า ปจฺฉิเม ยาเม พึงเห็นว่าท่านกล่าวด้วยอำนาจสัตตมีวิภัตติ.
               บทว่า อินฺโท ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช.
               บทว่า พฺรหฺมา ได้แก่ ท้าวมหาพรหม.
               ด้วยศัพท์ว่า อินฺทพฺรหฺม พึงเห็นว่าท่านกล่าวถึงการมาแห่งกามเทพและพรหมเหล่าอื่นนั่นเอง.
               จริงอยู่ นิเทศอย่างอุกฤษฏ์นั้น ย่อมเป็นเหมือนอุทาหรณ์ว่า พระราชาเสด็จมาแล้ว.
               บทว่า นมสฺสึสุ ได้แก่ กระทำนมัสการด้วยกายและด้วยวาจา.
               ในคำนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงการนอบน้อมที่กระทำด้วยกาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นโมเต ดังนี้ เพื่อจะกล่าวว่า ปญฺชลี แล้วแสดงถึงการนมัสการที่กระทำด้วยวาจา.
               ด้วยศัพท์ว่า เทวสงฺฆปุรกฺขตํ ท่านถือเอาพวกพรหม เพราะเป็นอุปปัตติเทพ.
               บทว่า สิตํ ปาตุกริตฺวาน ความว่า พระศาสดาทรงอาศัยความที่โอวาทของพระองค์มีผลมาก และคุณสมบัติของเทพและพรหม จึงได้ทรงกระทำการแย้มให้ปรากฏ.
               ก็แลเมื่อจะทรงกระทำให้ปรากฏ ไม่ทรงแสดงพระทนต์เหมือนคนเหล่าอื่น แต่ทรงแย้มพระโอษฐ์หน่อยหนึ่ง และรัศมีแห่งแก้วผลึกและแก้วมุกดาอันเป็นทิพย์ที่ถูกเหตุเพียงเท่านั้นครอบงำ รัศมีแห่งดวงดาวและพระจันทร์ที่แย้มลงมา รัศมีทึบซึ่งเกิดแต่พระทาฐะสุกปลั่งเปล่งออกกระทำประทักษิณพระโอษฐ์ของพระศาสดา ๓ ครั้ง เทพและพรหมเห็นพระศาสดาแล้ว แม้ไปข้างหลังก็รู้ได้ว่า พระศาสดาทรงกระทำการแย้มให้ปรากฏ.
               บทว่า ตเปน ได้แก่ ด้วยความสำรวมอินทรีย์ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ด้วยการสมาทานธุดงค์.
               บทว่า สํยเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยปัญญา.
               บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ด้วยการประพฤติอันวิเศษประเสริฐสุด.
               บทว่า อเตน ได้แก่ ด้วยตบะเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว.
               ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป.
               บทว่า เอตํ ได้แก่ ตบะเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว.
               บทว่า พฺราหฺมณมุตฺตมํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้สูงสุด, หรือในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมด.
               บาลีที่เหลือว่า อหุ พึงนำมาเชื่อมเข้า.
               อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าว พฺรหฺมญฺญํ ความเป็นพรหมว่า พราหมณ์, ท่านเป็นพรหมผู้สูงสุดด้วยอาการอย่างนี้. อธิบายว่า ไม่ใช่ชาติเป็นต้น.
               จริงอยู่ ชาติตระกูล ประเทศ โคตรและสมบัติเป็นต้นหาเป็นเหตุแห่งความเป็นพระอริยะไม่, แต่อธิศีลสิกขาเป็นต้นเท่านั้นเป็นเหตุ,
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                                   ดอกบัวมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองหยากเยื่อ อัน
                         บุคคลทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่ชอบใจ
                         ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนเป็น
                         ดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงซึ่งปุถุชนผู้มืด
                         ทั้งหลาย ด้วยปัญญาฉันนั้น.

               พระเถระอันภิกษุเหล่านั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะแก้เนื้อความนั้นด้วยคาถาเหล่านี้จึงบันลือสีหนาทฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสุนีตเถรคาถาที่ ๒               
               จบอรรถกถาเถรคาถา ทวาทสกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

               ในทวาทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป คือ
                         พระสีลวเถระ ๑
                         พระสุนีตเถระ ๑
               ล้วนแต่มีมหิทธิฤทธิ์ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๒ คาถา รวมเป็น ๒๔ คาถาฉะนี้.
               จบทวาทสกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๒. สุนีตเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 378อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 379อ่านอรรถกถา 26 / 380อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=7148&Z=7177
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com