ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา นวกนิบาต
๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถา

               อรรถกถาเถรีคาถา นวกนิบาต               
               ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา#-               
#- บาลีเป็น วัฑฒมาตาเถรี

               ในนวกนิบาต คาถาว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระวัฑฒมาตุเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ มีสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ซึ่งรวบรวมมาตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนสกุลในภารุกัจฉนคร เจริญวัยแล้วก็มีสามี คลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรนั้นมีชื่อว่าวัฑฒะ นับตั้งแต่นั้น เขาก็เรียกนางว่าวัฑฒมาตา.
               นางฟังธรรมในสำนักภิกษุณี ได้ศรัทธา ก็มอบบุตรแก่พวกญาติ แล้วก็อยู่อาศัยสำนักภิกษุณี.
               เรื่องมาในบาลีเท่านั้น
               ส่วนพระวัฑฒเถระบุตรของตนที่รีบร้อนเข้ามาเยี่ยมตนในสำนักภิกษุณีแต่ลำพัง. พระเถรีนี้ก็ตักเตือนว่า เหตุไรเจ้าจึงรีบร้อนมาในที่นี้แต่ลำพัง.
               เมื่อจะสั่งสอนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยาก อย่าได้มีแก่พ่อ
                         ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ลูกเอ๋ย พ่ออย่าได้เป็นภาคี
                         มีส่วนแห่งทุกข์บ่อยๆ เลยนะพ่อ.
                                   พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหาตัด
                         ความสงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝน ไม่มี
                         อาสวะ อยู่เป็นสุข. .
                                   พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้
                         แสวงคุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้วเพื่อบรรลุทัศนะ
                         เพื่อทำที่สุดทุกข์.

               บรรดาบทเหล่านั้น ในคำว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ วนโถ อหุ กุทาจนํ คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต.
               ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยากในสัตวโลกและสังขารโลก แม้ทั้งหมดอย่าได้มี อย่าได้เป็นแก่ลูก แม้ในกาลไรๆ เลย ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวเหตุว่า ลูกเอ๋ย พ่ออย่ามีส่วนแห่งทุกข์มีการเกิดไปๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ คือเมื่อยังตัดตัณหา ความอยาก ไม่ขาด ก็อย่าเป็นภาคีมีส่วนแห่งทุกข์ มีการเกิดไปๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ ซึ่งมีตัณหานั้นเป็นนิมิต
               พระเถรี ครั้นแสดงโทษในการตัดกิเลสไม่ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานิสงส์ในการตัดกิเลสได้ จึงกล่าวว่า สุขํ หิ วฑฺฒ เป็นต้น
               คำนั้นมีความว่า
               ลูกวัฑฒะ ท่านที่ชื่อว่ามุนี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยโมเนยยธรรม. ชื่อว่าอเนชา เพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อว่าเอชา ชื่อว่าตัดความสงสัยได้ เพราะละความสงสัยได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ชื่อว่าเยือกเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลสทั้งปวง. ชื่อว่าถึงความฝึกฝน เพราะบรรลุความฝึกฝนอันยอดเยี่ยมไม่มีอาสวะ คือสิ้นอาสวะแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข บัดนี้ ทุกข์ทางใจของท่านเหล่านั้นไม่มี ต่อไปทุกข์แม้ทุกอย่างก็จัก ไม่มีกันเลย.
               เพราะเหตุที่เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เตหานุจิณฺณํ อิสีหิ ฯลฯ อนุพฺรูหย ความว่า
               พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูน พึงจำเริญมรรค คือสมถวิปัสสนาที่พระขีณาสพผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นประพฤติตามๆ กัน คือปฏิบัติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุญาณทัศนะ เพื่อทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะแม้ทั้งหมด.
               พระวัฑฒเถระฟังคำมารดานั้นแล้วคิดว่า โยมมารดาของเราคงตั้งอยู่ในพระอรหัตแน่แล้ว
               เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
                                   โยมมารดาบังเกิดเกล้ากล้ากล่าวความนี้แก่ลูก
                         โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคงไม่มี
                         แน่ละ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา ว ภณสิ เอตมตฺถํ ชเนตฺติ เม ความว่า ท่านโยมมารดาบังเกิดเกล้ากล่าวความนี้คือโอวาทนี้ว่า ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยากในโลกอย่าได้มีแก่ลูก ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ดังนี้ โยมมารดาเป็นผู้ปราศจากความขลาดกลัว ไม่ติดไม่ข้องในอารมณ์ไหนๆ กล่าวแก่ลูก ท่านโยมมารดา เพราะฉะนั้น ลูกจึงเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคงไม่มีแน่ละ.
               อธิบายว่า ท่านโยมมารดา คือท่านโยมมารดาของลูก ลูกเข้าใจว่า ตัณหาแม้เพียงความรักระหว่างครอบครัวของโยมมารดา คงไม่มีในตัวลูก. อธิบายว่า ตัณหาที่ยึดถือว่าของเราไม่มี.
               พระเถรีฟังคำบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่ากิเลสแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีในอารมณ์ไหนๆ ของแม่เลย ดังนี้
               เมื่อจะประกาศความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว จึงกล่าว ๒ คาถาดังนี้ว่า
                                   พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ
                         สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง
                         ก็ดี ขนาดอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย.
                                   แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด
                         แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา ก็
                         กระทำเสร็จแล้ว.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวความไม่มีกำหนด.
               บทว่า สงฺขารา ได้แก่ สังขตธรรม.
               บทว่า หีนา ได้แก่ ต่ำ น่ารังเกียจ.
               บทว่า อุกฺกุฏฺฐมชฺฌิมา ได้แก่ ประณีตและปานกลาง บรรดาสังขาร ๓ นั้น สังขารที่ชรามรณะปรุงแต่ง ชื่อว่าชั้นกลาง.
               อีกนัยหนึ่ง สังขารที่ฉันทะเป็นต้นอย่างเลวทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นต่ำ, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างกลางทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นกลาง, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างประณีตทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นสูง.
               อีกนัยหนึ่ง อกุศลธรรม ชื่อว่าชั้นต่ำ, โลกุตรธรรม ชื่อว่าชั้นสูง, นอกนี้ ชื่อว่าชั้นกลาง.
               บทว่า อณูปิ อณุมตฺโตปิ ความว่า มิใช่แต่ตัณหาในตัวลูกอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ สังขารทุกอย่าง ต่างโดยชั้นต่ำเป็นตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้นทั้งหมด อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี เล็กอย่างยิ่งก็ดี ไม่มีเลย.
               พระเถรีกล่าวเหตุในข้อนั้นว่า แม่ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ ก็สิ้นอาสวะหมดทุกอย่าง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺตสฺส ฌายโต ได้แก่ ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ คำนี้ท่านกล่าวไว้เป็นลิงควิปัลลาส ในคำนั้นประกอบความว่า เพราะเหตุที่วิชชา ๓ แม่บรรลุแล้ว ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า แม่ทำเสร็จแล้ว เพราะเหตุที่แม่ไม่ประมาทเพ่งญาน ฉะนั้น อาสวะของแม่จึงหมดสิ้นไป ตัณหาของแม่อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี จึงไม่มีเลย.
               พระเถระกระทำโอวาทที่พระเถรีกล่าวแล้วให้เป็นดังขอช้าง [คอยสับตน] เกิดความสลดใจ ก็ไปพระวิหารนั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนาแล้ว ก็บรรลุพระอรหัต พิจารณาถึงการปฏิบัติของตน เกิดโสมนัส ก็ไปยังสำนักของโยมมารดา
               เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตจึงกล่าว ๓ คาถาดังนี้ว่า
                                   โยมมารดา มอบปฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ
                         คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมือนคาถาอนุเคราะห์.
                                   ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้า ก็ถึง
                         ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมเกษมปลอดโปร่ง
                         จากโยคะกิเลส.
                                   ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ
                         คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็
                         สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม.

               ครั้งนั้น พระเถรีครั้นทำถ้อยคำของตนให้เป็นประดุจขอช้าง [สับบุตรของตน] แล้ว มีจิตอันการบรรลุพระอรหัตของบุตรให้ยินดีแล้ว ก็กล่าวซ้ำคาถาที่บุตรนั้นกล่าวแล้วด้วยตนเอง คาถาแม้เหล่านั้นจึงกลายเป็นเถรีคาถาด้วยประการอย่างนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ไพบูลย์คือใหญ่.
               บทว่า ปโตทํ ได้แก่ ปฏักคือโอวาท.
               บทว่า สมวสฺสริ ประกอบความว่า ให้เป็นไปโดยชอบแล้วหนอ ถ้าจะถามว่าปฏักนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่าคือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์.
               พระเถระกล่าวหมายถึงว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น.
               บทว่า ยถาปิ อนุกมฺปิกา ความว่า โยมมารดาของลูกประกาศปฏัก คือท่อนไม้คอยไล่ต้อนอันโอฬาร กล่าวคือคาถาชี้แจงถึงความเป็นไปและถอยกลับ ซึ่งปลุกใจด้วยกำลังญาณแก่ลูก เหมือนคาถาที่อนุเคราะห์แม้อย่างอื่น ฉะนั้น.
               บทว่า ธมฺมสํเวคมาปาทึ ได้แก่ ถึงความกลัว ความสลดใจอย่างยิ่งใหญ่ เพราะนำมาซึ่งภัยด้วยญาณ.
               บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตมุ่งมั่นพระนิพพาน ด้วยการประกอบสัมมัปปธาน ๔ อย่าง.
               บทว่า อผุสึ สนฺติมุตฺตมํ ความว่า สัมผัส คือบรรลุสันติอันยอดเยี่ยม คือพระนิพพาน.

               จบอรรถกถาวัฑฒมาตุเถรีคาถาที่ ๑               
               จบอรรถกถานวกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 462อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 463อ่านอรรถกถา 26 / 464อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=9478&Z=9506
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :