ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต
๘. องคุลิมาลเถรคาถา

               อรรถกถาองคุลิมาลเถรคาถาที่ ๘               
               คาถาของท่านพระองคุลิมาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คจฺฉํ วเทสิ สมณ ฐิโตมฺหิ ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์นามว่าภัคควะ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าโกศลในเมืองสาวัตถี.
               ในวันที่ท่านเกิด อาวุธนานาชนิดทั่วทั้งพระนครลุกโพลง และพระแสงมงคลของพระราชา ซึ่งวางอยู่บนตั่งที่บรรทมก็ลุกโพลงด้วย พระราชาทรงเห็นดังนั้นทรงกลัวหวาดเสียว บรรทมไม่หลับ.
               ในเวลานั้น ปุโรหิตตรวจดูดาวนักษัตร จึงได้กระทำการตกลงว่า มีทารกเกิดแล้วในโจโรฤกษ์ ฤกษ์โจร. เมื่อราตรีสว่าง ท่านปุโรหิตเข้าไปเฝ้าพระราชา ทูลถามถึงความบรรทมสบาย.
               พระราชาตรัสว่า จะนอนสบายมาแต่ไหน อาจารย์ ตอนกลางคืน พระแสงมงคลของฉันลุกโพลง ข้อนั้นจักมีผลเป็นอย่างไรหนอ.
               ปุโรหิตกราบทูลว่า อย่าทรงกลัวเลย พระเจ้าข้า ทารกเกิดในเรือนของข้าพระองค์, ด้วยอานุภาพของทารกนั้น แม้อาวุธนานาชนิด ทั่วทั้งพระนครก็ลุกโพลง. พระราชาตรัสถามว่า จักเป็นอย่างไรล่ะ อาจารย์. ปุโรหิตทูลว่า ทารกจักเป็นโจร พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า จักเป็นโจรเที่ยวไปคนเดียว หรือว่าเป็นหัวหน้าคณะ. ปุโรหิตทูลว่า เป็นโจรเที่ยวไปผู้เดียว พระเจ้าข้า, จักให้พวกข้าพระองค์ฆ่าเขาไหมพระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสว่า ถ้าเป็นโจรเที่ยวไปคนเดียวไซร้ พวกท่านจงเลี้ยงเขาไว้ก่อน.
               เมื่อจะตั้งชื่อเขา เพราะเหตุที่เขาเมื่อจะเกิด ได้เกิดมาเบียดเบียนพระหฤทัยของพระราชา เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อว่าหิงสกะ ภายหลังจึงเรียกชื่อว่าอหิงสกะ เหมือนที่พูดกันว่า เห็นแล้วก็พูดเสียว่าไม่เห็นฉะนั้น.
               อหิงสกะนั้นเติบโตแล้ว ทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก เพราะกำลังแห่งบุรพกรรม.
               อหิงสกะนั้นมีบุรพกรรมดังนี้ :-
               ในคราวที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า เขาบังเกิดเป็นชาวนา ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปียกน้ำฝน มีจีวรชุ่ม ถูกความหนาวเบียดเบียน เข้าไปยังพื้นที่นาของตน เกิดความโสมนัสว่า บุญเขตปรากฏแก่เราแล้ว จึงได้ก่อไฟถวาย.
               ด้วยกำลังแห่งกรรมนั้น เขาจึงเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยกำลังแรงและกำลังเชาวน์ ในที่ที่เกิดแล้วๆ ในอัตภาพสุดท้ายนี้จึงทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก.
               อหิงสกะนั้นไปเมืองตักกสิลา เป็นธัมมันเตวาสิก (คือศิษย์ชนิดทำการงานให้อาจารย์) ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เรียนศิลปะ ปฏิบัติพราหมณ์ผู้อาจารย์ และภรรยาของอาจารย์โดยเคารพ. ด้วยเหตุนั้น นางพราหมณีนั้นจึงได้ทำการสงเคราะห์เขาด้วยอาหารเป็นต้นที่มีอยู่ในเรือน.
               พวกมาณพอื่นๆ อดทนไม่ได้ซึ่งการสงเคราะห์นั้น จึงได้ทำให้แตกกับอาจารย์.
               พราหมณ์ไม่เชื่อคำของมาณพเหล่านั้น ๒-๓ วาระ มาภายหลังเชื่อ คิดว่ามาณพมีกำลังมาก ใครๆ ไม่อาจฆ่าได้ เราจักฆ่าเขาด้วยอุบาย จึงกล่าวกะมาณพผู้เรียนจบศิลปะแล้ว มาลาเพื่อจะไปเมืองของตนว่า พ่ออหิงสกะ ธรรมดาศิษย์ผู้เรียนจบศิลปะแล้ว จะต้องให้ของคำนับครู แก่อาจารย์ เจ้าจงให้ของคำนับครูนั้นแก่เรา.
               อหิงสกะกล่าวว่า ดีแล้วท่านอาจารย์ ผมจักให้อะไร.
               พราหมณ์กล่าวว่า เจ้าจงนำเอานิ้วมือขวาของพวกมนุษย์มา ๑,๐๐๐ นิ้ว. ได้ยินว่า พราหมณ์ได้มีความประสงค์ต่อเขาดังนี้ว่า เมื่อฆ่าคนจำนวนมาก คนๆ หนึ่งจักฆ่าเขาได้โดยแท้.
               อหิงสกะได้ฟังดังนั้น จึงมุ่งหน้าว่า ตนไม่มีความกรุณาที่สะสมไว้นาน ผูกสอดอาวุธ ๕ อย่าง เข้าไปยังป่าชาลินวัน ในแคว้นของพระเจ้าโกศล อยู่ในระหว่างเขาใกล้หนทางใหญ่ ยืนยอดเขาเห็นพวกมนุษย์ผู้เดินไปตามทาง จึงรีบไป (ฆ่าตัด) เอานิ้วมือมาห้อยไว้ที่ยอดไม้.
               แร้งบ้าง กาบ้างกินนิ้วมือเหล่านั้นที่หล่นลงบนพื้นดินก็เปื่อยเน่าไป. เมื่อนิ้วมือไม่ครบจำนวนอย่างนี้ จึงเอาด้ายร้อยนิ้วมือที่ได้แล้วๆ กระทำให้เป็นพวงแล้วสะพายไหล่ เหมือนคล้องสายยัชโญปวีตฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงได้มีสมัญญาว่า องคุลิมาล.
               เมื่อเขาฆ่าพวกมนุษย์อยู่อย่างนี้ หนทางก็ไม่มีคนใช้เดินทาง. เขาไม่ได้มนุษย์ในหนทาง จึงไปยังอุปจารบ้าน แอบฆ่ามนุษย์ที่มาแล้วๆ เอานิ้วมือไป. มนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าก็พากันหลีกออกไปจากบ้าน บ้านทั้งหลายก็ร้าง นิคมและชนบทก็เหมือนกัน. ประเทศนั้นได้ถูกเขาทำให้อยู่กันไม่ได้ด้วยประการฉะนี้. องคุลิมาลได้รวบรวมนิ้วมือได้พันนิ้ว หย่อนอยู่หนึ่งนิ้ว.
               ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้กราบทูลถึงอันตรายเพราะโจรนั้นแด่พระเจ้าโกศล. พระราชาจึงรับสั่งให้เที่ยวตีกลองไปในพระนครแต่เช้าตรู่ว่า พวกเรารีบจับองคุลิมาลโจร, พลนิกายจงมา.
               นางพราหมณีชื่อว่ามันตานีผู้เป็นมารดาขององคุลิมาล กล่าวกะบิดาขององคุลิมาลนั้นว่า ข่าวว่าบุตรของท่านเป็นโจรกระทำดังนี้ๆ ท่านจงไปเกลี้ยกล่อมเขาว่าอย่าทำเช่นนี้ แล้วพามา พระราชาจะพึงฆ่าเขาโดยประการอื่น. พราหมณ์กล่าวว่า เราไม่ต้องการบุตรเช่นนั้น พระราชาจงทรงกระทำตามพอพระทัยเถิด.
               ลำดับนั้น พราหมณีมีความรักบุตร จึงถือเอาเสบียงทางแล้วเดินทางไปด้วยหวังใจว่า เราจักยังบุตรของเราให้ยินยอมแล้วพามา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณีนี้จะไปด้วยหวังว่าจักนำองคุลิมาลมา ถ้านางจักไป องคุลิมาลก็จักฆ่ามารดาเสียด้วยคิดว่าจะให้ครบ ๑,๐๐๐ นิ้ว. ก็องคุลิมาลนั้นเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ถ้าเราจักไม่ไปไซร้ ความเสื่อมใหญ่จักได้มีแล้ว จึงเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ทรงดำเนินไปด้วยพระบาทสิ้นหนทาง ๓๐ โยชน์ เฉพาะเจาะจงองคุลิมาล ในระหว่างทาง แม้คนเลี้ยงโคเป็นต้นห้ามปรามก็เสด็จเข้าถึงป่าชาลินวัน.
               ก็ขณะนั้น พอดีเขาได้เห็นมารดาของเขา ครั้นเขาเห็นมารดาแต่ไกล จึงเงื้อดาบวิ่งเข้าไปหมายใจว่า แม้มารดาเราก็จักฆ่า ทำนิ้วที่หย่อนให้ครบเต็มพันในวันนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระองค์ในระหว่างคนทั้งสองนั้น. องคุลิมาลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยการฆ่ามารดาแล้วถือเอานิ้วมือ มารดาเราจงมีชีวิตอยู่เถิด ถ้ากระไรเราพึงปลงชีวิตพระสมณะนี้แล้วถือเอานิ้วมือ จึงเงื้อดาบติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปข้างหลังๆ.
               ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอิทธาภิสังขารโดยประการที่องคุลิมาลแม้จะวิ่งจนสุดแรง ก็ไม่อาจทันพระองค์ทั้งที่พระองค์เสด็จไปโดยพระอิริยาบถปกติได้. เขาถอยความเร็วลง หายใจครืดๆ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสองข้าง ไม่อาจแม้จะยกเท้าขึ้น จึงยืนเหมือนตอไม้ กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า หยุดเถิด หยุดเถิด สมณะ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จดำเนินอยู่ จึงตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล เธอแหละจงหยุด.
               เขาคิดว่า พระสมณศากยบุตรเหล่านี้แลมีปกติพูดคำสัจจริง สมณะนี้ทั้งๆ ที่เดินไปก็พูดว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล เธอนั่นแหละจงหยุด. ก็เราเป็นผู้หยุดแล้ว สมณะนี้มีความประสงค์อย่างไรแล เราจักถามให้รู้ความประสงค์นั้น จึงได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
                                   ดูก่อนสมณะ ท่านสิกำลังเดินอยู่ กลับกล่าวว่า
                         เราหยุดแล้ว ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่า
                         ไม่หยุด ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าขอถามความนี้กะท่าน
                         ท่านกำลังเดินอยู่ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่าหยุดแล้ว
                         ส่วนข้าพเจ้าสิ หยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่หยุด.

               บรรดาบทเหล่านั้น องคุลิมาลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สมณะ.
               บทว่า มํ แปลว่า ข้าพเจ้า.
               บทว่า กถํ แปลว่า โดยอาการอย่างไร.
               ก็ในคาถานี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
               ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินอยู่แท้ๆ กลับกล่าวว่า เราหยุดแล้ว. ส่วนข้าพเจ้าผู้หยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวคือพูดว่า ยังไม่หยุด ในข้อนี้น่าจะมีเหตุ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกะท่านคือกะพระสมณะว่า อย่างไรคือโดยอาการอะไร ท่านได้เป็นผู้หยุดแล้วและข้าพเจ้าเป็นผู้ยังไม่หยุด.
               เมื่อองคุลิมาลกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะเขาด้วยพระคาถาว่า
                         ดูก่อนองคุลิมาล เราวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงเสียแล้ว
                         ส่วนท่านสิ ยังไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลายฉะนั้น เราจึง
                         ชื่อว่าหยุดแล้ว ส่วนท่านชื่อว่ายังไม่หยุด.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฐิโต อหํ องฺคุลิมาล สพฺพทา สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ความว่า ดูก่อนองคุลิมาล ในทุกกาลคือในกาลทั้งปวง ได้แก่ในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด เราวางอาชญาเสียแล้วในสัตว์ทั้งปวง ชนิดที่เคลื่อนไหวได้และชนิดอยู่กับที่ ชื่อว่าวางอาชญา วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู ชื่อว่าหยุดแล้วโดยอาการเห็นปานนั้นนั่นแหละ เพราะไม่เป็นไปโดยประการอื่นจากนั้น.
               บทว่า ตุวํ จ ปาเณสุ อสญฺญโตสิ ความว่า ส่วนท่านเป็นผู้เว้นความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ยึดมั่นในการฆ่าและการประหาร ไม่มีความเอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่หยุด ด้วยอำนาจการงดเว้นจากความไม่สำรวม, เพราะเหตุนั้นแหละ คือแม้เพราะการหมุนไปรอบๆ ในคตินั้นๆ บัดนี้ท่านแม้จะหยุดโดยอิริยาบถ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่หยุด ส่วนเราเป็นผู้หยุดแล้วโดยประการดังกล่าวมาแล้ว.
               ลำดับนั้น องคุลิมาลเกิดความปิติโสมนัสว่า พระสมณะนี้คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เพราะเคยได้ฟังเกียรติศัพท์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประกาศคุณตามความเป็นจริง ผู้ทรงทำชาวโลกทั้งสิ้นให้เอิบอาบอยู่ ดุจน้ำมันเอิบอาบอยู่บนพื้นน้ำฉะนั้น และเพราะเหตุสมบัติและญาณถึงความแก่กล้าแล้ว จึงคิดว่าการบันลือสีหนาทใหญ่นี้ การกระหึ่มใหญ่นี้จักไม่มีแก่ผู้อื่น การกระหึ่มนี้เห็นจะเป็นของพระสมณโคดม เราเป็นผู้อันพระสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ทรงเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาที่นี้เพื่อกระทำการสงเคราะห์เรา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
                                   พระองค์เป็นสมณะที่ชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชา
                         ด้วยเครื่องบูชามากมาย ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
                         เพิ่งจะเสด็จมาถึงป่าใหญ่ เพื่อโปรดข้าพระองค์โดยกาล
                         นานหนอ ข้าพระองค์ได้สดับพระคาถาซึ่งประกอบด้วย
                         เหตุผลของพระองค์แล้ว จักละเลิกบาปกรรมตั้งพันเสีย.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสฺสํ วต ได้แก่ โดยกาลนานหนอ.
               บทว่า เม ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์.
               บทว่า มหิโต ความว่า ผู้อันชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชาแล้วด้วยการบูชาอันยิ่งใหญ่. ชื่อว่าพระมเหสี เพราะทรงหาคือแสวงหาคุณมีศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่.
               บทว่า มหาวนํ สมโณ ปจฺจปาทิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงระงับบาปทั้งปวงได้แล้ว ได้เสด็จดำเนินมาถึงป่าใหญ่นี้.
               บทว่า โสหํ จชิสฺสามิ สหสฺสปาปํ สุตฺวาน คาถํ ตว ธมฺมยุตฺตํ ความว่า ข้าพระองค์นั้นได้สดับคาถาของพระองค์อันประกอบด้วยธรรม ข้าพระองค์นั้นครั้นได้ฟังดังนั้นแล้วจึงคิดว่า แม้นานคือแม้โดยกาลนาน เราจักละบาปตั้งพันที่รวมกันอยู่ คือที่สั่งสมไว้ บัดนี้จักละมันได้โดยแท้.
               ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงประการที่ตนปฏิบัติ และประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์.
               พระสังคีติกาจารย์จึงได้ตั้งคาถา ๒ คาถานี้ว่า
                                   ครั้นองคุลิมาลโจรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็โยนดาบและ
                         อาวุธทั้งหมดทิ้งลงในหนองน้ำ บ่อน้ำและเหว ได้ถวาย
                         บังคมพระยุคลบาทของพระสุคตเจ้า แล้วทูลขอบรรพชา
                         กะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง ทันใดนั้นแล พระพุทธเจ้า
                         ผู้ทรงประกอบไปด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาคุณอันยิ่ง
                         ใหญ่ เป็นศาสดาของโลกกับทั้งเทวโลก ได้ตรัสว่า จงเป็น
                         ภิกษุมาเถิด เท่านี้ ความเป็นภิกษุได้มีแก่องคุลิมาลโจร
                         นั้นในขณะนั้นทีเดียว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเจว ได้แก่ ครั้นกล่าวแล้วดังนี้คืออย่างนี้ ติดต่อกันไปทีเดียว.
               บทว่า โจโร ได้แก่ องคุลิมาล.
               บทว่า อสึ แปลว่า ดาบ.
               บทว่า อาวุธํ ได้แก่ อาวุธที่เหลือ.
               บทว่า โสพฺเภ ได้แก่ บ่อที่มีตลิ่งขาดรอบด้าน (บึง)
               บทว่า ปปาเต ได้แก่ บ่อที่มีตลิ่งขาดด้านเดียว (เหว).
               บทว่า นรเก ได้แก่ ช่องที่แผ่นดินแยก.
               ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงเฉพาะระหว่างภูเขาซึ่งสิ่งของตกลงไปแล้ว คนอื่นไม่อาจถือเอา ด้วยบทแม้ทั้ง ๓.
               บทว่า อนฺวกาสิ ตัดเป็น อนุ อกาสิ ความว่า องคุลิมาลทิ้งลงๆ คือโยนทิ้งอาวุธของตนแม้ทั้ง ๕ ชนิด ครั้นโยนทิ้งอาวุธเหล่านั้นแล้วก็ซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ขอจงให้ข้าพระองค์บวชเถิด พระเจ้าข้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า องคุลิมาลโจรได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระสุคต แล้วทูลขอบรรพชากะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง.
               เมื่อองคุลิมาลโจรนั้นทูลขอบรรพชาอย่างนี้ พระศาสดาทรงตรวจดูกรรมในก่อนของเขา ทรงเห็นเหตุสมบัติแห่งความเป็นเอหิภิกษุ จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไปแล้วตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
               ก็พระวาจานั้นนั่นแล ได้เป็นบรรพชาและอุปสมบทขององคุลิมาลนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสกะองคุลิมาลนั้นว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ความเป็นภิกษุได้มีแก่องคุลิมาลนั้น ในขณะนั้นทีเดียว.
               พระเถระได้การบรรพชาและอุปสมบท โดยความเป็นเอหิภิกขุอย่างนี้แล้ว กระทำวิปัสสนากรรมได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ เกิดความปิติโสมนัส จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาโดยอุทานว่า
                         ผู้ใดประมาทแล้วในตอนต้น ภายหลังเขาไม่ประมาท
               ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว
               จากหมอกฉะนั้น. บาปกรรมที่ทำไว้แล้วอันผู้ใดปิดกั้นไว้
               ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์
               พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น.
                         ภิกษุใดแล แม้จะยังหนุ่มประกอบความขวนขวายใน
               พระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือน
               พระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น.

               เนื้อความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า
               บุคคลใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ในกาลก่อนแต่การคบหากับกัลยาณมิตร ประมาทแล้วโดยการเกี่ยวข้องกับมิตรชั่ว หรือโดยภาวะที่ตนไม่มีการพิจารณา คือถึงความประมาทในสัมมาปฏิบัติ ภายหลังความแยบคายผุดขึ้น เพราะการเกี่ยวข้องกับกัลยาณมิตร ชื่อว่าย่อมไม่ประมาท คือปฏิบัติชอบอยู่ หมั่นประกอบเนืองๆ ซึ่งสมถะและวิปัสสนา ย่อมบรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖ บุคคลนั้นย่อมทำโลกมีขันธโลกเป็นต้นนี้ให้สว่างไสวด้วยวิชชาและอภิญญาที่ตนบรรลุ เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกเป็นต้น ทำโอกาสโลกให้สว่างอยู่ฉะนั้น.
               กรรมชั่วที่บุคคลใดทำไว้แล้ว คือสั่งสมไว้แล้ว ย่อมปิดคือกั้นด้วยการปิดกั้นทวารในอันที่จะยังวิบากให้เกิดขึ้น เพราะภาวะที่โลกุตรกุศลอันกระทำกรรมให้สิ้นไป นำเอาภาวะที่ไม่ควรแก่วิบากมาให้.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง.
               บทว่า ทหโร แปลว่า เป็นหนุ่ม. ด้วยบทว่า ทหโร นั้น ท่านแสดงถึงความที่พระเถระเป็นผู้มีร่างกายอดทนต่อการประกอบความเพียร.
               จริงอยู่ พระเถระนั้นสามารถครอบงำอันตรายจากลมและแดดที่เกิดขึ้น แล้วกระทำความเพียรเป็นเครื่องประกอบ. ย่อมประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา คือเป็นผู้ประกอบความขวนขวายในสิกขา ๓.
               อธิบายว่า ยังสิกขา ๓ ให้ถึงพร้อมโดยความเคารพ.
               พระเถระเกิดปิติโสมนัสอย่างนี้ อยู่ด้วยวิมุตติสุข ในกาลใดเข้าไปบิณฑบาตในนคร ในกาลนั้น ก้อนดินแม้คนอื่นขว้างมา ก็ตกลงที่ร่างกายของพระเถระ ท่อนไม้แม้ที่คนอื่นปามา ก็ตกลงที่ร่างกายของพระเถระนั้นเหมือนกัน.
               พระเถระนั้นมีบาตรแตก เข้าไปยังพระวิหารเข้าเฝ้าพระศาสดา.
               พระศาสดาทรงโอวาทพระเถระว่า เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงเสวยวิบากของกรรมที่จะทำให้ไหม้ในนรกหลายพันปีนั้น เฉพาะในปัจจุบันเถิดพราหมณ์.
               ลำดับนั้น พระเถระจึงเข้าไปตั้งเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เจาะจง แล้วได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า
                         ก็ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา จงฟังธรรมกถาที่เราได้ฟังแล้ว
               ในสำนักของพระศาสดา ขอจงประกอบความขวนขวายใน
               พระพุทธศาสนา ขอจงคบหากับมนุษย์ผู้เป็นสัตบุรุษผู้ถือ
               มั่นแต่ธรรมอย่างเดียว.
                         ก็ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา ขอเชิญฟังธรรมของท่านผู้กล่าว
               สรรเสริญความอดทน ผู้มีปกติสรรเสริญความไม่โกรธ ตาม
               เวลาอันควร และขอจงปฏิบัติตามธรรมอันสมควรแก่ธรรม
               นั้นเถิด ขออย่าเบียดเบียนเราและประชาชนหรือว่าสัตว์อื่น
               ใดเลย พึงบรรลุความสงบอย่างเยี่ยมและพึงรักษาสัตว์ทั้ง
               ปวงให้เป็นเหมือนบุตรที่รักเถิด.
                         ก็ชาวนาที่ต้องการน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัด
               ลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน.
                         คนบางพวกย่อมฝึกช้างและม้าเป็นต้น ด้วยท่อนไม้
               บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บ้าง ส่วนเราเป็นผู้อันพระศาสดา
               ผู้คงที่ทรงฝึกแล้ว โดยไม่ได้ทรงใช้อาชญาและศาสตรา.
                         เมื่อก่อนเรามีชื่อว่าอหิงสกะ ผู้ไม่เบียดเบียน แต่เรา
               ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ วันนี้เราเป็นผู้มีชื่อจริง ไม่เบียดเบียน
               ใคร แต่ก่อนเราเป็นโจรลือชาทั่วไปว่าองคุลิมาล แต่บัดนี้
               องคุลิมาลได้มาพบพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งเข้าแล้ว ถอน
               ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพน้อยใหญ่ขึ้นได้แล้ว เราได้ทำกรรม
               เช่นนั้นอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมาก จึงต้องมารับผล
               กรรมที่ทำไว้ แต่บัดนี้ เราบริโภคโภชนะโดยไม่เป็นหนี้
                         คนพาลผู้มีปัญญาทรามย่อมประกอบตามความ
               ประมาท ส่วนนักปราชญ์ ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้
               เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุดฉะนั้น.
                         ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตามความประมาท อย่า
               ประกอบความสนิทสนมด้วยความยินดีในกาม เพราะว่า
               ผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์.
                         การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดา เป็นการมาดีแล้ว
               มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะมาบวชในสำนักของ
               พระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย เพราะเป็นการ
               เข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ในธรรมทั้งหลายที่พระศาสดาทรง
               จำแนกดีแล้ว การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการ
               มาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะมาบวชใน
               สำนักของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย.
                         เราได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ ได้ทำตามคำสั่งสอน
               ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว. แต่ก่อนเราอยู่ในป่า โคนไม้ ภูเขา
               หรือในถ้ำทุกแห่ง มีใจหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ เราผู้อันพระ
               ศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ไม่ไปในบ่วงมาร จะยืน เดิน นั่ง
               นอนก็เป็นสุข.
                         เมื่อก่อนเรามีเชื้อชาติเป็นพราหมณ์ มีครรภ์เป็นที่ถือ
               ปฏิสนธิ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย บัดนี้เราเป็นโอรสของพระสุคต
               ผู้ศาสดา ผู้เป็นพระธรรมราชา เราเป็นผู้ปราศจากตัณหา
               แล้ว ไม่ถือมั่น คุ้มครองทวาร สำรวมดีแล้ว เราตัดรากเหง้า
               ของทุกข์ได้แล้ว บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว เรามีความคุ้น
               เคยกับพระศาสดา ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว
               ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพเสียแล้ว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสาปิ ความว่า แม้โจรผู้ปรากฏ คือแม้ข้าศึกผู้ไม่เป็นมิตรต่อเราเหล่าใด ย่อมว่าร้ายเราอย่างนี้ว่า พวกเราถูกทุกข์เพราะพลัดพรากจากญาติครอบงำ ย่อมได้รับทุกข์ด้วยอำนาจขององคุลิมาลฉันใด แม้องคุลิมาลก็จงได้รับความทุกข์ฉันนั้น.
               บทว่า เม ธมฺมกถํ สุณนฺตุ ความว่า จงฟังกถาอันปฏิสังยุตด้วยสัจธรรมทั้ง ๔ ซึ่งเราได้ฟังมาแล้วในสำนักของพระศาสดา.
               บทว่า ยุญฺชนฺตุ ความว่า ก็ครั้นได้ฟังแล้วจงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่สัจธรรม ๔ นั้น.
               บทว่า เต มนุเช ภชนฺตุ ความว่า จงคบคือจงเสพกัลยาณมิตรผู้เป็นสัปบุรุษเช่นนั้น.
               บทว่า เย ธมฺมเมวาทปยนฺติ สนฺโต ความว่า สัปบุรุษเหล่าใดให้ถือเอา คือให้สมาทาน ให้ยึดถือเฉพาะกุศลธรรม เฉพาะอุตริมนุสธรรมและเฉพาะโลกุตรธรรมที่บังเกิดแล้ว.
               บทว่า ขนฺติวาทานํ ได้แก่ ผู้กล่าวเฉพาะอธิวาสนขันติ, เพราะเหตุนั้นแหละ จึงเป็นผู้สรรเสริญความไม่โกรธ. อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติสรรเสริญเฉพาะเมตตาอันเป็นความไม่โกรธกับใครๆ.
               บทว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ กาเลน ได้แก่ จงฟังธรรมในสำนักของสัปบุรุษเหล่านั้น ในกาลประกอบความขวนขวายแล้ว.
               บทว่า ตญฺจ อนุวิธียนฺตุ ความว่า และจงเรียนธรรมตามที่ได้ฟังนั้นโดยชอบแล้วกระทำตาม คือจงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
               บทว่า น หิ ชาตุ โส มมํ หึเส ความว่า ข้าศึกคือศัตรูของเรานั้นจงเกิดมี แต่ไม่พึงเบียดเบียนเราเลย.
               บทว่า อญฺญํ วา ปน กญฺจิ นํ ความว่า ไม่ใช่ไม่เบียดเบียนเราเท่านั้น แม้สัตว์ไรๆ อื่นก็ไม่พึงเบียดเบียน.
               บทว่า ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ ความว่า พึงบรรลุความสงบคือพระนิพพานอย่างเยี่ยม คือสูงสุด, ก็ครั้นบรรลุแล้วพึงรักษาสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า พึงรักษาสัตว์ทั้งปวงด้วยการรักษาอย่างยอดเยี่ยม คือพึงรักษาศิษย์เหมือนบุตรฉะนั้น.
               พระเถระปลดเปลื้องคนอื่นจากบาป ด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้วจึงกระทำ ชื่อว่าปริตตกิริยา คือกระทำพระปริตร เมื่อจะประกาศการปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า อุทกํ หิ ดังนี้.
               บรรดาชนเหล่านั้น ชนทั้งหลายใดขุดที่ดอนของแผ่นดินแล้วทำที่ลุ่มให้เต็ม ทำเหมืองน้ำหรือวางรางไม้ แล้วนำน้ำไปยังที่ที่ตนปรารถนาแล้วๆ เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายนั้นชื่อว่า เนตฺติกา คือผู้ชักน้ำไป.
               บทว่า เตชนํ ได้แก่ ลูกศร.
               อธิบายว่า คนผู้ไขน้ำย่อมนำน้ำไปตามความชอบใจของตน ฝ่ายช่างศรเอาลูกศรอังไฟให้ร้อน เมื่อทำไม่ให้คด ชื่อว่าดัดลูกศร คือทำให้ตรง, ฝ่ายนายช่างถาก เมื่อถากเพื่อต้องการดุมเป็นต้น ชื่อว่าย่อมถากไม้, คือทำให้ตรงหรือคดตามความชอบใจของตนฉันใด บัณฑิตคือคนผู้มีปัญญาก็ฉันนั้น กระทำเหตุการณ์เท่านี้ให้เป็นอารมณ์ ทำอริยมรรคให้เกิดขึ้น ชื่อว่าย่อมฝึกตน ส่วนท่านผู้บรรลุพระอรหัตแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ฝึกเสร็จแล้ว.
               บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศอาการที่พระศาสดาผู้ทรงเป็นดุจสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ฝึกตน และความกตัญญู จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถามีอาทิว่า ทณฺเฑเนเก ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ ความว่า
               พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้นย่อมฝึกข้าศึกเป็นต้นด้วยอาชญา และด้วยหมู่พลมีช้างและม้าเป็นต้น และนายโคบาลเป็นต้นย่อมฝึกโคเป็นต้น ด้วยท่อนไม้และด้วยไม้เท้า นายควาญช้างย่อมฝึกช้างด้วยขอ และอาจารย์ผู้ฝึกม้าย่อมฝึกม้าด้วยแส้.
               บทว่า อทณฺเฑน อสตฺเถน อหํ ทนฺโตมฺหิ ตาทินา ความว่า
               ส่วนเราเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ถึงภาวะเป็นผู้คงที่ในอารมณ์มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ทรงเว้นจากอาชญา ทรงเว้นจากศาสตรา ฝึกแล้วคือทรมานแล้วได้แก่กระทำให้หมดพยศแล้ว โดยภาวะที่ทรงวางอาชญาและวางศาสตรา.
               บทว่า อหึสโกติ เม นามํ หึสกสฺส ปุเร สโต ความว่า ในกาลก่อนแต่ได้สมาคมกับพระศาสดา เราเป็นผู้เบียดเบียน ได้มีแต่เพียงชื่อว่าผู้ไม่เบียดเบียน.
               บทว่า อชฺชาหํ ความว่า ก็บัดนี้ เราเป็นผู้มีนามจริง คือนามแท้ว่า อหิงสกะ ผู้ไม่เบียดเบียน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เบียดเบียน คือไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ไรๆ.
               ศัพท์ว่า เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า วิสฺสุโต ได้แก่ เป็นผู้ปรากฏโดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด.
               บทว่า มโหเฆน ได้แก่ ห้วงน้ำใหญ่มีห้วงน้ำคือกามเป็นต้น.
               เราได้ถึงคือเข้าถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงกระทำการตัดขาดห้วงน้ำนั้น เป็นสรณะที่พึ่ง ได้แก่สรณะคือพระพุทธเจ้า.
               บทว่า โลหิตปาณี ได้แก่ ผู้มีมือเปื้อนโลหิตคือเลือดของคนเหล่าอื่น โดยการทำสัตว์มีลมปราณให้ตกล่วงไป.
               ด้วยบทว่า สรณคมนํ ปสฺส นี้ พระเถระร้องเรียกเฉพาะตนเองว่า ท่านจงดูสรณคมน์ของเรา อันมีผลมาก.
               บทว่า ตาทิสํ กมฺมํ ได้แก่ กรรมชั่วอันทารุณเห็นปานนั้น มีการฆ่าคนหลายร้อย.
               บทว่า ผุฏฺโฐ กมฺมวิปาเกน ได้แก่ เป็นผู้อันวิบากของกรรมชั่วที่ทำไว้ในกาลก่อนถูกต้องแล้ว คือละกรรมได้สิ้นเชิง เสวยแต่เพียงวิบาก.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ผุฏฺโฐ กมฺมวิปาเกน ความว่า เป็นผู้อันโลกุตรมรรคซึ่งเป็นผลแห่งกุศลกรรมอันเป็นอุปนิสัย หรืออันวิมุตติสุขอันเป็นผลของโลกุตรกรรมนั่นแหละ ถูกต้องแล้ว.
               เราชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคโภชนะ เพราะกิเลสทั้งหลายสิ้นไปแล้วโดยประการทั้งปวง พระเถระพูดถึงปัจจัยทั้ง ๔ โดยอ้างโภชนะ.
               บัดนี้ พระเถระเมื่อจะสรรเสริญการปฏิบัติในความไม่ประมาทในภายหลัง โดยมุขคือการติเตียนการอยู่ด้วยความประมาทของตนในกาลก่อน และเมื่อจะทำความอุตสาหะของคนเหล่าอื่นให้เกิด ในความไม่ประมาทนั้น จึงได้กล่าวคาถามีอาทิว่า ประกอบตามความประมาท ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นคนพาล ไม่รู้จักประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า.
               บทว่า ทุมฺเมธิโน แปลว่า ผู้ไม่มีปัญญา. คนไม่มีปัญญาเหล่านั้น ไม่เห็นโทษในความประมาท ประกอบตามความประมาทอยู่ คือยังความประมาทให้ดำเนินไป ได้แก่ ทำกาลเวลาให้ล่วงเลยไปด้วยความประมาทเท่านั้น.
               บทว่า เมธาวี ความว่า ส่วนบัณฑิตประกอบด้วยปัญญามีโอชะอันเกิดแต่ธรรม ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์คือรัตนะ ๗ อันประเสริฐคือสูงสุดอันเป็นของมีอยู่ในวงศ์ตระกูล.
               เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายเห็นอานิสงส์ในทรัพย์ว่า เราอาศัยอุดมทรัพย์ จักบรรลุโภคสมบัติ จักพอเลี้ยงลูกและเมีย จักชำระทางไปสู่สุคติ ย่อมรักษาทรัพย์ไว้ฉันใด แม้บัณฑิตก็ฉันนั้น เห็นอานิสงส์ในความไม่ประมาทว่า เพราะอาศัยความไม่ประมาท เราจักได้เฉพาะปฐมฌานเป็นต้น จักบรรลุมรรคผล จักยังวิชชา ๓ และอภิญญา ๖ ให้ถึงพร้อม ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐฉะนั้น.
               บทว่า มา ปมาทํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตามความประมาท คืออย่ายังกาลให้ล่วงเลยไปด้วยความประมาท.
               บทว่า กามรติสนฺถวํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตามคืออย่าประสบ อย่าได้เฉพาะแม้ตัณหาสันถวะ กล่าวคือความยินดีในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย.
               บทว่า อปฺปมตฺโต หิ ความว่า บุคคลผู้ไม่ชื่อว่าประมาท เพราะมีสติเข้าไปตั้งไว้ เพ่งอยู่คือขวนขวายในการเพ่ง ย่อมบรรลุนิพพานสุขอันยอดเยี่ยมคือสูงสุด.
               บทว่า สฺวาคตํ นาปคตํ ความว่า การที่เรามาในสำนักของพระศาสดาในกาลนั้น หรือในการที่พระศาสดาเสด็จมาในป่ามหาวันนั้น เป็นการมาดีแล้ว คือเป็นการมาที่ดี ไม่ใช่เป็นการมาไม่ดี คือเป็นการมาที่ไม่ไปปราศจากประโยชน์.
               บทว่า เนตํ ทุมฺมนฺติตํ มม ความว่า ข้อที่เราคิดไว้ในคราวนั้นว่า จักบวชในสำนักของพระศาสดา แม้นี้ก็ไม่ใช่เป็นความคิดไม่ดีของเรา คือเป็นความคิดดีทีเดียว. เพราะเหตุไร? เพราะได้บรรลุในธรรมทั้งหลายที่มีจำแนกไว้แล้ว.
               อธิบายว่า บรรดาธรรมทั้งหลายที่ทรงจำแนกไว้เป็นอย่างๆ เช่นธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษเป็นต้น เราบรรลุพระนิพพานอันประเสริฐ คือสูงสุดประเสริฐสุด ได้แก่เข้าถึงพระนิพพานนั้นนั่นแล.
               พระเถระเมื่อจะแสดงภาวะแห่งธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขว่า ในกาลนั้น ในเวลาที่ยังเป็นปุถุชน เราอยู่ลำบากในป่าเป็นต้น เพราะเป็นผู้มีประโยคและอาสยวิบัติ บัดนี้ เราอยู่เป็นสุขในป่าเป็นต้นนั้น เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยประโยคและอาสยะ และเมื่อจะแสดงความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ว่า เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์แต่เพียงชาติกำเนิด แต่บัดนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นบุตรอันเกิดแต่พระอุระของพระศาสดา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อรญฺเญ ดังนี้
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ สยามิ ความว่า เราแม้นอนอยู่ก็ปราศจากทุกข์ทางใจ นอนเป็นสุข โดยสุขไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีความสะดุ้งจิตเป็นต้น.
               บทว่า ฐายามิ แปลว่า ยืน.
               บทว่า อหตฺถปาโส มารสฺส ได้แก่ ไม่เป็นที่โคจรของกิเลสเป็นต้น.
               บทว่า อโห สตฺถานุกมฺปิโต ความว่า โอ! พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว.
               บทว่า พฺรหฺมชจฺโจ แปลว่า ผู้มีชาติกำเนิดเป็นพราหมณ์.
               บทว่า อุทิจฺโจ อุภโต ได้แก่ ผู้เกิดขึ้นแล้ว คือมีครรภ์บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา.
               คำที่เหลือในที่นั้นๆ มีนัยดังกล่าวแล้วแล.

               จบอรรถกถาองคุลิมาลเถรคาถาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๘. องคุลิมาลเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 391อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 392อ่านอรรถกถา 26 / 393อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=7765&Z=7833
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com