ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหากปิชาดก
ว่าด้วย คุณธรรมของหัวหน้า

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภญาตัตถจริยา คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา ดังนี้.
               เรื่องจักมีแจ่มชัดใน ภัททสาลชาดก.
               ก็ในกาลครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องสนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องราวอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็บำเพ็ญญาตัตถจริยาเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ เติบโตแล้วถึงพร้อมด้วยส่วนยาวและส่วนกว้างสูงล่ำสัน มีกำลังวังชามาก มีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก มีฝูงกระบี่ ๘ หมื่นตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่ถิ่นดินแดนหิมพานต์.
               ณ ที่นั้นได้มีต้นอัมพะ คือมะม่วง ที่คนทั้งหลายเรียกว่า ต้นนิโครธ มีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง มีใบดกหนา ร่มเงาหนา สูงเทียมยอดเขา อาศัยฝั่งแม่คงคา. ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์ ผลใหญ่มากประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ๆ. ผลของกิ่งๆ หนึ่งของมันหล่นลงบนบก อีกกิ่งหนึ่งหล่นลงน้ำที่แม่คงคา. ส่วนผลของ ๒ กิ่งหล่นลงที่ท่ามกลางใกล้ต้น.
               พระโพธิสัตว์ เมื่อพาฝูงกระบี่ไปกินผลไม้ที่ต้นนั้นคิดว่า สักเวลาหนึ่ง ภัยจักเกิดขึ้นแก่พวกเรา เพราะอาศัยผลไม้ต้นนี้ที่หล่นลงในน้ำ แล้วจึงให้ฝูงกระบี่กินผลไม้ของกิ่งบนยอดที่ทอดไปเหนือน้ำ ด้วยไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว ตั้งแต่เวลาผลเท่าแมลงหวี่ ในเวลาออกช่อ.
               แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลสุกผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานรแปดหมื่นตัวมองไม่เห็น หล่นลงไปในน้ำ ติดที่ข่ายด้านบนของพระเจ้าพาราณสี ผู้ทรงให้ขึงไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง แล้วทรงกีฬาน้ำ. ในเวลาที่พระราชาทรงเล่นตอนกลางวันแล้วตอนเย็นเสด็จกลับ พวกชาวประมงพากันกู้ข่าย เห็นผลไม้สุกผลนั้น แล้วไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีชื่อโน้น จึงนำไปถวายพระราชาให้ทอดพระเนตร.
               พระราชาตรัสถามว่า นี่ผลอะไรกัน?
               ชาวประมง ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า.
               พระราชา ใครจักทราบ?
               ชาวประมง พรานไพร พระพุทธเจ้าข้า.
               พระราชารับสั่งให้เรียกพรานไพรมา ตรัสถามแล้ว ก็ทรงทราบว่า เป็นผลมะม่วงสุก แล้วทรงใช้พระแสงกริชเฉือน ให้พรานไพรรับประทานก่อน ภายหลังก็เสวยด้วยพระองค์เอง. พระราชทานให้พระสนมบ้าง อำมาตย์บ้างรับประทานกัน. รสของผลมะม่วงสุกแผ่ซาบซ่านไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา.
               พระราชานั้นทรงติดพระทัยในความยินดีชอบใจในรส ได้ตรัสถามพวกพรานไพรถึงที่อยู่ของต้นไม้นั้น เมื่อพวกเขาทูลว่า ที่ฝั่งแม่น้ำในท้องถิ่นดินแดนแห่งหิมพานต์ จึงรับสั่งให้คนจำนวนมากต่อเรือขนาน แล้วได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไป ตามทางที่พวกพรานไพรทูลชี้แนะ แต่พวกพรานไม่ได้ทูลบอกกำหนดว่า สิ้นเวลาเท่านี้วัน. ถึงที่นั้นตามลำดับแล้ว พวกพรานไพรจึงทูลพระราชาว่า นี่คือต้นไม้ที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำแล้ว มีมหาชนห้อมล้อมเสด็จดำเนินไป ณ ที่นั้นด้วยพระบาท ทรงให้ปูที่บรรทมที่ควงไม้ เสวยผลมะม่วงสุก แล้วเสวยพระกระยาหารมีรสเลิศนานาชนิดเสร็จแล้วก็บรรทม. ราชบุรุษทั้งหลายวางยามแล้วก่อกองไฟไว้ทุกทิศ.
               เมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลับกันแล้ว พระมหาสัตว์จึงได้ไปกับด้วยบริษัทในเวลาเที่ยงคืน. วานร ๘๐,๐๐๐ ตัวพากันไต่ไปกินผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่ง. พระราชาทรงตื่นบรรทม ทรงเห็นฝูงกระบี่ จึงทรงปลุกให้คนทั้งหลายตื่นขึ้น แล้วรับสั่งให้เรียกพวกแม่นธนูมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้สูเจ้าทั้งหลายจงพากันล้อมยิงพวกวานรเหล่านั้น ที่กินผลไม้โดยไม่ให้มันหนีไป. พรุ่งนี้ฉันจะกินผลมะม่วงและเนื้อวานร. พวกแม่นธนูทูลรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ แล้วพากันยืนล้อมต้นไม้แล้วขึ้นลูกศรไว้.
               พวกวานรได้เห็นพวกเขากลัวภัยคือความตาย ไม่อาจหนีไปได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ยืนสั่นสะท้านอยู่พลางถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกคนแม่นธนูยืนล้อมต้นไม้ด้วยหมายใจว่า พวกเราจักยิงลิงตัวที่หนีไป พวกเราจักทำอย่างไรกัน? พระโพธิสัตว์ปลอบใจฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่ากลัว ฉันจักให้ชีวิตแก่พวกเธอ แล้วได้วิ่งขึ้นกิ่งไม้กิ่งที่ชี้ไปตรงๆ แล้วไต่กิ่งที่ชี้ไปตรงหน้าแม่น้ำคงคา กระโดดจากปลายกิ่งนั้น เลยที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูไปตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ลงจากพุ่มไม้นั้นแล้ว กำหนดอากาศระยะทางไว้ว่า ที่ๆ เรามาประมาณเท่านี้ แล้วกัดเครือหวายเถาหนึ่งที่โคนแกะกาบออกแล้ว กะช่วงระยะไว้ ๒ ช่วงนี้ คือ ช่วงระยะเท่านี้จักผูกต้นไม้ช่วงระยะเท่านี้ จักขึงไปในอากาศ แต่ไม่ได้กะช่วงระยะสำหรับผูกสะเอวของตน.
               เขาลากเอาเครือหวายเถานั้นไปผูกเส้นหนึ่งไว้ที่ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผูกเส้นหนึ่งไว้ที่สะเอวของตน กระโดดไปสู่สถานที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูโดยเร็ว เหมือนเมฆถูกลมพัดหอบไปฉะนั้น เพราะไม่ได้กะช่วงระยะที่ผูกสะเอวไว้ จึงไม่อาจจะขึงต้นไม้ได้จึงเอามือทั้ง ๒ ยึดกิ่งมะม่วงไว้ให้แน่นแล้ว ได้ให้สัญญาณแก่ฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายจงเหยียบหลังฉันไต่ไปอย่างปลอดภัยตามเครือหวายโดยเร็ว.
               วานร ๘ หมื่นตัวไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์แล้วได้ไปอย่างนั้น.
               ฝ่ายพระเทวทัตครั้งนั้นเป็นลิงอยู่ในจำนวนลิงเหล่านั้น คิดว่า นี้เป็นเวลาที่จะได้เห็นหลังศัตรูของเราแล้ว จึงขึ้นกิ่งไม้สูงให้เกิดกำลังเร็ว แล้วตกลงบนหลังของพระมหาสัตว์ กระโดดลงเหยียบหลังพระมหาสัตว์ด้วยกำลังเร็ว หัวใจของพระมหาสัตว์แตก เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้าขึ้น.
               ฝ่ายลิงเทวทัตนั้น ทำพระมหาสัตว์นั้นให้ได้รับเวทนาแล้วก็หลีกไป. พระมหาสัตว์ได้อยู่ลำพังตัวเดียว. พระราชาบรรทมยังไม่หลับ ทอดพระเนตรเห็นกิริยาที่พวกวานร และพระมหาสัตว์กระทำทุกอย่างแล้ว ทรงบรรทมพลางดำริว่า วานรตัวนี้เป็นสัตว์เดียรฉาน ได้ทำความสวัสดีแก่บริษัททีเดียว โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตน.
               เมื่อสว่างแล้ว พระองค์ทรงพอพระทัยต่อพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่า เราไม่ควรให้ขุนกระบี่นี้พินาศไป เราจักให้เอาขุนกระบี่นั้นลงมาปฏิบัติรักษา แล้วได้รับสั่งให้จอดเรือขนานไว้ภายในแม่น้ำคงคา ทรงให้ผูกกรงไว้บนนั้นแล้วให้ค่อยๆ ยกขุนกระบี่ลงมา แล้วรับสั่งให้คลุมผ้ากาสาวพัสตร์บนหลัง ให้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ให้ดื่มน้ำอ้อย ให้เอาน้ำมันที่เจียวแล้วพันครั้ง ชะโลมบนหลัง ให้ปูหนังแพะบนที่นอนแล้ว ทรงให้ขุนกระบี่นั้นนอนบนที่นอนนั้น
               พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะต่ำ ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็นสะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่านเป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน?


               คาถานั้นมีเนื้อความว่า ดูก่อนขุนกระบี่ผู้เจริญ ท่านทำตนให้เป็นสะพานคือยกตนให้เป็นคาน แล้วสละชีพให้ฝูงวานรเหล่านี้ข้ามไปโดยสวัสดี คือให้ข้ามไปโดยเกษม. ท่านได้เป็นอะไรกับพวกเขาหรือพวกเขาเหล่านี้ ได้เป็นอะไรกับท่าน หรือวานรเหล่านี้เป็นอะไรกับเรา.

               พระโพธิสัตว์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตักเตือนพระราชา จึงกล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
               ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูงวานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศกครอบงำ หวาดกลัวพระองค์.
               ข้าพระองค์ได้ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก คือเถาวัลย์ผูกสะเอวไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้นนั้น ชั่วระยะร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว
               กลับมาถึงต้นไม้เหมือนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่งไม้ไว้.
               พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้าพระองค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้จนตึง เหมือนสายพิณที่ขึงตึง แล้วไต่ไปโดยสวัสดี.
               การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้เดือดร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานรที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่.
               ข้าแต่พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์จะยกอุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็นพระราชา ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุขให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลังพล และนิคมทั่วหน้ากัน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตสํ ได้แก่ วานร ๘ หมื่นตัวเหล่านั้น.
               บทว่า ภีตานนฺเต ความว่า ผู้หวาดกลัวพระองค์ผู้ทรงประทับยืนสั่งการให้ยิง. พระยาวานรร้องเรียกพระราชาว่า อรินทมะ.
               บทว่า วิสฺสฏฺฐธนุโน สตํ ความว่า ผู้กระโดดพุ่งตัวไปในอากาศถึงที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูที่ยกขึ้นวัด.
               บทว่า ตโต ความว่า จากต้นไม้ต้นนี้ คือจากที่ที่กระโดดไป.
               บทว่า อปรปาเทสุ ความว่า ที่เบื้องหลังเท้า.
               คำว่า อปรปาเทสุ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงบั้นเอว. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ผูกเถาวัลย์นั้นไว้ที่บั้นเอวให้มั่นแล้ว ยันพื้นดินด้วยเท้าหลังทยานไปสู่อากาศด้วยกำลังเร็วของลม.
               บทว่า นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ ความว่า ข้าพระองค์พุ่งไปด้วยลมของตนที่ให้เกิดกำลังเร็ว เหมือนกับก้อนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น คือเป็นผู้พุ่งไปด้วยกำลังเร็วของตน เหมือนก้อนเมฆที่ถูกลมหอบลอยไปตามลมฉะนั้น แล้วได้กลับมาถึงต้นมะม่วงนี้.
               บทว่า อปฺปภวํ มีเนื้อความว่า ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้ยังขาดอยู่ประมาณช่วงตัว จึงใช้มือจับกิ่งไม้นั้นไว้.
               บทว่า วีณายตํ ความว่า ข้าพระองค์มีร่างกายถูกกิ่งไม้และเครือหวายเหนี่ยวรั้งไว้ เหมือนสายพิณที่ขึงจนตึงฉะนั้น.
               บทว่า สมนุกฺกมนฺตา ความว่า เหล่าวานรที่ข้าพระองค์อนุญาตแล้ว ไหว้ข้าพระองค์ขอขมาแล้ว ใช้เท้าไต่ คือเหยียบไปโดยสวัสดี ไม่มีขาดเลย.
               บทว่า ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ ความว่า การผูกด้วยเถาวัลย์นั้น ก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อนเลย ถึงบัดนี้ ความตายก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อน เพราะเหตุไร?
               บทว่า สุขมาหริตํ เตสํ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุที่วานรเหล่านั้นพูดว่า ท่านผู้นี้จักบำบัดทุกข์แม้ที่เกิดขึ้นแก่พวกเราแล้วบำรุงสุขให้ได้แล้ว จึงได้พากันแต่งตั้งให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่. ฝ่ายข้าพระองค์ก็พูดเหมือนกันว่า เราจักบำบัดทุกข์ที่เกิดขึ้นให้สูเจ้าทั้งหลาย แล้วจึงได้กลายเป็นหัวหน้า คือพญาของวานรเหล่านั้น.
               วันนี้ ข้าพระองค์ได้บำบัดมรณทุกข์นั้น แล้วนำความสุขมาให้พวกวานรเหล่านั้นแล้ว ด้วยเหตุนั้น การผูกมัดไว้จึงไม่เผารนข้าพระองค์ให้เดือดร้อน เพชฌฆาตคือมรณะก็จักไม่ยังข้าพระองค์ให้เดือดร้อน.
               บทว่า เอสา เต อุปมา ความว่า ข้าแต่มหาราช นี้คือข้ออุปมาการกระทำที่ข้าพระองค์จะได้ถวายแก่พระองค์.
               บทว่า ตํ สุณาหิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำตักเตือน ที่ข้าพระองค์กำลังถวายพระองค์โดยทรงเทียบเคียงกับอุปมานี้.
               บทว่า รญฺญา รฏฺฐสฺส มีอธิบายว่า
               ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาผู้ไม่ทรงบีบคั้นแว่นแคว้นราษฎร เหมือนหีบอ้อยเลย ทรงละการลุอำนาจอคติ ผูกใจเขาอยู่ด้วยสังคหวัตถุธรรม ๔ อย่าง ทรงดำรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วทรงสละชีวิตของตนเหมือนข้าพระองค์ แล้วควรแสวงหา คือเสาะหาความสุขเท่านั้น แก่แว่นแคว้นทั้งสิ้น ยานพาหนะที่เทียมแล้วมีรถและเกวียนเป็นต้นที่ชื่อว่า ยวดยานกำลังพล กล่าวคือพลเดินเท้า และแก่นิคม กล่าวคือนิคมและชนบททั่วหน้ากันด้วยพระดำริว่า เราจักมีประโยชน์อะไรสำหรับท่านราษฎรทั้งหลาย ปราศจากความหวาดกลัว หน้าร้อนเปิดประตูได้ ญาติและมิตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว ให้บุตรหลานชื่นใจ ลมเย็นโชยมา รับประทานอาหารซึ่งเป็นของตนตามชอบใจ ควรเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วยความสุขกายสบายใจ.
               บทว่า ขตฺติเยน ปชานตา ความว่า ก็พระราชานี้ผู้ได้พระนามว่า กษัตริย์ เพราะทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกษตร คือเจ้าของที่นา ควรเป็นผู้ทรงปรีชา คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาญาณเกินคนที่เหลือ.

               มหาสัตว์ เมื่อตักเตือนและพร่ำสอนพระราชาอย่างนี้อยู่ก็ได้ถึงแก่กรรม.
               พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มาแล้วตรัสว่า เธอทั้งหลายจงทำสรีรกิจของขุนกระบี่นี้ให้เหมือนสรีรกิจของพระราชา แม้ในฝ่ายใน อิตฺถาคารํปิ คือเรือนนางสนม ห้องพระมเหสี ก็ทรงบังคับว่า เธอทั้งหลายจงพากันนุ่งห่มผ้าแดง สยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมขุนกระบี่ไปป่าช้า.
               อำมาตย์ทั้งหลายตั้งเชิงตะกอนด้วยฟืนเท่าลำเกวียน เผาศพมหาสัตว์ ทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา. แล้วได้ถือกระโหลกศีรษะไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงให้สร้างเจดีย์ไว้ที่ป่าช้าของมหาสัตว์ให้ตามประทีป บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วทรงให้เลี่ยมกระโหลกศีรษะด้วยทองคำ วางไว้ที่ปลายหลาว ให้สร้างไว้ข้างหน้า ทรงบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น จึงเสด็จไปเมืองพาราณสี ให้ตั้งไว้ที่ประตูพระราชวัง แล้วทรงให้ตระเตรียมพระนคร กระทำการบูชาธาตุตลอด ๗ วัน.
               ต่อมา พระองค์ก็ทรงให้รับเอาธาตุนั้นมาสร้างเจดีย์ไว้ บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า.
               พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้
               ลิงวายร้ายได้แก่ พระเทวทัต
               บริษัททั้งหลายได้แก่ พุทธบริษัท
               ส่วนขุนกระบี่ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถามหากปิชาดกที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหากปิชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของหัวหน้า จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1043อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1050อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1057อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4546&Z=4566
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :