ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต
๘. โสณาเถรีคาถา

               ๘. อรรถกถาโสณาเถรีคาถา               
               คาถาว่า ทส ปุตฺเต วิชายิตฺวา เป็นต้นเป็นคาถาของพระโสณาเถรี.
               พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร ก็ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ทำบุญจนตลอดชีวิต จุติจากภพนั้นแล้ว เวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป.
               ในพุทธุปปาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงสาวัตถี เติบโตเป็นสาวแล้วก็ได้สามี มีบุตรธิดา ๑๐ คน ใครๆ ก็รู้จักว่า ผู้มีบุตรมาก เมื่อสามีบวช นางก็ให้บุตรธิดาซึ่งเติบโตเป็นหนุ่มสาวอยู่ครองเรือน จัดแบ่งทรัพย์ทั้งหมดมอบให้บุตรทั้งหลาย ไม่ขยักทรัพย์อะไรๆ ไว้สำหรับตัวเลย.
               บุตรและภริยาของบุตรบำรุงนางได้ ๒-๓ วันก็ดูหมิ่น. นางคิดว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ในเรือนที่บุตรพวกนี้ของเราดูหมิ่นแล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุณีขอบวช ภิกษุณีทั้งหลายก็ให้นางบวช.
               นางได้อุปสมบทแล้วคิดว่าเราบวชเมื่อแก่ พึงไม่ประมาท เมื่อทำวัตรปฏิบัติแก่ภิกษุณีทั้งหลาย คิดว่า เราจักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่งก็เอามือข้างหนึ่งจับเสาต้นหนึ่งใต้ปราสาท ไม่ละเสานั้นทำสมณธรรม แม้เมื่อเดิน คิดว่า ศีรษะของเราไม่พึงชนที่ต้นไม้เป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่งในที่มืดแล้วเอามือข้างหนึ่งจับต้นไม้ ไม่ละต้นไม้นั้น ทำสมณธรรม.
               นับตั้งแต่นั้นมา นางก็ได้ปรากฏชื่อเสียง เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร.
               พระศาสดาทรงเห็นว่า นางมีญาณแก่กล้า ประทับในพระคันธกุฎีแผ่พระรัศมีไป แสดงพระองค์ประหนึ่งว่าประทับนั่งต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาว่า
                         ผู้เห็นธรรมสูงสุด มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว
                         ยังประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นธรรมสูงสุด มี
                         ชีวิตเป็นอยู่ตั้งร้อยปี.

               จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระชินพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงฝั่งแห่งสรรพธรรม ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติในแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป.
               ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี มีสุขแต่งตัวน่ารัก เข้าเฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐ ฟังพระมธุรวาจา.
               พระชินพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีรูปหนึ่งว่าเป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร. ข้าพเจ้าได้ยินพระดำรัสแล้วก็ยินดีด้วย กระทำสักการะแด่พระศาสดา ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
               พระมหาวีระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า ขอความปรารถนาของเจ้าจงสำเร็จเถิด ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทรงสมภพในราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช จักทรงเป็นศาสดาในโลก เจ้าจักเป็นโอรสาทายาทในธรรมของพระองค์ ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่าโสณา.
               ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ยินดีมีจิตเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้นำพิเศษด้วยปัจจัย ๔ จนตลอดชีวิตในครั้งนั้น.
               ด้วยกรรมที่ทำดีนั้นและด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละความเป็นมนุษย์แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               บัดนี้ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐีที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีทรัพย์มาก ในกรุงสาวัตถีราชธานี. เมื่อข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาวก็ไปมีสามี ให้กำเนิดบุตรถึง ๑๐ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งล้วนแต่รูปร่างสะสวย
               บุตรเหล่านั้นทุกคนอยู่ในความสุขเป็นที่โปรดปรานของบิดามารดา แม้ผู้มิใช่มิตรก็ยังชอบใจ จะป่วยกล่าวไปไยว่า บุตรเหล่านั้นจะเป็นที่รักของข้าพเจ้าสักเพียงไร ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา สามีของข้าพเจ้าอันบุตรทั้ง ๑๐ คนห้อมล้อมแล้ว ก็บวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเทพแห่งเทพ.
               ครั้งนั้น ข้าพเจ้าลำพังคนเดียวก็คิดว่า ข้าพเจ้าถูกสามีและบุตรสลัดแล้ว แก่เฒ่าและยากไร้ ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ จำจะไปที่อารามซึ่งสามีของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็ออกบวช.
               แต่นั้น ภิกษุณีทั้งหลายก็ปล่อยข้าพเจ้าไว้แต่ผู้เดียวในสำนักภิกษุณี สั่งให้ข้าพเจ้าต้มน้ำไว้. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเอาน้ำมาใส่ในหม้อเล็กวางทิ้งไว้ แล้วนั่งอยู่แต่นั้น ข้าพเจ้าก็เริ่มตั้งความเพียรทางจิต เห็นขันธ์ทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำอาสวะทั้งหมดให้สิ้นไป ได้บรรลุพระอรหัต.
               ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายกลับมาถามหาถึงน้ำร้อน ข้าพเจ้าก็อธิษฐานเตโชธาตุ ทำน้ำให้ร้อนได้ฉับพลัน ภิกษุณีเหล่านั้นอัศจรรย์ใจ ก็ทูลเรื่องนั้นถวายพระชินพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
               พระโลกนาถทรงทราบแล้วก็ทรงยินดี ได้ตรัสพระคาถาว่า
                         ผู้ปรารภความเพียรไว้มั่นคง มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว
                         ประเสริฐกว่าผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลวถึงจะมี
                         ชีวิตเป็นอยู่ตั้งร้อยปี.

               พระมหาวีระพุทธเจ้าทรงให้ข้าพเจ้ายินดีในการปฏิบัติดี พระมหามุนีพระองค์นั้น ก็ตรัสยกย่องข้าพเจ้าว่า เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร
               กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกได้ขาด ดุจช้างตัดเครื่องผูกขาดแล้วฉะนั้น ไม่มีอาสวะอยู่.
               ข้าพเจ้ามาดีแล้วหนอในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๖๖ โสณาเถริยาปทาน

               ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงได้ทรงสถาปนาพระโสณาเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศ ของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร
               พระเถรีนั้น พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
                         ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้
               เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี.
                         ภิกษุณีนั้นแสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะและธาตุ
               ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้วก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้นศึกษา
               อยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ
               รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญอนิมิตตสมาธิ ก็มี
               จิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์เกิดขึ้นในลำดับ ไม่
               ยึดมั่น ดับสนิท.
                         ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอันขาด
               แล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ไม่มีการ
               เกิดอีก.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปสมุจฺจเย ได้แก่ ในเรือนร่าง กล่าวคือรูป.
               ความจริง รูปศัพท์นี้มาในรูปายตนะ ในบาลีว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ อาศัยจักษุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดดังนี้เป็นต้น,
               มาในรูปขันธ์ ในบาลีว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันดังนี้เป็นต้น.
               มาในสภาวะ ในบาลีว่า ปิยรูเป สาตรูเป รชฺชติ ย่อมกำหนัดในปิยรูป สาตรูป ดังนี้เป็นต้น.
               มาในอายตนะคือกสิณ ในบาลีว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ เห็นรูปในภายนอก ดังนี้เป็นต้น.
               มาในรูปฌาน ในบาลีว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ย่อมเห็นรูปทั้งหลายดังนี้เป็นต้น.
               มาในรูปกาย ในบาลีว่า อฏฺฐิญฺจ ปฏิจฺจ นหารุญฺจ ปฏิจฺจ มํสญฺจ ปฏิจฺจ จมฺมญฺจ ปฏิจฺจ อากาโส ปริวาริโต รูปนฺเตฺวว สงฺขยํ คจฺฉติ อากาศอาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ หนังห้อมล้อม ก็นับว่าเป็นรูปทั้งนั้นดังนี้เป็นต้น.
               แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นความในรูปกายเท่านั้น.
               แม้สมุสฺสยศัพท์ก็เป็นปริยายของร่างแห่งกระดูกทั้งหลาย สมุสฺสยศัพท์มาในปริยายแห่งร่างกระดูก ในบาลีว่า ติสตสมุสฺสยา เพราะร่างแห่งกระดูกสามร้อยชิ้นดังนี้เป็นต้น.
               มาในสรีระ ในบาลีว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูสรีระที่อาดูรเดือดร้อน ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ดังนี้เป็นต้น.
               แม้ในที่นี้ก็พึงเห็นความในสรีระเท่านั้น.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า รูปสมุสฺสเย แปลว่า ในร่างกล่าวคือรูป. อธิบายว่าในสรีระ.
               บทว่า อสฺมึ รูปสมุสฺสเย ประกอบความว่า ตั้งอยู่ในร่างคือรูปนี้ ได้แก่อาศัยรูปกายที่คลอดบุตร ๑๐ คน.
               บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุที่คลอดบุตร ๑๐ คนนั้น.
               จริงอยู่ นางเลยปฐมวัยไปแล้ว จึงคลอดบุตรทั้งหลาย นางจึงมีสรีระอ่อนกำลังลง และคร่ำคร่าเพราะชรา มาโดยลำดับ. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ตโตหํ ทุพฺพลา ชิณฺณา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงอ่อนกำลังชราลง.
               บทว่า ตสฺสา แปลว่านั้น อีกอย่างหนึ่ง แปลว่าในที่ใกล้ข้าพเจ้านั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตสฺสา เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ ความว่าอันข้าพเจ้านั้น.
               บทว่า สิกฺขมานาย ได้แก่ ศึกษาสิกขาแม้ทั้ง ๓.
               บทว่า อนนฺตราวิโมกฺขาสึ ความว่า ข้าพเจ้ามีวิโมกข์เกิดขึ้นในลำดับแห่งอรหัตมรรค.
               จริงอยู่ แม้วิโมกข์ ๘ เป็นต้นว่า ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ย่อมเห็นรูป หาชื่อว่าวิโมกข์ในลำดับไม่.
               ความจริง ผลวิโมกข์ที่บรรลุในลำดับแห่งมรรคแม้เป็นไปอยู่ในเวลาเข้าผลสมาบัติ ก็อาศัยผลสมาบัตินั้นชื่อว่าอนันตรวิโมกข์ เพราะเกิดขึ้นพร้อมในลำดับแห่งมรรคแรก [โสดาปัตติมรรค] นั่นแล. เหมือนอย่างมรรคสมาธิ ท่านก็เรียกว่า อานันตริกสมาธิฉะนั้น.
               บทว่า อนุปาทาย นิพฺพุตา ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่ยึดบรรดาอารมณ์มีรูปเป็นต้น แม้ไรๆ ดับสนิท เพราะดับกิเลสเด็ดขาด.
               พระเถรีครั้นชี้แจงวิชชา ๓ อย่างนี้แล้ว เมื่อจับยอดโดยอรหัตผล อุทานแล้ว บัดนี้เมื่อจะติเตียนสรีระที่ถูกชราเบียดเบียนเป็นเวลาช้านาน เพื่อชี้แจงความที่สรีระนั้น พร้อมด้วยวัตถุล่วงเลยไปแล้ว จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺญาตา เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธิ ตวตฺถุ ชเร ขมฺเม ความว่า น่าตำหนิติเตียนความชรา ที่ชั่วต่ำทรามสำหรับท่าน เพราะทำอวัยวะให้หย่อนยานเป็นต้น.
               บทว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ท่านถูกเราล่วงเลยครอบงำไว้แล้ว.

               จบอรรถกถาโสณาเถรีคาถาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๘. โสณาเถรีคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 445อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 446อ่านอรรถกถา 26 / 447อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=9219&Z=9228
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :