ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เตรสกนิบาต
๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา

               อรรถกถาเถรคาถา เตรสกนิบาต               
               อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑               
               ในเตรสกนิบาต คาถาของท่านพระโสณโกฬิวิสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยาหุ รฏฺเฐ ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อนสั่งสมบุญในภพนั้นๆ. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี พระเถระนี้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ไปสู่วิหารกับอุบาสกทั้งหลาย ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ให้กระทำบริกรรมด้วยปูนขาวในที่เป็นที่เสด็จจงกรมของพระศาสดา ลาดด้วยดอกไม้มีสีต่างๆ ให้ผูกเพดานด้วยผ้าย้อมด้วยสีต่างๆ ในเบื้องบน. อนึ่งได้สร้างศาลายาวมอบถวายแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดในตระกูลเศรษฐี ในหังสวดีนคร ท่านได้นามว่าสิริวัฑฒะ. ท่านเจริญวัยแล้วไปสู่วิหาร กำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ปรารภความเพียร แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วตั้งความปรารถนาไว้. ฝ่ายท่านบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
               เมื่อพระทศพลพระนามว่ากัสสป ปรินิพพานแล้ว. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในกรุงพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว สร้างบรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งโดยเคารพด้วยปัจจัย ๔ ตลอด ๓ เดือน. พระปัจเจกพุทธเจ้าออกพรรษาแล้วมีบริขารครบถ้วน ไปยังภูเขาคันธมาทน์.
               กุลบุตรแม้นั้นบำเพ็ญบุญในที่นั้นตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอุสภเศรษฐี ในจัมปานคร. จำเดิมแต่กาลที่ท่านถือปฏิสนธิ กองแห่งโภคะเป็นอันมากเจริญยิ่งแก่เศรษฐี. ในวันที่ท่านเกิด ท่านได้เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยมหาสักการะในนครทั้งสิ้น เพราะเหตุที่ท่านบริจาคผ้ากัมพลแดงมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในกาลก่อน. ท่านได้มีอัตภาพมีสีดังทองคำและละเอียดอ่อนยิ่งนัก ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า โสณะ.
               ท่านเจริญด้วยบริวารใหญ่ พื้นฝ่ามือและฝ่าเท้าของท่านได้มีสีดังดอกชะบา. ขนทั้งหลายวนเป็นวงดังรูปต่างหูเพชรเกิดที่ฝ่าเท้า สัมผัสอ่อน เหมือนฝ้ายที่ชีแล้วตั้งร้อยครั้ง. เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว พวกญาติได้พากันสร้างปราสาท ๓ หลังอันสมควรแก่ ๓ ฤดู ให้บำรุงด้วยฟ้อนรำ. ท่านเสวยสมบัติใหญ่ในที่นั้น ย่อมอยู่อาศัยเหมือนเทพกุมาร.
               ครั้นเมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ท่านถูกพระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้เข้าเฝ้า ท่านจึงไปยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คน ไปยังสำนักพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธาให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา เรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดา อยู่ในสีตวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการคลุกคลีด้วยหมู่ชน
               คิดว่า ร่างกายของเราละเอียดอ่อน เราไม่อาจบรรลุสุขได้โดยง่ายเลย เราควรจะทำกายให้ลำบากกระทำสมณธรรม ดังนี้แล้วอธิษฐานเฉพาะที่จงกรมเท่านั้น หมั่นประกอบความเพียร แม้ฝ่าเท้าพุพองขึ้นได้มุ่งเพ่งเอาเวทนา กระทำความหมั่น ก็ไม่สามารถเพื่อให้คุณวิเศษเกิดขึ้นได้ เพราะปรารภความเพียรเกินไป จึงคิดว่า เราแม้พยายามอยู่อย่างนี้ก็ไม่อาจให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชา เราจะสึกบริโภคโภคะและจักบำเพ็ญบุญ.
               พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของท่าน จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรงโอวาทด้วยพระโอวาทที่เปรียบด้วยพิณ เมื่อจะทรงแสดงวิธีประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ จึงให้ชำระพระกรรมฐานแล้วเสด็จไปยังเขาคิชฌกูฏ.
               ฝ่ายพระโสณเถระได้โอวาทในที่พร้อมพระพักตร์พระศาสดา ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ บำเพ็ญวิปัสสนาดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว.
               # ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔๔.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑- :-
               เราได้ให้ทำที่จงกรมซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว ถวายแด่พระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นเชษฐบุรุษ ของโลก ผู้คงที่ เราได้เอาดอกไม้ต่างๆ สี ลาดที่จงกรมทำเพดานบนอากาศแล้ว ทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดให้ทรงเสวย เวลานั้น เราประนมอัญชลีถวายบังคมพระองค์ผู้มีวัตรอันงาม แล้วมอบถวายศาลารายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดายอดเยี่ยมแห่งโลก มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของเรา จึงอนุเคราะห์รับไว้. พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ครั้นทรงรับแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
               ผู้ใดมีจิตโสมนัสได้ถวายศาลารายแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
               รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งจักปรากฏแก่ผู้นี้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม ในเวลาใกล้ตาย ผู้นี้จักไปสู่เทวโลกด้วยยานนั้น เทวดา ทั้งหลายจักพลอยบันเทิง ในเมื่อผู้นี้ไปถึงภพอันดี วิมานอันควรค่ามากเป็นวิมานประเสริฐฉาบทาด้วยดินแก้ว ประกอบด้วยปราสาทอันประเสริฐ จักครอบงำวิมานอื่น
               ผู้นี้จะรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป จักได้เป็นท้าวเทวราชตลอด ๒๕ กัป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิตลอด ๗๗ กัป พระเจ้าจักรพรรดินั้นแม้ทั้งหมดมีพระนามเดียวกันว่ายโสธร ผู้นี้ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว ก่อสร้างสั่งสมบุญ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิใน ๒๘ กัป [อีก] แม้ในภพนั้นจักมีวิมานอันประเสริฐที่วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ ผู้นี้จักครองบุรีมีเสียง ๑๐ อย่างต่างๆ กัน
               ในกัปจะนับประมาณมิได้แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน มีฤทธิ์มาก มีพระนามชื่อว่าโอกกากะ อยู่ในแว่นแคว้น นางกษัตริย์ผู้มีวัยอันประเสริฐ มีชาติสูงกว่าหญิง ๖ หมื่นทั้งหมด จักประสูติเป็นพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์ ครั้นประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์แล้ว จักสิ้นพระชนม์.
               พระเจ้าโอกกากราชจักทรงอภิเษกนางกัญญาผู้เป็นที่รัก กำลังรุ่น เป็นมเหสี. พระนางจักยังพระเจ้าโอกกากราชให้โปรดปรานแล้วได้พร ครั้นพระนางได้พรแล้วจักให้ขับไล่พระราชบุตรและพระราชบุตรี.
               พระราชบุตรและพระราชบุตรีทั้งหมดนั้นถูกขับไล่แล้ว จักไปยังภูเขา เพราะกลัวความปะปนด้วยชาติ พระราชบุตรทั้งหมดจะสมสู่กับพระกนิษฐภคินี ส่วนพระเชษฐภคินีพระองค์หนึ่งจักเป็นที่เคารพ. เพราะเป็นโรคพยาธิ กษัตริย์ทั้งหลาย นำ (พระพี่นาง) ไปประทับในโพรงใต้ดิน ชาติของเราอย่าปะปนเลย. กษัตริย์องค์หนึ่ง (โกลิยะ) จึงทรงนำมาแล้ว จักสมสู่กับพระเชษฐภคินีนั้น ตั้งแต่นั้น ความปะปนแห่งสกุลโอกกากะได้มีแล้ว พระโอรสของกษัตริย์เหล่านั้นจักมีพระนามว่าโกลิยะ โดยชาติ จักได้เสวยโภคสมบัติอันเป็นของมนุษย์มิใช่น้อย ในภพนั้น
               ผู้นี้เคลื่อนจากกายนั้นแล้วจักไปสู่เทวโลก แม้ในเทวโลกนั้น จักได้วิมานอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลกมาสู่ความเป็นมนุษย์ จักมีชื่อว่าโสณะ จักปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่ ตั้งความเพียรในศาสนาของพระศาสดา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐ ผู้รู้วิเศษ เป็นมหาวีระ ทรงเห็นคุณอนันต์ จักตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศ. เมื่อฝนตกในที่ประมาณ ๔ นิ้ว หญ้าประมาณ ๔ นิ้ว ลมซัด เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ซึ่งทรงประกอบความเพียร ความถึงที่สุดไม่มียิ่งขึ้นไปกว่านั้น
               เรามีตนฝึกแล้ว ในการฝึกอันอุดม เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เราปลงภาระทั้งปวงลงแล้ว เป็นผู้มีอาสวะดับแล้ว พระอังคีรสมหานาคมีพระชาติสูงดังพระยาไกรสร ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๔๔

               ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยอำนาจอุทานและด้วยอำนาจการพยากรณ์พระอรหัตผลว่า
                                   ผู้ใดเป็นผู้สำเร็จความปรารถนา เป็นผู้สูงสุดในแว่น
                         แคว้นของพระเจ้าอังคะ วันนี้ ผู้นั้นนั้นมีนามว่าโสณะ เป็น
                         ผู้เยี่ยมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
                                   ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องบน
                         ๕ และพึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง ภิกษุผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่อง
                         ข้อง ๕ ท่านเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว
                                   ศีล สมาธิ และปัญญาของภิกษุผู้มีมานะเพียงดังว่า
                         ไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ผู้ประมาท ยินดีในอายตนะอันมีใน
                         ภายนอก ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ กิจใดที่ควรทำ ภิกษุ
                         เหล่านี้มาละทิ้งกิจอันนั้นเสีย แต่มาทำกิจที่ไม่ควรทำ
                         อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะเพียง
                         ดังไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว เป็นผู้ประมาท
                                   ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารภกายคตาสติด้วยดีเป็นนิตย์
                         ภิกษุเหล่านั้นกระทำกรรมที่ควรทำเนืองนิตย์ ย่อมไม่เสพ
                         กรรมมิใช่กิจ อาสวะของภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติสัมปชัญญะ
                         ย่อมถึงความสิ้นสูญ
                                   เมื่อมีทางตรง พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว ขอท่าน
                         ทั้งหลายจงดำเนินไปเถิด อย่าพากันกลับ จงตักเตือนตน
                         ด้วยตนเอง พึงน้อมตนเข้าไปสู่นิพพาน
                                   เมื่อเราปรารภความเพียร พระศาสดาผู้มีจักษุยอด
                         เยี่ยมในโลก ได้ทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยสายพิณสอนเรา
                         เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วยินดีอยู่ในพระศาสนา ยัง
                         สมถภาวนาให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด
                                   เราบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
                         เราได้ทำเสร็จแล้ว จิตของเราผู้น้อมไปในเนกขัมมะ ใน
                         ความวิเวกแห่งจิต ในความไม่เบียดเบียน ในความสิ้นไป
                         แห่งอุปาทาน ในความสิ้นตัณหาและความไม่หลงใหลแห่ง
                         ใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่ง
                         อายตนะ การสั่งสมย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดย
                         ชอบ มีจิตรักสงบ เสร็จกิจแล้ว กิจอื่นที่จะพึงทำอีกไม่มี
                                   ภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนด้วยลม
                         ฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ทั้งสิ้น
                         ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่ทำจิตของบุคคล
                         ผู้คงที่ให้หวั่นไหวได้ฉันนั้น
                                   จิตของผู้คงที่นั้น เป็นจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่เกาะ
                         เกี่ยวด้วยอารมณ์อะไรๆ เพราะผู้คงที่นั้นพิจารณาเห็นความ
                         เสื่อมไปแห่งอารมณ์นั้น.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาหุ รฏฺเฐ สมุกฺกฏฺโฐ ความว่า ผู้ใดเป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐสุดโดยชอบ คืออย่างยิ่ง ด้วยโภคสมบัติและด้วยอิสริยสมบัติ พร้อมด้วยชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คนในอังครัฐ.
               บทว่า รญฺโญ อคฺคสฺส ปทฺธคู ประกอบความว่า เป็นบริวารแห่งพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นอธิบดีในอังครัฐ เพราะอรรถว่าเป็นที่ยินดีแห่งบริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔ เป็นคหบดีวิเศษ เป็นกุฎุมพีในรัฐของพระเจ้าพิมพิสารนั้น.
               บทว่า สฺวาชฺช ธมฺเมสุ อุกฺกฏฺโฐ ความว่า พระโสณะนั้นเป็นผู้สูงสุดในโลกุตรธรรมในวันนี้ คือในบัดนี้ แม้ในกาลเป็นคฤหัสถ์ ท่านก็เป็นผู้สูงสุดกว่าใครๆ ทีเดียว บัดนี้แม้ในเวลาเป็นบรรพชิต ท่านก็เป็นผู้สูงสุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงตนให้เหมือนคนอื่น.
               บทว่า ทุกฺขสฺส ปารคู ความว่า ท่านถึงฝั่ง คือถึงที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น.
               ด้วยคำนั้น ท่านจึงยังความเป็นผู้สูงสุดที่กล่าวแล้วโดยไม่แปลกกันให้แปลกกัน เพราะแสดงถึงการบรรลุพระอรหัต.
               บัดนี้ ท่านเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ด้วยข้อปฏิบัติใด เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัตินั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า ปญฺจ ฉินฺเท ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕.
               คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า
               บุรุษพึงตัดสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างอันให้ถึงอบายและกามสุคติ ด้วยมรรค ๓ เบื้องต่ำ เหมือนตัดเชือกที่ผูกไว้ที่เท้าด้วยศัสตราฉะนั้น บุรุษพึงละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อันให้ถึงรูปภพและอรูปภพ ด้วยอรหัตมรรค เหมือนตัดเชือกที่ผูกไว้ที่คอฉะนั้น.
               ก็แลครั้นละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูงเหล่านั้นได้แล้วพึงเจริญ คือพึงทำอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นให้เกิดยิ่งๆ ขึ้นไป. ก็ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ คือธรรมเครื่องข้องคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะและทิฏฐิ ท่านจึงเรียกว่าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะข้ามโอฆะ ๔ คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะและอวิชชาโอฆะ.
               เมื่อแสดงว่า ก็ปฏิปทานี้ชื่อว่าเป็นความบริบูรณ์แห่งศีลอันข้อปฏิบัติเครื่องข้ามโอฆะนั่นแล และศีลเป็นต้น ย่อมถึงความบริบูรณ์ เพราะการละมานะเป็นต้น ไม่ใช่โดยประการอื่น ท่านจึงกล่าวคาถาว่า อุนฺนฬสฺส ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุนฺนฬสฺส แปลว่า มีมานะคือความว่างเปล่าอันยกสูงขึ้น.
               จริงอยู่ มานะ ท่านเรียกว่า นัฏฐะ ฉิบหาย เพราะเป็นเหมือนฉิบหายแล้ว เพราะความเป็นเปล่าโดยความเป็นไปของใจที่ฟูขึ้น.
               บทว่า ปมตฺตสฺส ได้แก่ ถึงซึ่งความประมาท เพราะการปล่อยสติ.
               บทว่า พาหิราสสฺส ความว่า ไหลไปทั่วในอายตนะภายนอก. อธิบายว่า ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย.
               บทว่า สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ, ปาริปูรึ น คจฺฉติ ความว่า เมื่อบุคคลนั้นเสพธรรมอันเป็นข้าศึกต่อศีลเป็นต้น อันดับแรกคุณมีศีลเป็นต้นแม้ที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงโลกุตรธรรมเล่า.
               ในข้อนั้นท่านกล่าวเหตุด้วยคำว่า ก็กิจใด ดังนี้เป็นต้น.
               จริงอยู่ กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การรักษาศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้ จำเดิมแต่เวลาที่ภิกษุบวชแล้ว การอยู่ป่า การรักษาธุดงค์ ความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี ชื่อว่ากิจ. ก็กิจตามที่กล่าวมาแล้วนี้ อันภิกษุไม่กำหนดแล้ว คือทิ้งเสียแล้วโดยไม่กระทำ.
               ชื่อว่าอกิจจะ ได้แก่ กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การตบแต่งบาตรจีวร ประคดเอว การผูกอังสะ ร่ม การประดับรองเท้า พัดใบตาล ธมกรก. กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การประดับบริขาร ความเป็นผู้มากด้วยปัจจัย ชื่อว่าไม่ใช่กิจของภิกษุ.
               กิจนั้นภิกษุเหล่าใดกระทำ อาสวะทั้ง ๔ ย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้นผู้ชื่อว่ามีมานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว เพราะยกมานะ เพียงว่าไม้อ้อขึ้นประพฤติ ชื่อว่าผู้ประมาทเพราะปล่อยสติ.
               ส่วนคุณมีปัญญาเป็นต้นเจริญแก่ภิกษุเหล่าใด เพื่อจะแสดงภิกษุเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า เยสํ ดังนี้ เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสมารทฺธา ความว่า ประคองความเพียรไว้ดีแล้ว.
               บทว่า กายคตาสติ ได้แก่ กายานุปัสสนาภาวนา.
               บทว่า อกิจฺจํ เต ความว่า กิจของท่านนั้น คือกิจมีการตบแต่งบาตรเป็นต้น.
               บทว่า น เสวนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่ทำ.
               บทว่า กิจฺเจ ได้แก่ กิจมีการคุ้มครองคุณคือศีลอันหาประมาณมิได้ อันภิกษุพึงทำ จำเดิมแต่กาลที่ตนบวชแล้ว.
               บทว่า สาตจฺจการิโน แปลว่า ผู้มีอันกระทำติดต่อ.
               อธิบายว่า อาสวะทั้ง ๔ ย่อมถึงความพินาศ คือถึงความสิ้นไป ถึงความไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้ชื่อว่ามีสติ เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ. ชื่อว่าผู้มีสัมปชัญญะ ด้วยสัมปชัญญะ ๔ คือ สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายสัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ.
               บัดนี้ เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุผู้อยู่ในสำนักของตน จึงกล่าวคาถาว่า อุชุมคฺคมฺหิ ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุมคฺคมฺหิ อกฺขาเต ความว่า เมื่อพระศาสดาตรัสพระอริยมรรคอันเป็นมัชฌิมปฏิปทา เพราะเว้นที่สุด ๒ อย่าง และเพราะละความคดกายเป็นต้น.
               บทว่า คจฺฉถ แปลว่า จงดำเนินไป.
               บทว่า มา นิวตฺตถ ได้แก่ จงอย่าหยุดเสียในระหว่าง.
               บทว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ ความว่า กุลบุตรผู้ปรารถนาประโยชน์ในพระศาสนานี้ ตักเตือนอยู่ซึ่งตนด้วยตนเอง มีการพิจารณาภัยในอบายเป็นต้น.
               บทว่า นิพฺพานมภิหารเย ความว่า พึงนำตนไปสู่พระนิพพาน คือพึงเข้าไปใกล้พระนิพพาน. อธิบายว่า พึงปฏิบัติโดยประการที่จะทำพระนิพพานนั้นให้แจ้ง.
               บัดนี้ เพื่อจะแสดงการปฏิบัติของตนว่า แม้เราปฏิบัติอย่างนี้แหละ ท่านจึงกล่าวว่า อจฺจารทฺธมฺหิ ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า อจฺจารทฺธมฺหิ วีริยมฺหิ ความว่า เมื่อเราเจริญวิปัสสนา ไม่กระทำความเพียรให้กิจเสมอด้วยสมาธิ ประคองความเพียรอย่างเหลือเกิน
               ก็ความที่ผู้นั้นปรารภความเพียรเกินไป ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
               บทว่า วีโณปมํ กริตฺวา เม ความว่า เมื่อท่านพระโสณะเกิดความคิดขึ้นว่า สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งแล ปรารภความเพียรย่อมอยู่ เราเป็นผู้หนึ่งในสาวกเหล่านั้น ก็ถ้าว่า จิตของเราย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น เพราะฉะนั้น เราจักสึก.
               พระศาสดาทรงแสดงพระองค์ในที่เฉพาะหน้าของท่านโสณะนั้น จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร โสณะ เธอจึงเกิดความคิดขึ้นว่าจักสึก เมื่อก่อนเธอเป็นผู้ครองเรือนฉลาดในเสียงแห่งสายพิณ. เมื่อท่านทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า
               จึงตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร? ในกาลใดสายพิณของเธอตึงเกินไป. อนึ่ง สายพิณของเธอย่อมมีเสียงหรือควรแก่การงานในสมัยนั้นบ้างหรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า ก็ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
               จึงตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร ในกาลใดสายพิณของเธอหย่อนเกินไป ในสมัยนั้นพิณของเธอย่อมมีเสียง หรือควรแก่การงานบ้างหรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า ก็ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
               จึงตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร ก็ในกาลใดสายพิณของเธอไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป ตั้งอยู่ในคุณอันเสมอ ในสมัยนั้นสายพิณของเธอมีเสียง หรือควรแก่การงานบ้างละหรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
               จึงตรัสว่า อย่างนั้นนั่นแหละ โสณะ ความเพียรอันปรารภเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรอันหย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นนั่นแล โสณะ เธอจงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ และจงรู้แจ้งความที่อินทรีย์มีความสม่ำเสมอกัน ดังนี้
               ครั้นทรงกระทำพิณให้เป็นอุปมาอย่างนี้แล้ว จึงแสดงธรรมแก่เรา ด้วยโอวาทอันเปรียบด้วยพิณอันให้เป็นแล้ว.
               บทว่า ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ความว่า เราได้ฟังวีโณปโมวาทสูตร อันเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว จึงละความที่ตนเป็นผู้ใคร่เพื่อจะสึก อันเกิดขึ้นในระหว่างเสีย ยินดีแล้ว คือยินดียิ่งแล้วในศาสนาของพระศาสดา.
               ก็เมื่อจะอยู่ เราจะบำเพ็ญสมถะให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ ยังความที่สมาธิกับวีริยะมีกิจเสมอให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาสมาธิซึ่งมีฌานเป็นที่ตั้งให้ถึงพร้อม บำเพ็ญวิปัสสนา จึงกล่าวประโยชน์ในข้อนั้นว่า ด้วยการบรรลุประโยชน์อันสูงสุด.
               บทว่า อุตฺตมสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อบรรลุพระอรหัต.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงประการที่สมถะและวิปัสสนาสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติโดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคำว่า เนกฺขมฺเม ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า อธิมุตฺตสฺส ความว่า ผู้ประกอบขวนขวาย โดยภาวะ น้อมไป โอนไป เงื้อมไปในเนกขัมมะนั้น.
               อธิบายว่า อันดับแรกเป็นผู้มุ่งหน้าต่อบรรพชาก่อน แล้วละกามทั้งหลายและบรรพชา ประกอบการขวนขวายในธรรมอันหาโทษมิได้ มีอาทิอย่างนี้คือ การชำระศีลให้หมดจด การอยู่ป่า การรักษาธุดงค์และการประกอบยิ่งในภาวนา.
               บทว่า ปวิเวกญฺจ เจตโส ความว่า มีสติน้อมใจไปสู่ความสงัดและน้อมไปในเนกขัมมะอย่างนี้อยู่ คือประกอบขวนขวายในวิเวก โดยยังฌานหมวดสี่และฌานหมวดห้าให้บังเกิด.
               บทว่า อพฺยาพชฺฌาธิมุตฺตสฺส ความว่า น้อมใจไปโดยความเป็นผู้หมดทุกข์ ในเพราะไม่เบียดเบียน คือยังฌานสมาบัติให้เกิดแล้ว ขวนขวายในความสุขอันเกิดแต่สมถะ.
               บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส จ ความว่า น้อมใจไปในที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้ง ๔ คือในพระอรหัต.
               จริงอยู่ บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
               อธิบายว่า กระทำฌานตามที่ตนบรรลุแล้วนั้นให้เป็นบาทแล้ว ตามประกอบวิปัสสนาเพื่อบรรลุพระอรหัต.
               บทว่า ตณฺหกฺขยาธิมุตฺตสฺส ความว่า ชื่อว่าตัณหักขยะ เพราะเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา, ได้แก่พระนิพพาน, น้อมไปในพระนิพพานนั้น คือน้อมไป โอนไป เงื้อมไปในนิโรธ โดยเห็นอุปาทานโดยความเป็นภัยและเห็นความไม่มีอุปาทานโดยปลอดภัย.
               บทว่า อสมฺโมหญฺจ เจตโส ความว่า น้อมจิตไปสู่ความเป็นไปโดยไม่หลง ด้วยสามารถแห่งสัมปชัญญะ คือความไม่หลง. หรือน้อมจิตไปสู่อริยมรรคอันเป็นความไม่หลง ด้วยการถอนความหลงได้โดยเด็ดขาด.
               บทว่า ทิสฺวา อายตนุปฺปาทํ ความว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นการเกิดขึ้นแห่งอายตนะทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นโดยปัจจัยตามที่เป็นของตน และเห็นความดับโดยเป็นข้าศึกกับความเกิดนั้นด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.
               บทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ ความว่า จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวงโดยชอบ คือโดยเหตุ โดยญายะ โดยลำดับแห่งมรรค.
               ในคำว่า ตสฺส สมฺมา วิมุตฺตสฺส เป็นต้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้ว่า :-
               จิตนั้นหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยนัยที่กล่าวแล้ว คือโดยชอบแท้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล ความก่อขึ้นแห่งกุศลหรืออกุศลที่ภิกษุผู้ขีณาสพ มีจิตสงบเพราะสงบโดยส่วนเดียว กระทำไว้ย่อมไม่มี เพราะถอนขึ้นด้วยมรรคนั่นเอง.
               กิจที่ควรทำต่างด้วยปริญญากิจเป็นต้น ย่อมไม่มีเพราะทำกิจเสร็จแล้ว
               ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหินเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือน ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลมตามปกติฉันใด ธรรมคืออารมณ์มีรูปเป็นต้น อันน่าปรารถนาและไม่ปรารถนา ของจิตของภิกษุผู้ขีณาสพก็ฉันนั้น ไม่ยังจิตของท่านผู้คงที่ คือผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ ดำรงมั่น ไม่เอนเอียง เป็นจิตปราศจากกิเลสเครื่องประกอบ เพราะความเป็นผู้ละความโศกได้ทั้งหมด ไม่หวั่น ไม่ไหวได้
               และท่านย่อมเข้าผลสมาบัติเห็นแจ้งอยู่ตลอดกาลโดยกาลแห่งธรรมคืออารมณ์นั้น ย่อมตามเห็นความเสื่อมคือความดับ ได้แก่มีสภาวะแตกไปทุกขณะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงพยากรณ์พระอรหัตผล.

               จบอรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑               
               จบอรรถกถาเถรคาถา เตรสกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เตรสกนิบาต ๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 379อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 380อ่านอรรถกถา 26 / 381อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=7178&Z=7213
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com