ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1 อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2 อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
นิทานกถา ว่าด้วยทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน สันติเกนิทาน
อปัณณกชาดก ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ

หน้าต่างที่ ๕ / ๙.

               อวิทูเรนิทาน               
               ก็เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในดุสิตบุรีนั่นแล ความแตกตื่นเรื่องพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว.
               จริงอยู่ ในโลกย่อมมีโกลาหล ๓ อย่างเกิดขึ้น คือ โกลาหลเรื่องกัป ๑ โกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้า ๑ โกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ ๑.
               พวกเทวดาชั้นกามาวจรที่ชื่อว่า โลกพยุหะ ทราบว่า เหตุที่จะเกิดเมื่อสิ้นกัป จักมีโดยล่วงไปได้แสนปีนั้น ดังนี้ ต่างมีศีรษะเปียก สยายผมมีหน้า ร้องไห้ เอามือทั้งสองเช็ดน้ำตา นุ่งผ้าแดง มีรูปร่างแปลก เที่ยวเดินบอกกล่าวไปในเมืองมนุษย์ว่า
               ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งแสนปีแต่นี้ เหตุที่จะเกิดเมื่อสิ้นกัปจักมีขึ้น แม้โลกนี้ก็จักพินาศไป แม้มหาสมุทรก็จักพินาศ แผ่นดินใหญ่นี้และพญาแห่งภูเขาสิเนรุ จักถูกไฟไหม้ จักพินาศไป ความพินาศจักมีจนถึงพรหมโลก. ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จงบำรุงมารดาบิดา จงเป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ดังนี้.
               นี้ชื่อว่า โกลาหลเรื่องกัป.
               พวกเทวดาชื่อว่า โลกบาล ทราบว่า ก็โดยล่วงไปแห่งพันปี พระสัพพัญญูพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ดังนี้ แล้วพากันเที่ยวป่าวร้อง ชื่อว่า โกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้า.
               เทวดาพวกนั้นแหละทราบว่า โดยล่วงไปแห่งร้อยปี พระเจ้าจักรพรรดิจักเสด็จอุบัติขึ้น พากันเที่ยวป่าวประกาศว่า
               ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย โดยล่วงไปแห่งร้อยปีแต่นี้ พระเจ้าจักรพรรดิจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ดังนี้.
               นี้ชื่อว่า โกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ.
               โกลาหลทั้งสามประการนี้ นับว่าเป็นของใหญ่. บรรดาโกลาหลทั้งสามนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นได้ฟังเสียงโกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้าแล้ว จึงร่วมประชุมพร้อมกัน ทราบว่า สัตว์ชื่อโน้นจักเป็นพระพุทธเจ้า เข้าไปหาเขา แล้วต่างจะอ้อนวอนและเมื่ออ้อนวอนอยู่ ก็จะอ้อนวอนในเมื่อบุรพนิมิตเกิดขึ้นแล้ว. ก็ในกาลนั้นเทวดาแม้ทั้งปวง พร้อมกับท้าวจาตุมมหาราช ท้าวสักกะ ท้าวสุยาม ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมมานรดี ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีและท้าวมหาพรหม ในแต่ละจักรวาลมาประชุมพร้อมกันในจักรวาลหนึ่ง แล้วพากันไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ในภพดุสิต ต่างอ้อนวอนว่า
               “ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเมื่อบำเพ็ญบารมีสิบ ก็มิได้ปรารถนาสมบัติของท้าวสักกะ สมบัติของมาร สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ สมบัติของพรหมบำเพ็ญ แต่ท่านปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณบำเพ็ญแล้ว เพื่อต้องการจะขนสัตว์ออกจากโลก. ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงสมัยที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ”.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ยังไม่ให้ปฏิญาณแก่เทวดาทั้งหลาย จะตรวจดูมหาวิโลกนะ คือที่จะต้องเลือกใหญ่ ๕ ประการ คือ กาล ทวีป ประเทศ ตระกูลและการกำหนดอายุของมารดา.
               ใน ๕ ประการนั้น พระโพธิสัตว์จะตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควรหรือไม่สมควร. ในข้อนั้นกาลแห่งอายุที่เจริญขึ้นถึงแสนปี จัดว่าเป็นกาลไม่สมควร. เพราะเหตุไร. เพราะในกาลนั้น ชาติชราและมรณะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย และพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่จะพ้นจากไตรลักษณ์ไม่มี. เมื่อพระองค์ตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. พวกเขาก็จะคิดว่า พระองค์ตรัสข้อนั้นทำไม แล้วจะไม่เห็นเป็นสำคัญว่า ควรจะฟัง ควรจะเชื่อ. ต่อนั้นก็จะไม่มีการตรัสรู้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้ศาสนาก็จะไม่เป็นสิ่งนำออกจากทุกข์. เพราะฉะนั้น จึงเป็นกาลที่ยังไม่ควร.
               แม้กาลแห่งอายุหย่อนกว่าร้อยปี ก็จัดเป็นกาลที่ยังไม่ควร. เพราะเหตุไร. เพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา และโอวาทที่ให้แก่ผู้มีกิเลสหนา จะไม่ตั้งอยู่ในที่เป็นโอวาท. โอวาทนั้นก็จะพลันปราศไปเร็วพลันเหมือนรอยไม้เท้าในน้ำ ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น แม้กาลนั้นก็จัดได้ว่าเป็นกาลไม่ควร. กาลแห่งอายุต่ำลงมาตั้งแต่แสนปี สูงขึ้นไปตั้งแต่ร้อยปี จัดเป็นกาลอันควร. และในกาลนั้นก็เป็นกาลแห่งอายุร้อยปี. ทีนั้น พระมหาสัตว์ก็มองเห็นว่า เป็นกาลที่ควรจะเกิดได้แล้ว.
               ต่อจากนั้น เมื่อจะตรวจดูทวีป ก็ตรวจดูทวีปใหญ่ ๔ ทวีป เห็นทวีปหนึ่งว่า ในทวีปทั้งสาม พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เสด็จอุบัติขึ้น เสด็จอุบัติขึ้นในชมพูทวีปเท่านั้น.
               ต่อจากนั้น ก็ตรวจดูประเทศว่า ธรรมดาชมพูทวีปกว้างใหญ่มาก มีปริมาณถึงหมื่นโยชน์. พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในประเทศไหนหนอ. จึงมองเห็นมัชฌิมประเทศ. ชื่อว่ามัชฌิมประเทศ คือประเทศที่ท่านกล่าวไว้ในวินัยอย่างนี้ว่า ในทิศตะวันออก มีนิคมชื่อกชังคละ. ที่อื่นจากนิคมนั้นเป็นที่กว้างขวาง อื่นไปจากที่นั้น เป็นชนบทตั้งอยู่ในชายแดน ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศใต้ มีแม่น้ำชื่อสัลลวดี. ต่อจากนั้น เป็นชนบทตั้งอยู่ชายแดน ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศทักษิณ มีนิคมชื่อเสตกัณณิกะ. ต่อจากนั้นเป็นชนบทตั้งอยู่ในชายแดน ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันตก มีพราหมณคามชื่อถูนะ. ต่อจากนั้นเป็นชนบทตั้งอยู่ในชายแดน ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศเหนือ มีภูเขาชื่ออุสีรธชะ. ต่อจากนั้นเป็นชนบทตั้งอยู่ในชายแดน ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. มัชฌิมประเทศนั้นโดยยาววัดได้สามร้อยโยชน์ โดยกว้างได้สองร้อยห้าสิบโยชน์ โดยวงรอบได้เก้าร้อยโยชน์. ในประเทศนั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระเจ้าจักรพรรดิและกษัตริย์พราหมณ์คฤหบดีมหาศาล ผู้มีศักดาใหญ่เหล่าอื่นย่อมเกิดขึ้น และนครชื่อว่ากบิลพัสดุ์นี้ ก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศนี้. พระโพธิสัตว์จึงได้ถึงความตกลงใจว่า เราควรจะไปเกิดในนครนั้น.
               ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะเลือกตระกูล จึงเห็นตระกูลว่า มารดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เสด็จอุบัติในตระกูลแพศย์ หรือในตระกูลศูทร. แต่จะเสด็จอุบัติในตระกูลกษัตริย์หรือในตระกูลพราหมณ์ที่โลกยกย่อง สองตระกูลนี้เท่านั้น. ก็บัดนี้มีตระกูลกษัตริย์ที่โลกยกย่องแล้ว เราจักเกิดในตระกูลนั้น. พระเจ้าสุทโธทนมหาราช จักเป็นพระราชบิดาของเรา ดังนี้.
               ต่อจากนั้น เมื่อจะเลือกมารดาก็เห็นว่า ธรรมดาพระพุทธมารดาย่อมไม่โลเลในบุรุษ ไม่เป็นนักเลงสุรา แต่จะเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมาตลอดแสนกัป. จำเดิมแต่เกิดจะมีศีล ๕ ไม่ขาดเลย และพระเทวีทรงพระนามว่า มหามายา นี้ทรงเป็นเช่นนี้ พระนางจะทรงเป็นพระราชมารดาของเรา ดังนี้. เมื่อตรวจดูว่า ก็พระนางจะทรงมีพระชนมายุเท่าไร ก็เห็นว่ามีอายุเกินกว่า ๑๐ เดือนไป ๗ วัน.
               พระโพธิสัตว์ตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้ ด้วยประการฉะนี้ แล้วคิดว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถึงกาลอันควรของเราแล้วที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อจะกระทำการสงเคราะห์เทวดาทั้งหลาย จึงให้ปฏิญญาแล้วกล่าวว่า ขอพวกท่านไปได้ ส่งเทวดาเหล่านั้นกลับไป มีเทวดาชั้นดุสิตห้อมล้อมแล้ว ไปสู่นันทวันในดุสิตบุรี. จริงอยู่ นันทวันมีอยู่ในทุกเทวโลกทีเดียว. เทวดาในนันทวันในเทวโลกนั้น กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ขอท่านจงจุติจากนันทวันนี้ไปสู่สุคติเถิด เที่ยวคอยเตือนให้พระมหาสัตว์รำลึกถึงโอกาสแห่งกุศลกรรมที่เคยกระทำไว้ครั้งก่อน. พระโพธิสัตว์อันพวกเทวดาผู้คอยเตือนให้รำลึกถึงกุศลกรรมห้อมล้อมแล้วอย่างนี้ เที่ยวไปอยู่ในเทวโลกนั้น จุติแล้วถือเอาปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของพระมหามายาเทวี ก็เพื่อที่จะให้ชัดแจ้งถึงวิธีที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ มีถ้อยคำที่จะบรรยายตามลำดับดังนี้
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น ในนครกบิลพัสดุ์ได้มีงานนักขัตฤกษ์ เดือน ๘ กันอย่างเอิกเกริก. มหาชนเล่นงานนักขัตฤกษ์กัน. ฝ่ายพระนางมหามายาเทวี อีก ๗ วันจะถึงวันบุรณมี ทรงร่วมเล่นงานนักขัตฤกษ์ แต่ไม่มีการดื่มสุรากัน มีแต่จัดดอกไม้ของหอมและเครื่องประดับ. ในวันที่ ๗ ทรงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทรงสนานด้วยน้ำหอม ทรงสละพระราชทรัพย์สี่แสน ถวายมหาทาน แล้วทรงแต่งพระองค์ ด้วยเครื่องประดับครบทุกอย่าง เสวยพระกระยาหารอย่างดี ทรงอธิษฐานองค์อุโบสถ. เสด็จเข้าห้องอันมีสิริ บรรทมบนพระสิริไสยาสน์ ก้าวลงสู่นิทรารมณ์ได้ทรงพระสุบินนี้ว่า
               นัยว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ยกพระนางขึ้นพร้อมกับพระแท่นที่บรรทมทีเดียว ไปยังป่าหิมพานต์ แล้ววางบนพื้นแผ่นศิลา มีประมาณ ๖๐ โยชน์ ภายใต้ต้นสาละใหญ่มีประมาณ ๗ โยชน์ ได้ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ทีนั้น เหล่านางเทวีของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ต่างพากันมานำพระเทวีไปยังสระอโนดาต ให้สรงสนานเพื่อที่จะชำระล้างมลทินของมนุษย์ออก ให้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ลูบไล้ด้วยของหอมทิพย์ ประดับประดาด้วยดอกไม้ทิพย์. ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น มีภูเขาเงินอยู่ลูกหนึ่ง ภายในภูเขานั้นมีวิมานทอง พวกเขาก็ตั้งพระแท่นที่บรรทมอันเป็นทิพย์ บ่ายพระเศียรสูงขึ้นทางปราจีนทิศ (ตะวันออก) ทูลให้บรรทมในวิมานทองนั้น. พระโพธิสัตว์เป็นพระยาช้างตัวประเสริฐสีขาวผ่อง เดินเที่ยวไปที่ภูเขาทองลูกหนึ่ง ในที่ไม่ไกลแต่ที่นั้น. เดินลงจากภูเขาทองนั้น ขึ้นไปยังภูเขาเงิน มาทางด้านอุตตรทิศ (ทิศเหนือ) เอางวงอันมีสีราวกะว่า พวงเงินจับดอกปทุมชาติสีขาว เปล่งโกญจนาท เข้าไปยังวิมานทอง. กระทำประทักษิณแท่นบรรทมของพระราชมารดา ๓ รอบแล้ว ปรากฏเหมือนกับว่า ทะลุทางด้านเบื้องขวาเข้าไปในพระอุทรของพระนาง. พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ ในวันนักขัตฤกษ์เดือน ๘ หลัง ด้วยประการฉะนี้.
               ในวันรุ่งขึ้น พระเทวีทรงตื่นบรรทมแล้ว กราบทูลถึงพระสุบินนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้เชิญพราหมณ์ชั้นหัวหน้า ๖๔ คนเข้าเฝ้า ให้จัดปูลาดอาสนะมีค่ามากบนพื้นที่ฉาบด้วยโคมัยสด มีเครื่องสักการะอันเป็นมงคล กระทำด้วยข้าวตอกเป็นต้น ให้ใส่ข้าวปายาสอย่างเลิศ ซึ่งปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ลงจนเต็มถาดทองและเงิน เอาถาดทองและเงินครอบแล้ว ถวายให้พวกเขาอิ่มหนำ พร้อมกับถวายผ้าห่มและแม่โคแดงเป็นต้น. ทีนั้น เมื่อพวกพราหมณ์เหล่านั้นอิ่มหนำด้วยของที่ต้องการทุกอย่างแล้ว จึงตรัสบอกพระสุบิน แล้วตรัสถามว่า จักมีอะไรเกิด. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงวิตกอะไรเลย พระเทวีทรงตั้งพระครรภ์แล้ว และพระครรภ์ที่ตั้งขึ้นนั้นเป็นครรภ์บุรุษ มิใช่ครรภ์ของสตรี. พระองค์จักมีพระราชบุตร ถ้าพระราชบุตรนั้นทรงอยู่ครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. ถ้าเสด็จออกจากเรือนบวชจักได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีกิเลส ประดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก.
               ก็ในขณะที่พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระคัพโภทรของพระมารดานั่นแหละ ตลอดหมื่นโลกธาตุก็ไหวหวั่น สะเทือน เลื่อนลั่นขึ้นพร้อมกันทันที. บุรพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. ในหมื่นจักรวาลได้มีแสงสว่าง สุดจะประมาณแผ่ซ่านไป. พวกคนตาบอดต่างก็ได้ตาดีขึ้น ดูประหนึ่งว่า มีประสงค์จะดูพระสิรินั้นของพระโพธิสัตว์นั้น. พวกคนหูหนวกก็ฟังเสียงได้ พวกคนใบ้ก็พูดจาได้ พวกคนค่อมก็มีตัวตรงขึ้น คนง่อยเปลี้ยเสียขาก็เดินด้วยเท้าได้. สัตว์ทั้งปวงที่ถูกจองจำ ก็พ้นจากเครื่องจองจำ มีขื่อคาเป็นต้น. ในนรกทุกแห่ง ไฟก็ดับ. ในเปรตวิสัยความหิวกระหายก็สงบระงับ. เหล่าสัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีความกลัวภัย. โรคและไฟกิเลส มีราคะเป็นต้นของสัตว์ทั้งปวง ก็สงบระงับ. สัตว์ทั้งปวงต่างมีวาจาน่ารัก ม้าทั้งหลายต่างก็ร้อง ช้างทั้งหลายต่างก็ร้อง ด้วยอาการอันอ่อนหวาน. บรรดาดนตรีทุกชนิด ต่างก็เปล่งเสียงกึกก้องของตนได้เอง ไม่ต้องมีใครตีเลย เครื่องอาภรณ์ที่สวมอยู่ที่มือของมนุษย์ทั้งหลาย ร้องขึ้นได้. ทิศทุกทิศต่างก็แจ่มใสไปทั่ว. สายลมอ่อนเย็นที่จะให้เกิดสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย ก็พัดโชยมา. เมฆที่มิใช่กาลก็ให้ฝนตก. แม้จากแผ่นดิน น้ำก็ชำแรกไหลออกมา เหล่านกก็ไม่บินไปในอากาศ แม่น้ำก็นิ่งไม่ไหล น้ำในมหาสมุทรก็มีรสอร่อย. พื้นทั่วไปทุกแห่งก็ดาดาษ ด้วยดอกบัวหลวงมี ๕ สี. ดอกไม้ทุกชนิดที่เกิดบนพื้นดินและเกิดในน้ำ ต่างก็บานไปทั่ว. ที่ลำต้นต้นไม้ก็มีดอกปทุมลำต้นบาน ที่กิ่งก็มีดอกปทุมกิ่งบาน ที่เถาวัลย์ก็มีดอกปทุมเถาวัลย์บาน. ที่พื้นดินก็มีดอกปทุม มีก้านชำแรกพื้นหินโผล่ขึ้นเบื้องบนๆ แห่งละ ๗ ดอก ในอากาศก็มีดอกปทุมห้อยย้อยเกิดขึ้น ฝนดอกไม้โปรยปรายไปโดยรอบๆ ทิพยดนตรีต่างก็บรรเลงขึ้นในอากาศ. ทั้งหมื่นโลกธาตุเป็น ประดุจพวงมาลัยที่เขาจับเหวี่ยงให้หมุนแล้วปล่อยไป ดูราวกะว่า กำดอกไม้ที่เขาจับบีบเข้า แล้วมัดให้รวมกัน และเป็นเสมือนที่นอนดอกไม้ที่ประดับประดาและตกแต่งแล้ว มีดอกไม้เป็นพวงเดียวกัน เหมือนพัดวาสวีชนีที่กำลังโบกสะบัดอยู่ อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกไม้และธูป ได้เป็นโลกธาตุที่ถึงความงามสุดยอดแล้ว.
               จำเดิมแต่ปฏิสนธิของพระโพธิสัตว์ ผู้ถือปฏิสนธิแล้วอย่างนี้ เพื่อที่จะป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่พระโพธิสัตว์ และพระราชมารดาของพระโพธิสัตว์ เทวบุตร ๔ องค์มีมือถือพระขรรค์ คอยให้การอารักขา. ความคิดเกี่ยวกับราคะในบุรุษทั้งหลาย มิได้เกิดแต่พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์. พระนางมีแต่ถึงความเลิศด้วยลาภ และความเลิศด้วยยศ มีความสุข มีพระวรกายไม่ลำบาก และทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งอยู่ในพระคัพโภทร ประดุจด้ายสีขาวที่ร้อยไว้ในแก้วมณีที่ใสแจ๋ว. ธรรมดาคัพโภทรที่พระโพธิสัตว์อาศัยอยู่ เป็นเช่นกับท้องของเจดีย์ สัตว์อื่นไม่สามารถจะอาศัยอยู่ หรือบริโภคได้. เพราะฉะนั้น พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์จึงสวรรคต แล้วไปอุบัติในดุสิตบุรี ในเมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติแล้วได้ ๗ วัน. หญิงอื่นไม่ถึง ๑๐ เดือนบ้าง เลยไปบ้าง นั่งคลอดบ้าง นอนตลอดบ้าง ฉันใด พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์ หาเป็นฉันนั้นไม่. แต่พระนางจะบริบาลพระโพธิสัตว์ ไว้ในพระคัพโภทรสิ้น ๑๐ เดือน แล้วประทับยืนตลอด และก็ข้อนี้เองเป็น ธรรมดาของพระราชมารดาของพระโพธิสัตว์.
               แม้พระนางมหามายาเทวีทรงบริบาลพระโพธิสัตว์ในพระคัพโภทรสิ้น ๑๐ เดือน ประดุจบริบาลน้ำมันไว้ด้วยบาตร ฉะนั้น. มีพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปยังเรือนพระญาติ จึงกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนมหาราชว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันปรารถนาจะไปยังนครเทวหะที่เป็นของตระกูล.
               พระเจ้าสุทโธทนะทรงรับว่า ได้. แล้วรับสั่งให้ปราบทางจากพระนครกบิลพัสดุ์จนถึงเทวทหนคร ให้ราบเรียบดีแล้ว ประดับประดาด้วยต้นกล้วย หม้อเต็มด้วยน้ำ ธงชายและธงแผ่นผ้า ให้พระเทวีประทับนั่งในพระวอทอง ให้อำมาตย์พันคนหามไป ทรงส่งไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. ก็ในระหว่างพระนครทั้งสองแม้ชาวพระนครทั้งสอง ก็มีสาลวันอันเป็นมงคล ชื่อว่าลุมพินีวัน. ในสมัยนั้น สาลวันทั้งปวงได้มีดอกไม้บานเป็นอย่างเดียวกัน ตั้งแต่โคนต้นจนถึงปลายกิ่ง. จากระหว่างกิ่งและระหว่างดอก มีฝูงนกห้าสี มีสีดั่งแมลงภู่จำนวนมากมาย เที่ยวบินร้องประสานเสียง. ลุมพินีวันทั้งสิ้นจึงเป็นเช่นกับจิตรลดาวัน ดูประหนึ่ง เป็นมณฑลของพื้นที่มาร่วมดื่มกัน. พระเทวีได้เกิดมีพระประสงค์ จะทรงเล่นกีฬาในสาลวัน เพราะทอดพระเนตรเห็นลุมพินีวันนั้น. พวกอำมาตย์พาพระเทวีเข้าไปยังสาลวัน พระนางได้ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปยัง โคนต้นสาละอันเป็นมงคลแล้ว ทรงจับที่กิ่งต้นสาละ กิ่งต้นสาละก็น้อมลง ประดุจยอดหวายที่ถูกรมให้ร้อนแล้ว พระหัตถ์พระเทวีพอจะเอื้อมถึงได้. พระนางทรงเหยียดพระหัตถ์ออกจับกิ่ง.
               ก็ในขณะนั้นนั่นเอง ลมกัมมัชวาตของพระนางเกิดปั่นป่วน. ทีนั้น มหาชนแวดวงพระวิสูตรแก่พระนาง แล้วก็หลีกไป. เมื่อพระนางทรงจับกิ่งต้นสาละ ประทับยืนอยู่นั่นแหละ ได้ทรงประสูติแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง ท้าวมหาพรหมผู้มีจิตบริสุทธิ์ ๔ องค์ก็มาถึงพร้อมกับถือข่ายทองมาด้วย เอาข่ายทองนั้นรับพระโพธิสัตว์ วางไว้ตรงพระพักตร์ของพระราชมารดา พลางทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ขอพระองค์จงดีพระทัยเถิด พระราชบุตรของพระองค์ มีศักดาใหญ่อุบัติขึ้นแล้ว เหมือนอย่างว่า สัตว์เหล่าอื่น เมื่อตลอดออกจากท้องมารดา ย่อมแปดเปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูลอันไม่สะอาดตลอดออกมา ฉันใด. พระโพธิสัตว์หาเป็นฉันนั้นไม่ ก็พระโพธิสัตว์นั้นเหยียดมือและเท้าสองข้างออก ยืนตรง ดุจพระธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และดุจบุรุษลงจากบันได มิได้แปดเปื้อน ด้วยของไม่สะอาดใดๆ ที่มีอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้สะอาด บริสุทธิ์ รุ่งโรจน์อยู่ ประดุจแก้วมณีที่เขาวางไว้บนผ้ากาสิกพัสตร์ ตลอดออกมาจากครรภ์มารดา. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็ตาม สายธารแห่งน้ำสองสายก็พลุ่งออกมาจากอากาศ โสรจสรงพระสรีระของพระโพธิสัตว์และพระมารดาทำให้อบอุ่นสบาย เพื่อเป็นเครื่องสักการะแก่พระโพธิสัตว์และพระมารดา.
               ต่อนั้นท้าวมหาราช ๔ องค์ได้รับพระโพธิสัตว์นั้นจากมือของพรหมผู้ยืนเอาข่ายทองรับอยู่ ด้วยเครื่องปูลาดที่ทำด้วย หนังเสือดาวที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึ่งสมมติกันว่า เป็นมงคล. พวกมนุษย์จึงเอาพระยี่ภู่ผ้าทุกูลพัสตร์ รับจากมือของท้าวมหาราชเหล่านั้น.
               พอพ้นจากมือของพวกมนุษย์ พระโพธิสัตว์ก็ประทับยืนบนแผ่นดิน ทอดพระเนตรดูทิศตะวันออก จักรวาลนับได้หลายพันได้เป็นที่โล่ง เป็นอันเดียวกัน. พวกเทวดาและมนุษย์ในที่นั้นต่างพากัน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น. กราบทูลว่า ข้าแต่ท่าน บุรุษคนอื่นในที่นี้เช่นกับท่านไม่มี คนที่ยิ่งกว่าท่านจักมีแต่ที่ไหน. พระโพธิสัตว์มองตรวจดูตลอดทิศใหญ่ทิศเล็กแม้ทั้ง ๑๐ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศเล็ก ๔ เบื้องล่าง เบื้องบน ก็มิได้ทรงมองเห็นใครที่เช่นกับตน ทรงดำริว่า นี้เป็นทิศเหนือ แล้วได้เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว มีท้าวมหาพรหมกั้นเศวตฉัตร ท้าวสุยามเทวบุตรถือพัดวาลวีชนี และเทวดาเหล่าอื่นมีมือถือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เหลือ เดินตามเสด็จ. ต่อจากนั้น ประทับยืนที่พระบาทที่ ๗ ทรงเปล่งอาสภิวาจา [วาจาแสดงความยิ่งใหญ่] เป็นต้นว่า เราเป็นผู้เลิศของโลก ทรงบรรลือสีหนาทแล้ว.
               จริงอยู่ พระโพธิสัตว์เพียงคลอดออกมาจากครรภ์มารดาเท่านั้น ก็เปล่งวาจาได้ในสามอัตภาพเท่านั้น คือ ในอัตภาพเป็นมโหสถ ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ในอัตภาพนี้. นัยว่า ในอัตภาพเป็นมโหสถ เมื่อพระโพธิสัตว์คลอดออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น ท้าวสักกเทวราชเสด็จมา ทรงวางแก่นจันทน์ที่มือ แล้วเสด็จไป. พระโพธิสัตว์กำแก่นจันทร์นั้นไว้ในกำมือคลอดออกมา. ทีนั้น มารดาจึงถามเขาว่า แน่ะพ่อ ลูกถืออะไรมา. ข้าแต่แม่ ยาครับ พระโพธิสัตว์ตอบ. เพราะเหตุที่ถือเอายามา คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อให้แก่เขาว่า โอสถทารก [เด็กถือยา]. ชนทั้งหลายจึงถือเอายานั้นใส่ไว้ในตุ่ม โอสถนั้นนั่นแหละได้เป็นยารักษาโรคสารพัดให้หายได้ แก่คนตาบอดและหูหนวกเป็นต้น ที่พากันมาๆ ต่อมา เพราะถือเอาคำที่พูดกันว่า โอสถนี้มีคุณมาก โอสถนี้มีคุณมาก เขาจึงได้เกิดมีชื่อขึ้นอีกว่า มโหสถ.
               ส่วนในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร พระโพธิสัตว์เพียงคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ก็เหยียดแขนออก พลางกล่าวว่า ข้าแต่แม่ ในเรือนมีทรัพย์บ้างไหม ลูกจะให้ทาน แล้วคลอดออกมา. ทีนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์นั้นกล่าวว่า แน่ะพ่อ ลูกเกิดในตระกูลที่มีทรัพย์ ว่าแล้วให้วางถุงเงินพันหนึ่งไว้แล้ว จึงวางมือของลูกไว้บนฝ่ามือของพระองค์. ในอัตภาพเป็นพระโพธิสัตว์บรรลือสีหนาทแม้นี้ ด้วยประการฉะนี้.
               พระโพธิสัตว์เพียงแต่ว่าคลอดออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น ก็เปล่งวาจาได้ในสามอัตภาพโดยอาการอย่างนี้. เหมือนอย่างว่า ในขณะถือปฏิสนธิฉันใด แม้ในขณะอุบัติขึ้นก็ฉันนั้น. บุรพนิมิต ๓๒ ประการก็ได้ปรากฏขึ้น ก็ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ของพวกเราอุบัติ แล้วในลุมพินีวัน. ในสมัยนั้นนั่นแล พระเทวีผู้เป็นพระราชมารดาของพระราหุล ฉันนอำมาตย์ กาฬุทายีอำมาตย์ ราชกุมารอานนท์ พระยาม้ากัณฐกะ มหาโพธิพฤกษ์ ขุมทรัพย์ ๔ ขุม ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน. บรรดาขุมทรัพย์เหล่านั้น ขุมทรัพย์หนึ่งมีประมาณคาวุตหนึ่ง ขุมหนึ่งประมาณกึ่งโยชน์ ขุมหนึ่งมีประมาณ ๓ คาวุต ขุมหนึ่งมีประมาณโยชน์หนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงรวมเป็นสหชาต ๗ อย่างเหล่านี้. พวกชาวเมืองสองนครต่างได้พาพระโพธิสัตว์กลับ ไปยังนครกบิลพัสดุ์เลยทีเดียว. ในวันนั้นนั่นเอง ชุมนุมเทวดาในดาวดึงสพิภพ ต่างร่าเริงยินดีว่า พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธมหาราช อุบัติแล้วในนครกบิลพัสดุ์. พระราชกุมารนี้จักประทับนั่งที่ลานต้นโพธิ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ แล้วพากันโบกสะบัดผ้า [แสดงความยินดี] เล่นสนุกกัน.
               ในสมัยนั้น มีดาบสผู้คุ้นเคยกับตระกูลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ได้สำเร็จสมาบัติ ๘ ชื่อกาลเทวละ. เขาฉันเสร็จสรรพแล้ว จึงเหาะไปยังดาวดึงสพิภพ เพื่อพักผ่อนในเวลากลางวัน นั่งพักผ่อนกลางวันในที่นั้น เห็นเทวดาเหล่านั้น จึงถามว่า เพราะเหตุไร พวกท่านจึงมีใจยินดี เล่นสนุกกันอย่างนี้ ขอได้โปรดบอกเหตุนั้นแก่อาตมภาพด้วย. พวกเทวดาได้บอกเหตุนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธนะอุบัติขึ้นแล้ว ในกาลนั้น พระองค์จักประทับนั่ง ที่ลานแห่งต้นโพธิ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ประกาศพระธรรมจักร. พวกข้าพเจ้าต่างยินดี เพราะเหตุนี้ว่า พวกเราจักได้เห็นพระพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ และจักได้ฟังพระธรรมของพระองค์. ดาบสนั้นฟังคำของเหล่าเทวดาแล้ว ลงจากเทวโลกทันที เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ได้ยินว่า พระราชโอรสของพระองค์อุบัติแล้ว อาตมภาพอยากเห็นพระองค์. พระราชามีรับสั่งให้พา พระราชกุมารผู้ประดับประดาตกแต่งแล้วมา ทรงอุ้มไปเพื่อให้นมัสการดาบส. พระบาททั้งสองของพระโพธิสัตว์ กลับไปประดิษฐานอยู่บนชฎาของดาบส.
               จริงอยู่ บุคคลอื่นที่ชื่อว่า พระมหาสัตว์จะพึงไหว้โดยอัตภาพนั้นไม่มี ถ้าคนผู้ไม่รู้ พึงวางศีรษะของพระโพธิสัตว์ที่บาทมูลของดาบส. ศีรษะของดาบสนั้น พึงแตกออก ๗ เสี่ยง. ดาบสคิดว่า การทำตนของเราให้พินาศไม่สมควร จึงลุกจากอาสนะแล้วประคองอัญชลีแก่พระโพธิสัตว์. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงทรงไหว้บุตรของตน. ดาบสระลึกได้ชาติ ๘๐ กัป คือในอดีต ๔๐ กัป ในอนาคต ๔๐ กัป. เห็นลักษณสมบัติของพระโพธิสัตว์ จึงใคร่ครวญดูว่า เธอจักได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ ทราบว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า โดยมิต้องสงสัย. คิดว่า พระราชบุตรนี้เป็นอัจฉริบุรุษ จึงได้กระทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ. ต่อนั้นจึงใคร่ครวญดูว่า เราจักได้ทันเห็นความเป็นพระพุทธเจ้านี้หรือไม่หนอ. ก็เห็นว่า เราจักไม่ได้ทันเห็น จักตายเสียก่อนในระหว่างนั้นแหละ แล้วจักไปบังเกิดในอรูปภพที่พระพุทธเจ้าตั้งร้อยพระองค์ก็ดี ตั้งพันพระองค์ก็ดี ไม่สามารถที่จะเสด็จไปเพื่อให้ตรัสรู้ได้ แล้วคิดว่า เราจักไม่เห็นอัจฉริยบุรุษผู้เป็นพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้ และเราจักมีความเสื่อมใหญ่ ดังนี้แล้วร้องไห้ลั่นไป. พวกมนุษย์เห็นแล้วจึงเรียนถามว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา เมื่อตะกี้นี้เอง หัวเราะแล้วกลับปรากฏร้องไห้อีกเล่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อันตรายอะไรจักเกิดแก่พระลูกเจ้าของพวกเราหรือหนอ. ดาบสตอบว่า พระองค์ไม่มีอันตราย จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย.
               พวกมนุษย์ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงร้องไห้ลั่นไป.
               ดาบสตอบว่า เราเศร้าโศกถึงตนว่า จักไม่ได้ทันเห็นพระมหาบุรุษผู้เป็นพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้ ความเสื่อมใหญ่จักมีแก่เรา ดังนี้ จึงได้ร้องไห้.
               ต่อจากนั้น ดาบสใคร่ครวญอยู่ว่า ในวงญาติของเรามีใครบ้างจักได้เห็นความเป็นพระพุทธเจ้านั้น ได้มองเห็นนาลกทารกผู้เป็นหลาน เขาจึงไปยังเรือนของน้องสาว ถามว่า นาลกะ บุตรของเจ้าอยู่ไหน. ข้าแต่พระคุณเจ้า เขาอยู่ในเรือน น้องสาวตอบ. จงเรียกเขามาที ให้เรียกมาแล้ว. ดาบสพูดกะเขาผู้มายังสำนักของตนว่า นี่แน่ะพ่อ พระราชโอรสอุบัติแล้วในตระกูลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช เป็นหน่อพุทธางกูร พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อล่วงได้ ๓๕ ปี. เจ้าจักได้เห็นพระองค์ เจ้าจงบวชในวันนี้ทีเดียว.
               เด็กเกิดในตระกูลนี้ทรัพย์ได้ ๘๗ โกฏิ คิดว่า ลุงคงจักไม่ชักชวนเราในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์. ทันใดนั้นนั่นเอง ให้คนซื้อผ้ากาสาวพัสตร์และบาตรดินจากตลาด ให้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ประคองอัญชลี บ่ายหน้าไปทางพระโพธิสัตว์ ด้วยกล่าวว่า บุคคลผู้สูงสุดในโลกพระองค์ใด ข้าพเจ้าขอบวชอุทิศบุคคลนั้น แล้วกราบด้วยเบญจางประดิษฐ์ เอาบาตรใส่ถุงคล้องที่จะงอยบ่า แล้วไปยังหิมวันตประเทศ บำเพ็ญสมณธรรม. ท่านเข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ได้บรรลุพระอภิสัมโพธิครั้งแรก ทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงนาลกปฏิปทา แล้วเข้าไปยังป่าหิมพานต์อีก บรรลุพระอรหัต ปฏิบัติข้อปฏิปทาอย่างเคร่งครัด รักษาอายุมาได้ตลอด ๗ เดือน ยืนพิงภูเขาทองอยู่นั่นแหละ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
               ในวันที่ ๕ พระประยูรญาติทั้งหลายคิดว่า ในวันที่ ๕ พวกเราจักโสรจสรงเศียรเกล้าพระโพธิสัตว์ แล้วเฉลิมพระนามแด่พระองค์ ดังนี้ แล้วฉาบทาพระราชมณเฑียรด้วยคันธชาติ ๔ ชนิด โปรยดอกไม้มีข้าวดอกเป็นที่ ๕ ให้หุงข้าวปายาสล้วนๆ แล้วนิมนต์พราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพทจำนวน ๑๐๘ คน ให้นั่งในพระราชมณเฑียร ให้ฉันโภชนะอย่างดี ถวายสักการะมากมาย แล้วถามว่า อะไรหนอจักมี แล้วให้ตรวจดูพระลักษณะ.
               บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น.
               พราหมณ์ ๘ คนเหล่านี้ คือ พราหมณ์ชื่อรามะ ชื่อธชะ ชื่อลักขณะ ชื่อสุชาติมันตี ชื่อโภชะ ชื่อสุยามะ ชื่อโกณฑัญญะ ชื่อสุทัตตะ. ในครั้งนั้น พวกเขาได้เป็นพราหมณ์ ๘ คน ผู้เรียนจบเวทางคศาสตร์ทั้ง ๖ พยากรณ์มนต์แล้ว.

               ได้เป็นผู้ตรวจดูพระลักษณะ แม้พระสุบินในวันที่ถือปฏิสนธิ พราหมณ์เหล่านี้แหละก็ได้ตรวจดูแล้ว. บรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ นั้น ๗ คนยกสองนิ้ว พยากรณ์เป็นสองทางว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อบวชจักได้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้. ต่างพากันบอกถึงสมบัติอันมีสิริของพระเจ้าจักรพรรดิ. แต่มาณพชื่อโกณฑัญญะโดยโคตร เด็กกว่าพราหมณ์เหล่านั้นทุกคน พิจารณาดูความสมบูรณ์แห่งพระลักษณะของพระโพธิสัตว์ ชูนิ้วมือนิ้วเดียวเท่านั้น แล้วพยากรณ์อย่างเดียวว่า พระโพธิสัตว์นี้ไม่มีเหตุที่จะดำรงอยู่ในท่ามกลางเรือน จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงปราศจากกิเลสประดุจหลังคา โดยส่วนเดียวเท่านั้น. จริงอยู่ โกณฑัญญพราหมณ์นี้เป็นผู้สร้างความดียิ่งมาแล้ว เป็นสัตว์ที่จะเกิดเป็นภพสุดท้าย มีปัญญาเหนือกว่าคนทั้ง ๗ ได้เห็นคติเดียวเท่านั้นว่า สำหรับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเหล่านั้น ไม่มีฐานะที่จะดำรงอยู่ในท่ามกลางเรือน จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น เขาจึงชูนิ้วขึ้นนิ้วเดียว แล้วพยากรณ์อย่างเดียว.
               ต่อมา พวกพราหมณ์เหล่านั้นกลับไปยังเรือนของตน แล้วต่างพากันเรียกบุตรมาบอกว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกเราแก่แล้วจะทันได้เห็นพระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธมหาราช ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ หรือไม่ก็ไม่รู้. พวกเจ้าเมื่อพระราชกุมารนี้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พึงบวชในศาสนาของพระองค์เถิด. ชนแม้ทั้ง ๗ คนเหล่านั้น ดำรงอยู่ตราบเท่าอายุขัย ก็ตายไปตามยถากรรม. โกณฑัญญมาณพเท่านั้นไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ (ยังมีชีวิตอยู่).
               เมื่อพระมหาสัตว์เติบโต เจริญวัยขึ้นแล้ว เสด็จออกพระมหาภิเนษกรมณ์ เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศตามลำดับ. ทรงเกิดพระดำริว่า ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริงหนอ สถานที่นี้เหมาะที่จะบำเพ็ญเพียร สำหรับกุลบุตรผู้มีความต้องการความเพียร. ดังนี้แล้วเสด็จเข้าจำพรรษา ณ ที่นั้น. เขาได้ฟังข่าวว่า พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปหาบุตรของพราหมณ์เหล่านั้น พูดอย่างนี้ว่า ได้ทราบข่าวว่า พระสิทธัตถกุมารทรงผนวชแล้ว พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. ถ้าบิดาของพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาพึงออกบวชในวันนี้แน่ หากพวกท่านพึงต้องการเช่นนั้นบ้าง มาซิ เราจักบวชตามพระมหาบุรุษนั้น. พวกเขาทุกคนไม่สามารถที่จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์กันได้. สามคนไม่บวช สี่คนนอกนี้บวช ตั้งให้โกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า.
               ชนทั้ง ๕ คนเหล่านั้นจึงได้มีชื่อว่า พระปัญจวัคคีย์เถระ.
               ก็ในกาลนั้น พระราชาตรัสถามว่า บุตรของเราเห็นอะไร จึงจักบวช. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า บุพนิมิต ๔ (ลางบอกเหตุล่วงหน้า). ตรัสถามว่า อะไรบ้างๆ. กราบทูลว่า คนแก่เพราะชรา คนเจ็บป่วย คนตาย บรรพชิต. พระราชาตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกท่านอย่าได้ให้นิมิตเห็นปานนี้ เข้าไปสำนักแห่งบุตรของเรา เราไม่ต้องการให้บุตรเราเป็นพระพุทธเจ้า เราต้องการอยากจะเห็นบุตรของเราครอบครองราชสมบัติที่เป็นใหญ่ และปกครองทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ซึ่งมีทวีปเล็กสองหมื่นเป็นบริวาร ห้อมล้อมไปด้วยบริษัทมีปริมณฑลได้สามสิบหกโยชน์ ท่องเที่ยวไปในพื้นนภากาศ.
               ก็แล เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงมีรับสั่งให้วางอารักขาไว้ในที่ทุกๆ คาวุต ในทิศทั้งสี่ เพื่อจะห้ามมิให้บริษัท ๔ ประการเหล่านั้น เข้ามายังคลองจักษุของพระกุมาร. ก็ในวันนั้น เมื่อตระกูลพระญาติแปดหมื่นประชุมกันในที่มงคลสถาน พระญาติแต่ละพระองค์ต่างยินยอมยกบุตรให้แต่ละคนว่า พระราชกุมารสิทธัตถะนี้จะเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระราชาก็ตาม. พวกเราจักให้บุตรคนละคน แม้ถ้าจักเป็นพระพุทธเจ้า ก็จักมีสมณกษัตริย์ให้เกียรติและห้อมล้อม. แม้ถ้าเป็นพระราชา ก็จักมีขัตติยกุมารให้เกียรติและห้อมล้อมเที่ยวไป. ฝ่ายพระราชาก็ทรงตั้งนางนมล้วนมีรูปทรงชั้นเยี่ยม ปราศจากสรรพโทษทุกประการแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ทรงเจริญวัยด้วยบริวารอเนกอนันต์ ด้วยส่วนแห่งความงามอันยิ่งใหญ่.
               ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาได้มีพระราชพิธีวัปปมงคล (แรกนาขวัญ). วันนั้น พวกชาวนครต่างประดับประดาพระนครทุกหนทุกแห่ง ดุจดังเทพวิมาน. เหล่าพวกทาสและกรรมกรทั้งหมดต่างนุ่งห่มผ้าใหม่ ประดับประดาด้วยของหอมและดอกไม้ ประชุมกันในราชตระกูล. ในพระราชพิธีมีการเทียมไถถึงพันคัน ก็ในวันนั้น ไถ ๑๐๘ อันหย่อนหนึ่งคัน (๑๐๗ คัน) หุ้มด้วยเงินพร้อมด้วยโคผู้ ตะพายและเชือก. ส่วนที่งอนพระนังคัลของพระราชา หุ้มด้วยทองคำสุกปลั่ง. เขาของโคผู้ ตะพาย เชือกและปฏัก ก็หุ้มด้วยทองคำทั้งนั้น. พระราชาทรงพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เสด็จออกจากพระนคร ทรงพาพระราชโอรสไปด้วย. ในที่ประกอบพระราชพิธีมีต้นหว้าอยู่ต้นหนึ่งมีใบหนาแน่นมีเงาทึบ.
               ภายใต้ต้นหว้านั้นนั่นแหละ พระราชาทรงรับสั่งให้ปูลาดพระแท่นบรรทมของพระราชโอรส เบื้องบนให้ผูกเพดาน ปักด้วยดาวทองคำ ให้แวดวงด้วยปราการพระวิสูตร วางอารักขา. ส่วนพระองค์ก็ทรงประดับประดาด้วยเครื่องสรรพอลงกรณ์ มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ได้เสด็จไปยังที่จรดพระนังคัล. ในที่นั้น พระราชาทรงถือพระนังคัลทองคำ พวกอำมาตย์ถือคันไถเงิน ๑๐๗ คัน พวกชาวนาต่างพากันถือคันไถที่เหลือ. เขาเหล่านั้นต่างถือคันไถ ไถไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง. แต่พระราชาทรงไถไปจากด้านในสู่ด้านนอก จากด้านนอกสู่ด้านใน. ในที่นั้นมีมหาสมบัติ. นางนมที่นั่งห้อมล้อมพระโพธิสัตว์อยู่ ต่างพากันออกมาข้างนอกจากภายในพระวิสูตร ด้วยคิดว่า พวกเราจะดูสมบัติของพระราชา.
               พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรดูข้างโน้นและข้างนี้ ไม่ทรงเห็นใคร จึงเสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว ทรงนั่งขัดสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นแล้ว. พวกนางนมพากันเที่ยวไปในระหว่างเวลากินอาหาร ชักช้าไปหน่อยหนึ่ง. เงาของต้นไม้ที่เหลือชายไป ส่วนเงาของต้นไม้นั้นตั้งเป็นปริมณฑลตรงอยู่. พวกนางนมคิดได้ว่า พระลูกเจ้าประทับอยู่พระองค์เดียว จึงรีบเปิดพระวิสูตรขึ้นเข้าไปข้างใน เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิบนแท่นบรรทม และปาฏิหาริย์นั้น. จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชกุมารประทับนั่งอย่างนี้ เงาของต้นไม้เหล่าอื่นชายไป ของต้นหว้าตั้งเป็นปริมณฑลตรงอยู่อย่างนี้. พระราชารีบเสด็จมา ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์จึงตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ นี้เป็นการไหว้เจ้าครั้งที่สอง แล้วทรงไหว้ลูก.
               ต่อมา พระโพธิสัตว์มีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษาโดยลำดับ พระราชาทรงมีรับสั่งให้สร้างปราสาทสามหลังเหมาะสมกับสามฤดู คือ หลังหนึ่งมี ๙ ชั้น หลังหนึ่งมี ๗ ชั้น หลังหนึ่งมี ๕ ชั้น และให้จัดหาหญิงฟ้อนรำไว้สี่หมื่นคน. พระโพธิสัตว์มีหญิงฟ้อนรำแต่งตัวสวยห้อมล้อมอยู่ เป็นประหนึ่งเทพเจ้าผู้ห้อมล้อมอยู่ด้วยหมู่นางอัปสรฉะนั้น. ถูกบำเรออยู่ด้วยดนตรี ไม่มีบุรุษเลย ทรงเสวยสมบัติใหญ่ ประทับอยู่ในปราสาทเหล่านั้นตามคราวแห่งฤดู. ส่วนพระราหุลมารดาได้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์.
               เมื่อพระองค์เสวยมหาสมบัติอยู่ วันหนึ่งได้มีพูดกันขึ้นในระหว่างหมู่พระญาติอย่างนี้ว่า พระสิทธัตถะทรงขวนขวายอยู่แต่การเล่นเท่านั้น มิได้ทรงศึกษาศิลปะใดๆ เลย เมื่อเกิดสงความขึ้นจักทำอย่างไรกัน. พระราชาทรงมีรับสั่งให้เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พวกญาติๆ ของลูกพูดกันว่า พระสิทธัตถะมิได้ศึกษาศิลปะใดๆ เลย เที่ยวขวนขวายแต่การเล่น ดังนี้ ลูกจะเห็นว่า ถึงกาลอันควรหรือยัง.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องศึกษาศิลปะ ขอพระองค์ได้โปรดให้ตีกลอง ป่าวร้องไปในพระนคร เพื่อให้มาดูการแสดงศิลปะของข้าพระองค์. แต่นี้อีก ๗ วัน ข้าพระองค์ก็จักแสดงศิลปะแก่พระญาติทั้งหลาย. พระราชาได้ทรงกระทำตามเช่นนั้น. พระโพธิสัตว์รับสั่งให้ประชุม เหล่านายขมังธนูที่สามารถยิงได้ดังสายฟ้าแลบ ยิงขนหางสัตว์ได้ ยิงต้านลูกศรได้ ยิงตามเสียงได้ และยิงลูกศรตามลูกศรได้ แล้วได้ทรงแสดงศิลปะ ๑๒ อย่างที่พวกนายขมังธนูเหล่าอื่นไม่มีแก่พระญาติทั้งหลาย ในท่ามกลางมหาชน.
               ข้อนั้นพึงทราบตามนัยที่มีมาในสรภังคชาดกนั้นเถิด.
               ในคราวนั้น หมู่พระญาติของพระองค์ได้หมดพระทัยสงสัยแล้ว.
               ต่อมาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะเสด็จยังภูมิภาคในพระอุทยาน จึงตรัสเรียกสารถีมาตรัสว่า จงเทียมรถ เขารับพระดำรัสว่า ดีแล้ว. จึงประดับประดารถชั้นดีที่สุด มีค่ามากด้วยเครื่องอลังการทุกชนิด เทียมม้าสินธพอันเป็นมงคล ซึ่งมีสีดุจกลีบดอกบัวขาว ๔ ตัวเสร็จแล้ว ไปทูลบอกแด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นรถอันเป็นเช่นกับเทววิมาน ทรงบ่ายพระพักตร์สู่พระอุทยาน. เทวดาทั้งหลายคิดว่า กาลที่จะตรัสรู้ของพระสิทธัตถราชกุมารใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราจักแสดงบุพนิมิต. แล้วแสดงเทวบุตรคนหนึ่ง ทำให้เป็นคนแก่หง่อม มีฟันหัก มีผมหงอก มีหลังโกงดุจกลอนเรือน มีตัวโค้งลง มีมือถือไม้เท้า เดินงกๆ เงินๆ อยู่. พระโพธิสัตว์และสารถีก็ได้ทอดพระเนตรเห็น และแลเห็นภาพนั้น. ทีนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสถามตามนัยที่มีมาในมหาปทานสูตรนั่นแหละว่า นี่แน่ะสหายผู้เจริญ ชายคนนี้ชื่ออะไรกันนะ แม้แต่ผมของเขาก็ไม่เหมือนของผู้อื่น ดังนี้ ทรงสดับคำของสารถีแล้ว ทรงมีพระทัยสังเวชว่า นี่แน่ะผู้เจริญ น่าติเตียนจริงหนอความเกิดนี้ ความแก่จักต้องปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดแล้วอย่างแน่นอน ดังนี้แล้วเสด็จกลับจากพระอุทยาน เสด็จขึ้นสู่ปราสาททีเดียว.
               พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร บุตรของเราจึงกลับเร็วนัก. พวกอำมาตย์ทูลว่า เพราะทอดพระเนตรเห็นคนแก่ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า พวกเจ้าพูดว่า ลูกของเราเห็นคนแก่แล้วจักบวช เพราะเหตุไร จึงมาทำลายเราเสียเล่า จงรีบจัดหาละครมาแสดงแก่บุตรของเรา. เธอเสวยสมบัติอยู่จักไม่ระลึกถึงการบรรพชา แล้วให้เพิ่มอารักขามากขึ้น วางไว้ทุกๆ ครึ่งโยชน์ในทุกทิศ.

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค นิทานกถา ว่าด้วยทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน สันติเกนิทาน
อปัณณกชาดก ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ

อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1 อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2 อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1&Z=12
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=35&A=1
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=35&A=1
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :