ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒
๑. สังสารโมจกเปตวัตถุ

               อุพพรีวรรคที่ ๒               
               อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนางเปรตตนหนึ่ง ในบ้านชื่อว่าอิฏฐกวดี แคว้นมคธ จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในแคว้นมคธได้มีหมู่บ้าน ๒ หมู่ คือหมู่บ้านอิฏฐกวดีและหมู่บ้านทีฆราชิ. ใน ๒ หมู่บ้านนั้นมีพวกคนมิจฉาทิฏฐิ พวกสังสารโมจกะเป็นอันมากอยู่ประจำ.
               ก็ในอดีตกาล ในที่สุด ๕๐๐ ปี มีหญิงคนหนึ่งบังเกิดในตระกูลสังสารโมจกะตระกูลหนึ่ง ในบ้านอิฏฐกวดีนั้นแหละ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ฆ่าแมลงชนิดตั๊กแตนเป็นจำนวนมาก แล้วบังเกิดเป็นเปรต.
               นางเสวยทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้นถึง ๕๐๐ ปี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยเมืองราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันโดยลำดับ นางกลับมาเกิดในตระกูลสังสารโมจกะนั้นแล ตระกูลหนึ่งในหมู่บ้านอิฏฐกวดี ในเวลาที่นางมีอายุ ๗-๘ ขวบ ได้สามารถเล่นรถกับพวกเด็กหญิงอื่นๆ ได้.
               ท่านพระสารีบุตรเถระอาศัยบ้านนั้นนั่นแหละ อยู่ในอรุณวดีวิหาร วันหนึ่งพร้อมด้วยภิกษุ ๑๒ รูป เดินเลยไปตามนางใกล้ประตูบ้านนั้น.
               ในขณะนั้น เด็กหญิงชาวบ้านเป็นจำนวนมากออกจากบ้านไปเล่นอยู่ใกล้ประตู มีใจเลื่อมใส จึงรีบมาไหว้พระเถระและภิกษุเหล่านั้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตามที่เห็นมารดาบิดาปฏิบัติ.
               ส่วนหญิงคนนี้นั้นเป็นธิดาแห่งตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ขาดความประพฤติของคนดี เพราะไม่ได้สั่งสมกุศลไว้เสียนาน จึงไม่เอื้อเฟื้อ ยืนอยู่เหมือนคนไม่มีโชค.
               พระเถระเห็นความประพฤติในกาลก่อนของนาง การที่นางมาเกิดในตระกูลสังสารโมจกะในบัดนี้ และการที่นางสมควรแก่การเกิดในนรกต่อไป ทราบว่า ถ้าหญิงคนนี้จักไหว้เราไซร้ จักไม่บังเกิดในนรก แม้เมื่อเกิดเป็นเปรตจักได้สมบัติเพราะอาศัยเราเหมือนกัน ดังนี้ เป็นผู้มีใจถูกกรุณาตักเตือน จึงกล่าวกะเด็กหญิงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าไหว้ภิกษุทั้งหลาย แต่เด็กหญิงคนนี้ยืนอยู่เหมือนคนไม่มีโชค.
               ลำดับนั้น เด็กหญิงเหล่านั้นจึงพากันจับมือนางฉุดคร่ามาให้ไหว้เท้าพระเถระโดยพลการ.
               สมัยต่อมา นางเจริญวัย บิดามารดายกให้แก่กุมารคนหนึ่งในตระกูลสังสารโมจกะ ในบ้านทีฆราชิ พอครรภ์แก่เต็มที่ก็ตายไป บังเกิดเป็นเปรต เปลือยกายรูปร่างน่าเกลียด ถูกความหิวกระหายครอบงำ พบเห็นเข้า ดูน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง เที่ยวไปในตอนกลางคืน แสดงตนแก่ท่านพระสารีบุตรเถระแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               พระเถระเห็นนางนั้น จึงถามด้วยคาถาว่า :-
               ท่านเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครเล่า มายืนอยู่ในที่นี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมนิสนฺถตา ได้แก่ มีตัวสะพรั่งไปด้วยหมู่แห่งเส้นเอ็น เพราะไม่มีเนื้อและเลือด.
               บทว่า อุปฺผาสุลิเก ได้แก่ มีซี่โครงโผล่ขึ้นมา.
               บทว่า กิสิเก ผู้มีร่างกายผ่ายผอม.
               เมื่อตอนแรกพระเถระกล่าวว่า กิสา แล้วกล่าวซ้ำว่า กิสิเก อีกเพื่อจะแสดงว่า นางเป็นผู้ผอมอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้มีร่างกายเหลือเพียงกระดูกหนังและเส้นเอ็น.
               นางเปรตได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศตนจึงกล่าวคาถาว่า :-
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตเข้าถึงทุคคติ เกิดในยมโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึงจากมนุสสโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
               ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่ทำไว้อีกว่า :-
               ท่านทำกรรมชั่วอะไรด้วยกายวาจาและใจไว้เล่า เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจากมนุสสโลกนี้ ไปสู่เปตโลกดังนี้.
               เมื่อนางจะแสดงว่า ดิฉันไม่เคยให้ทานเลย เป็นคนตระหนี่ จึงเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์มหันต์ถึงอย่างนี้ จึงได้กล่าว ๓ คาถาว่า :-
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นบิดาก็ดี มารดาก็ดี หรือว่าเป็นญาติก็ดี มีจิตเลื่อมใส จึงชักชวนดิฉันว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉันเช่นนั้น มิได้มี. ตั้งแต่นี้ไป ดิฉันจึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความหิวและความกระหายเบียดเบียน เที่ยวไปเช่นนี้ถึง ๕๐๐ ปี นี้เป็นผลแห่งบาปกรรมของดิฉัน.
               ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันมีจิตเลื่อมใสจะขอไหว้ท่าน. ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า มีอานุภาพมาก ขอท่านจงอนุเคราะห์แก่ดิฉันเถิด ขอท่านจงให้ทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วอุทิศกุศลมาให้ดิฉัน ขอท่านจงเปลื้องดิฉันจากทุคคติด้วยเถิด.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์อันจะเป็นไปในภพหน้า. นางเรียกพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ.
               มีวาจาประกอบความว่า บทว่า เย มํ นิโยเชยฺยุ ํ ความว่า ชนเหล่าใดจะเป็นมารดาบิดาหรือญาติก็ตาม เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสเช่นนี้ จะพึงชักจูงเราว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์เถิด, ชนผู้อนุเคราะห์เช่นนั้นไม่ได้มีแก่ดิฉันเลย.
               บทว่า อิโต อหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ ยํ เอวรูปา วิจรามิ นคฺคา นี้ นางเปรตนั้นหวนระลึกถึงอัตตภาพเปรตของตนโดยชาติที่ ๓ แต่ชาตินี้ จึงกล่าวโดยความประสงค์ว่า แม้ขณะนี้ดิฉันก็เที่ยวไปถึง ๕๐๐ ปีอย่างนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แปลว่า เพราะเหตุใด.
               มีวาจาประกอบความว่า ดิฉันเป็นเปรตเปลือยกายเห็นปานนี้ เพราะไม่ได้ทำบุญมีทานเป็นต้นไว้ตั้งแต่นี้ไป ก็จะเที่ยวไปถึง ๕๐๐ ปี.
               บทว่า ตณฺหาย แปลว่า กัดกิน, อธิบายว่า เบียดเบียน.
               บทว่า วนฺทามิ ตํ อยฺย ปสนฺนจิตฺตา ความว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ขอไหว้ท่าน. นางเปรตแสดงว่า บัดนี้ ดิฉันอาจจะทำบุญได้ประมาณเท่านี้แหละ.
               บทว่า อนุกมฺป มํ ความว่า ขอท่านจงอนุเคราะห์ คือจงทำความเอ็นดูเฉพาะดิฉัน.
               บทว่า ทตฺวา จ เม อาทิส ยํ หิ กิญฺจิ ความว่า ขอท่านจงให้ไทยธรรมอะไรๆ ก็ได้แก่สมณพราหมณ์ แล้วจงอุทิศทักษิณานั้นแก่ดิฉันเถิด.
               นางเปรตกล่าวด้วยประสงค์ว่า เราจักพ้นจากกำเนิดเปรตนี้ด้วยการให้ทักษิณานั้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางเปรตจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงปลดเปลื้องดิฉันจากทุคคติเถิด.
               เมื่อนางเปรตกล่าวอ้อนวอนอย่างนั้น เพื่อจะแสดงประการที่พระเถระปฏิบัติ.
               พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
               พระสารีบุตรผู้มีใจอนุเคราะห์ จึงรับคำของนางแล้ว ถวายคำข้าว ๑ คำ และผ้าประมาณเท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่ม ๑ ขันแก่ภิกษุรูปหนึ่ง แล้วอุทิศทักษิณาไปให้นางเปรตนั้น. พอท่านพระสารีบุตรอุทิศส่วนบุญให้ วิบากคือข้าวน้ำและเครื่องนุ่งห่มก็เกิดทันที นี้เป็นผลแห่งทักษิณา.
               ภายหลัง นางเปรตนั้นมีร่างกายบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าอันสะอาด มีค่ามากยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี มีวัตถาภรณ์วิจิตรงดงาม เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเถระ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขูนํ ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่ง.
               จริงอยู่ คำว่า ภิกฺขูนํ นี้ ท่านกล่าวโดยวจนวิปลาส. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาโลปํ ภิกฺขุโน ทตฺวา ถวายข้าว ๑ คำแก่ภิกษุรูปหนึ่ง.
               บทว่า อาโลปํ ได้แก่คำข้าว, อธิบายว่า โภชนะประมาณ ๑ คำ.
               บทว่า ปาณิมตฺตญฺจ โจลกํ ความว่า ท่อนผ้าประมาณฝ่ามือ ๑.
               บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ ความว่า น้ำประมาณเต็มขันใบ ๑.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวในขัลลาฏิยเปติวัตถุแล.
               ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรเห็นนางเปรตนั้นมีอินทรีย์ผ่องใส มีผิวพรรณผุดผ่อง มีผ้าและอาภรณ์เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ ส่องสว่างไปรอบด้าน ด้วยรัศมีของตน ผู้เข้าไปหาแล้วยืนอยู่ ประสงค์จะให้นางเปรตนั้นประกาศผลกรรมโดยประจักษ์ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
               ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจดาวประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่น่ารัก เกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร?
               ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เราขอถามท่าน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้
               อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีอันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺเตน แปลว่า มีใจเอิบอาบยิ่ง. อธิบายว่า มีรูปงาม.
               บทว่า วณฺเณน ได้แก่ มีผิวพรรณ.
               บทว่า โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา ได้แก่ โชติช่วงทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ คือทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เมื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า เปรียบเหมือนอะไร ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เหมือนดาวประกายพรึก
               อธิบายว่า ท่านส่องทิศทั้งปวงให้สว่างไสวอยู่ เหมือนดาวอันได้นามว่าโอสธี เพราะเป็นเครื่องทรงรัศมีอันหนาแน่นไว้ หรือเพราะเพิ่มให้กำลังแก่โอสถทั้งหลาย ทำให้มีแสงสว่างรอบด้านตั้งอยู่ฉะนั้น.
               ก็ กึ ศัพท์ ในบทว่า เกน นี้ ใช้ในคำถาม.
               ก็บทว่า เกน นี้เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งเหตุ. อธิบายว่า เพราะเหตุไร.
               บทว่า เต แปลว่า ของท่าน.
               บทว่า เอตาทิโส แปลว่า เช่นนี้, ท่านกล่าวอธิบายว่า ตามที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้.
               บทว่า เกน เต อิธมิชฺฌติ ความว่า ผลแห่งสุจริตที่ท่านได้ในบัดนี้ ย่อมสำเร็จคือเผล็ดผล ในที่นี้เพราะบุญพิเศษอะไร.
               บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แปลว่า บังเกิด.
               บทว่า โภคา ความว่า อุปกรณ์พิเศษแห่งทรัพย์ เครื่องปลื้มใจมีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น อันได้นามว่าโภคะ เพราะอรรถว่าจะต้องใช้สอย.
               ด้วยบทว่า เย เกจิ นี้ ท่านพระสารีบุตรสงเคราะห์เอาโภคะทุกอย่างโดยไม่เหลือ. เหมือนนิเทศที่รวบรวมเอาทั้งหมดนี้ว่า สังขารทุกอย่าง ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า มนโส ปิยา ความที่ใจพึงรัก. อธิบาย เป็นที่ชอบใจ.
               บทว่า ปุจฺฉามิ แปลว่า เราขอถาม. อธิบายว่า อยากจะรู้.
               บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่า ซึ่งท่าน.
               บทว่า เทวิ ความว่า ชื่อว่าเทพธิดา เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ผู้มีอานุภาพมาก.
               บทว่า มนุสฺสภูตา ได้แก่ เกิดในหมู่มนุษย์ คือได้ความเป็นมนุษย์.
               คำว่า มนุสฺสภูตา นี้ ท่านกล่าวเพราะประสงค์ว่า โดยมากสัตว์ผู้ดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์จึงทำบุญได้.
               คาถาเหล่านี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้.
               ส่วนความพิสดารพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี.
               นางเปรตถูกพระเถระถามซ้ำอย่างนี้ เมื่อจะประกาศเหตุที่ตนได้สมบัตินั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
               เมื่อก่อนดิฉันเป็นเปรต พระคุณเจ้าเป็นมุนีผู้มีความกรุณาในโลก ได้เห็นดิฉันซูบผอมเหลือง ถูกความหิวแผดเผา เปลือยกาย มีหนังแตก เป็นริ้วรอย เสวยทุกขเวทนา จึงได้ถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าประมาณเท่าฝ่ามือ ๑ ผืน น้ำดื่ม ๑ ขัน แด่ภิกษุ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ดิฉัน.
               ขอท่านจงดูผลแห่งข้าวคำหนึ่งที่พระคุณเจ้าถวายแล้ว ดิฉันเป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา บริโภคอาหารมีกับข้าวมีรสหลายอย่าง ตั้งพันๆ ปี ขอพระคุณเจ้าจงดูผลแห่งการถวายผ้าประมาณเท่าฝ่ามือที่ดิฉันได้รับนี้เถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ผ้าในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราชมีประมาณเท่าใด ผ้านุ่งผ้าห่มของดิฉันมีมากกว่านั้นอีก คือผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้นทั้งกว้าง ทั้งยาว ทั้งมีค่ามาก ห้อยอยู่ในอากาศ ดิฉันเลือกเอาแต่ผืนที่พอใจมานุ่งห่ม
               ขอพระคุณเจ้าจงดูผลแห่งการถวายน้ำดื่ม ๑ ขันซึ่งดิฉันได้รับอยู่นี้ สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมลึกอันบุญกรรมสร้างให้ดีแล้ว มีน้ำใส มีท่าราบเรียบ น้ำเย็น มีกลิ่นหอมหาสิ่งเปรียบมิได้ ดาระดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล เต็มไปด้วยน้ำอันดาระดาษไปด้วยเกสรดอกบัว ดิฉันปราศจากภัย รื่นรมย์ ชื่นชม บันเทิงใจอยู่.
               ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันมาเพื่อจะไหว้พระคุณเจ้าผู้เป็นมุนี มีความกรุณาในโลก.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปณฺฑุกึ แปลว่า มีตัวเหลือง.
               บทว่า ฉาตํ ได้แก่ ผู้หิวกระหาย คือถูกความหิวครอบงำ.
               บทว่า สมฺปติตจฺฉวึ ได้แก่ ผู้มีผิวแห่งร่างกายแตกออกเป็นริ้ว.
               บทว่า โลเก นี้ เป็นบทแสดงอารมณ์ของกรุณาที่กล่าวไว้ในบทว่า การุณิโก นี้.
               บทว่า ตํ มํ ได้แก่ ซึ่งดิฉันผู้เป็นเช่นนั้น คือดิฉันผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรกรุณาโดยส่วนเดียว ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว.
               บทว่า ทุคฺคตํ แปลว่าถึงทุคคติ.
               บทว่า ภิกฺขูนํ อาโลปํ ทตฺวา ดังนี้เป็นต้น เป็นเครื่องแสดงอาการที่พระเถระทำความกรุณาแก่ตน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ได้แก่ ข้าวสุก. อธิบายว่า โภชนะอันเป็นทิพย์.
               บทว่า วสฺสสตํ ทส ได้แก่ ร้อยปี ๑๐ ครั้ง. อธิบายว่า ๑,๐๐๐ ปี.
               ก็คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ แปลว่า ตลอด.
               มีวาจาประกอบความว่า บทว่า ภุญฺชามิ กามกามินี อเนกรสพฺยญฺชนํ ความว่า ดิฉันประกอบด้วยสิ่งที่น่าต้องการ แม้อื่นๆ จึงบริโภคอาหารมีกับข้าวมีรสต่างๆ.
               ด้วยคำว่า โจฬสฺส นี้ นางเปรตแสดงเฉพาะบุญอันสำเร็จด้วยทาน ซึ่งมีผ้านั้นเป็นอารมณ์ โดยมุ่งเอาไทยธรรมเป็นหลัก.
               บทว่า วิปากํ ปสฺส ยาทิสํ ได้แก่ ขอท่านจงดูผลกล่าวคือวิบากของการถวายผ้าเป็นทานนั้นเถิด. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ผลนั้นเป็นเช่นไร นางเปรตจึงกล่าวคำว่า ยาวตา นนฺทราชสฺส ดังนี้เป็นต้น.
               ในคำนั้น ใครชื่อว่านันทราชาองค์นี้
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในหมู่มนุษย์ผู้มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี มีกฎุมพีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเที่ยวเดินเล่นในป่า ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งที่ในป่า. พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้นกำลังทำจีวรอยู่ในป่านั้น เมื่อผ้าอนุวาตไม่พอ ก็เริ่มจะพับเก็บ. กฎุมพีนั้นเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านทำอะไรขอรับ แม้ท่านจะไม่พูดอะไรๆ เพราะท่านเป็นผู้มักน้อย ก็รู้ว่าทำผ้าจีวรไม่พอ จึงวางผ้าห่มของตนที่ใกล้เท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็ไป.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าถือเอาผ้าอุตราสงค์นั้นมาใช้เป็นผ้าอนุวาตทำจีวรห่ม.
               ในเวลาสิ้นชีวิต กฎุมพีนั้นตายไปเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติอยู่ในภพดาวดึงส์นั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากภพดาวดึงส์นั้นไปบังเกิดในตระกูลอำมาตย์บ้านหนึ่ง ในที่ประมาณ ๑ โยชน์ จากเมืองพาราณสี.
               ในเวลาเขาเจริญวัย ได้มีการป่าวร้องงานนักขัตตฤกษ์ในบ้านนั้น. เขาพูดกะมารดาว่า คุณแม่จงให้ผ้าสาฎกแก่ฉันบ้าง ฉันจักเล่นงานนักขัตฤกษ์. มารดาได้นำเอาผ้าที่ซักไว้สะอาดดีออกมาให้. เขาพูดว่า ผ้าผืนนี้ เนื้อหยาบจ๊ะแม่. มารดาจึงได้นำผ้าอื่นมาให้. แม้ผ้าผืนนั้น เขาก็ปฏิเสธเสียอีก.
               ลำดับนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า พ่อเอ๋ย พวกเราเกิดในเรือนที่ไม่มีบุญ จะได้ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้. เขากล่าวว่า ฉันจะไปยังที่ที่จะได้นะแม่. มารดากล่าวว่า ไปเถอะลูก แม่ปรารถนาจะให้เจ้าได้ราชสมบัติในเมืองพาราณสีในวันนี้แหละ. เขารับพรแล้ว ไหว้มารดา ทำประทักษิณแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่. แม่ก็พูดว่า ไปเถอะลูก.
               ได้ยินว่า มารดานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เขาจักไปไหน เขาก็จักนั่งอยู่ในเรือนนี้ หรือเรือนนั้น. ส่วนเขาถูกนิยามแห่งบุญตักเตือนอยู่ จึงออกจากบ้านไปเมืองพาราณสีแล้ว นอนคลุมศีรษะบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล.
               ก็วันนั้นเป็นวันที่พระเจ้าพาราณสีสวรรคตได้ ๗ วัน.
               พวกอำมาตย์และปุโรหิตพากันถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว นั่งปรึกษากันที่พระลานหลวงว่า พระราชามีพระราชธิดา ๑ พระองค์ แต่พระราชโอรสไม่มี ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชาครอบครอง ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ พวกเราจักปล่อยบุษยรถ (รถสีขาว) ไป. มีสีเหมือนดอกโกมุทเทียมรถแล้ว วางเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง มีเศวตฉัตรเป็นประธาน วางไว้ในรถนั่นแหละแล้วปล่อยรถไป ให้ประโคมดนตรีตามมาข้างหลัง.
               รถออกจากประตูด้านทิศตะวันออก ได้มุ่งตรงไปยังพระราชอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถมุ่งหน้าไปทางอุทยาน เพราะความเคยชิน, พวกเราจะให้กลับ. ปุโรหิตกล่าวค้านว่า อย่าให้กลับเลย. รถทำประทักษิณกุมารแล้ว ทำท่าจะขึ้นก็ได้หยุดเสีย. ปุโรหิตดึงชายผ้าห่มออกตรวจดูฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้าง กล่าวว่า ทวีปนี้จงยกไว้ กุมารนี้สมควรเพื่อจะครอบครองเอกราช ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวารดังนี้แล้ว จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้งว่า จงประโคมดนตรี จงประโคมอีก.
               ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้าแลดูแล้วกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านพากันมาด้วยการงานอะไร. พวกอำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติถึงแก่ท่าน. กุมารถามว่า พระราชาของพวกท่านไปไหนเสียเล่า? พวกอำมาตย์กล่าวว่า ทิวงคตเสียแล้วนาย. กุมารถามว่า ล่วงไปกี่วันแล้ว? พวกอำมาตย์กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗. กุมารถามว่า พระราชโอรส พระราชธิดาไม่มีดอกหรือ? พวกอำมาตย์กล่าวว่า มีแต่พระราชธิดา พระราชโอรสไม่มี.
               กุมารกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราจักครอบครองราชสมบัติ.
               พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันทำมณฑปสำหรับอภิเษกในทันทีทันใด แล้วประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว นำมายังพระราชอุทยาน ทำการอภิเษกกุมาร.
               ลำดับนั้น พวกอำมาตย์น้อมนำผ้ามีค่าแสนหนึ่ง เข้าไปถวายพระราชกุมารผู้อภิเษกแล้วนั้น. พระราชาพระองค์ใหม่นั้นตรัสถามว่า นี่อะไรกันพ่อ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ผ้าสำหรับนุ่งพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ผ้าเนื้อหยาบมิใช่หรือ พ่อ. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในบรรดากระบวนผ้าที่พวกมนุษย์ใช้สอยกัน ผ้าที่ละเอียดกว่านี้ไม่มี พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสถามว่า พระราชาพระองค์เก่าของพวกท่านทรงนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ? พวกอำมาตย์ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชาตรัสว่า พระราชาของพวกท่านเห็นจะไม่มีบุญ พวกท่านจงนำเอาพระเต้าทองมา เราจักได้ผ้า. พวกอำมาตย์จึงนำเอาพระเต้าทองมา.
               พระราชาเสด็จลุกขึ้นล้างพระหัตถ์ด้วยพระองค์ บ้วนพระโอษฐ์ แล้วเอาพระหัตถ์กอบน้ำ สาดไปทางทิศตะวันออก. ในคราวนั้น ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้นทำลายแผ่นดินหนาผุดขึ้น. ทรงกอบน้ำอีกแล้วสาดไปในทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทรงสาดไปทั้ง ๔ ทิศอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ต้นกัลปพฤกษ์ทิศละ ๘ ต้น ๘ ต้น รวมเป็น ๓๒ ต้นผุดขึ้นทั่วทุกทิศ. บางอาจารย์กล่าวว่า ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้น ๖๔ ต้นโดยแบ่งเป็นทิศละ ๑๖ ต้น.
               พระราชาทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่งแล้วตรัสว่า พวกท่านจงเที่ยวตีกลองป่าวประกาศว่า ในแว้นแคว้นของพระเจ้านันทราช พวกผู้หญิงที่กรอด้าย ไม่ต้องกรอด้าย ดังนี้แล้ว จึงให้ยกเศวตฉัตรขึ้น ทรงตกแต่งประดับประดา เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐ เข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทแล้ว เสวยมหาสมบัติ.
               เมื่อเวลาล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระเทวีเห็นสมบัติของพระราชาแล้ว ทรงแสดงอาการแห่งความกรุณาว่า พุทโธ่ ท่านผู้มีตปะ และถูกย้อนถามว่า นี่อะไรกัน.
               พระเทวีจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ สมบัติของพระองค์ใหญ่ยิ่ง พระองค์ได้กระทำกรรมอันงามไว้ในอดีตกาล. บัดนี้ ไม่ทรงทำกุศลไว้เพื่อประโยชน์แก่อนาคตกาล.
               พระราชาตรัสว่า เราจะให้แก่ใคร ไม่มีท่านผู้มีศีล.
               พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชมพูทวีปไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงจัดเตรียมทานไว้เท่านั้น หม่อมฉันจักได้พระอรหันต์.
               ในวันรุ่งขึ้น พระราชาสั่งให้ตระเตรียมทานอันควรแก่ค่ามากไว้.
               พระเทวีทรงอธิษฐานว่า ถ้าในทิศนี้มีพระอรหันต์ไซร้ ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของดิฉันทั้งหลายในที่นี้เถิด แล้วทรงนอนราบผินหน้าไปทางทิศเหนือ. เมื่อพระเทวีนอนลงเท่านั้น บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ผู้เป็นพระราชโอรสของนางปทุมวดี ซึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายเรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้น้องชาย มาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ พระเจ้านันทราชนิมนต์พวกท่าน ขอพวกท่านจงรับนิมนต์ของพระองค์เถิด.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว เหาะไปทันที แล้วลงที่ประตูด้านทิศเหนือ. พวกมนุษย์กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว.
               พระราชาพร้อมกับพระเทวีเสด็จมาไหว้ รับบาตรแล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายขึ้นยังปราสาท ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นบนปราสาท ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระราชาทรงหมอบที่ใกล้เท้าของพระสังฆเถระ พระเทวีทรงหมอบที่ใกล้เท้าของพระสังฆนวกะ ให้ทรงกระทำปฏิญญาว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักไม่ลำบากด้วยปัจจัย ข้าพเจ้าทั้งหลายจักไม่เสื่อมจากบุญ ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อจะอยู่ในที่นี้ ดังนี้แล้วให้สร้างสถานที่อยู่ในพระราชอุทยาน บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดชั่วอายุ.
               เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นปรินิพพานแล้ว ให้เล่นสาธุกีฬาแล้ว ให้ทำการฌาปนกิจด้วยไม้หอมเป็นต้น แล้วให้เก็บธาตุบรรจุเป็นพระเจดีย์ เกิดความสังเวชว่า ความตายยังมีแก่ท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้เห็นปานนี้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่นพวกเราเล่า จึงทรงตั้งพระราชโอรสองค์ใหญ่ไว้ในราชสมบัติ ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นดาบส.
               ฝ่ายพระเทวีคิดว่า เมื่อพระราชาทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไร ดังนี้จึงทรงผนวช. แม้ทั้ง ๒ พระองค์ก็อยู่ในพระราชอุทยาน ทำฌานให้บังเกิดแล้วยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ในเวลาสิ้นอายุ บังเกิดในพรหมโลก.
               ได้ยินว่า พระเจ้านันทราชนั้นได้เป็นพระมหากัสสปเถระ พระสาวกผู้ใหญ่แห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย. พระอัครมเหสีของพระเจ้านันทราชนั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่าภัททากาปิลานี.
               ก็พระเจ้านันทราชนี้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ด้วยพระองค์เองถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงทำแว่นแคว้นของพระองค์ทั้งหมดทีเดียว ให้เป็นเหมือนอุตตรกุรุทวีป ได้ให้ผ้าทิพย์แก่พวกมนุษย์ผู้มาถึงแล้วๆ.
               นางเปรตนั้นหมายเอาความสำเร็จผ้าทิพย์นี้นั้น และความสำเร็จแห่งผ้าทั้งปวง จึงกล่าวว่า ยาวตา นนฺทราชสฺส วิชิตสฺมึ ปฏิจฺฉทา วัตถุเครื่องปกปิดในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราชมีประมาณเท่าไร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตสฺมึ แปลว่า ในแว่นแคว้น.
               บทว่า ปฏิจฺฉทา ได้แก่ ผ้าทั้งหลาย.
               จริงอยู่ ผ้าเหล่านั้น เขาเรียกว่าปฏิจฉทา เพราะเป็นเครื่องปกปิด.
               บัดนี้ นางเปรตนั้น เมื่อจะแสดงว่า บัดนี้ ความสำเร็จของเราไพบูลย์กว่าความสำเร็จของพระเจ้านันทราช จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผ้าและเครื่องปกปิดของเรามากกว่าผ้าของพระเจ้านันทราชนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ความว่า ผ้าและเครื่องปกปิดของเรา ยังมากกว่าผ้าอันเป็นเครื่องหวงแหนของพระเจ้านันทราช.
               บทว่า วตฺถานจฺฉาทนานิ ได้แก่ ผ้าสำหรับนุ่งและผ้าสำหรับห่ม.
               บทว่า โกเสยฺยกมฺพลียานิ ได้แก่ ผ้าไหมและผ้ากัมพล.
               บทว่า โขมกปฺปาสิกานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกไม้และผ้าอันสำเร็จด้วยฝ้าย.
               บทว่า วิปุลา ได้แก่ กว้างทั้งส่วนยาวและส่วนกว้าง.
               บทว่า มหคฺฆา ได้แก่ มากโดยมีค่ามาก คือควรแก่ค่ามาก.
               บทว่า อากาเสวลมฺพเร ได้แก่ ห้อยไว้บนอากาศนั้นเอง.
               บทว่า ยํ ยํ หิ มนโส ปิยํ มีวาจาประกอบความว่า เราถือเอาผ้าที่เราพอใจแล้วนุ่งและห่ม.
               บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ วิปากํ ปสฺส ยาทิสํ ได้แก่ น้ำดื่มพอเต็มขันที่เขาให้ คือที่เขาอนุโมทนา.
               ก็นางเปรตเมื่อจะแสดงว่า ท่านจงดูวิบากของน้ำดื่มนั้นเช่นใด คือมีมากเพียงใด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คมฺภีรา จตุรสฺสา จ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรา แปลว่า หยั่งไม่ถึง.
               บทว่า จตุรสฺสา แปลว่า มีทรวดทรง ๔ เหลี่ยม.
               บทว่า โปกฺขรญฺโญ ได้แก่ สระโบกขรณี.
               บทว่า สุนิมฺมิตา ได้แก่ เนรมิตด้วยดีด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั่นเอง.
               บทว่า เสโตทกา แปลว่า น้ำมีสีขาว. คือเกลื่อนกล่นไปด้วยทรายขาว.
               บทว่า สุปฺปติตฺถา แปลว่า ท่างาม.
               บทว่า สีตา ได้แก่ น้ำเย็น.
               บทว่า อปฺปฏิคนฺธิยา แปลว่า มีกลิ่นหอมระรื่น เว้นจากกลิ่นปฏิกูล.
               บทว่า วาริกิญฺชกฺขปูริตา ความว่า เต็มไปด้วยน้ำอันดารดาษด้วยเกษรดอกบัวและบัวสายเป็นต้น.
               บทว่า สหํ ตัดเป็น สา อหํ แปลว่า เรานั้น.
               บทว่า รมามิ แปลว่า ประสบความยินดี.
               บทว่า กีฬามิ ได้แก่ บำเรออินทรีย์.
               บทว่า โมทามิ ได้แก่ เป็นผู้บรรเทิงด้วยโภคสมบัติ.
               บทว่า อกุโตภยา แปลว่า ไม่เกิดภัยแม้แต่ที่ไหนๆ คือ เราเป็นผู้มีเสรี อยู่อย่างเป็นสุข.
               บทว่า ภนฺเต วนฺทิตุมาคตา ความว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันมาคือเข้ามาหาท่านผู้เป็นเหตุให้ได้ทิพยสมบัตินี้.
               ก็ในที่นี้ คำใดที่ข้าพเจ้าไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถ คำนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ แล.
               เมื่อนางเปรตกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงความนั้นโดยพิสดาร ในเมื่อพวกคนชาวบ้านทั้ง ๒ คือบ้านอิฏฐกวดีและบ้านทีฆราชี ผู้มายังสำนักตน ให้พวกเขาสลดใจ ให้พ้นจากสงสารและกรรมชั่ว ให้ตั้งอยู่ในภาวะเป็นอุบาสก. เรื่องนั้นปรากฏแล้วในหมู่ภิกษุ.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล.

               จบอรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑. สังสารโมจกเปตวัตถุ จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 97อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 98อ่านอรรถกถา 26 / 99อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=3263&Z=3318
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๑  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :