ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กุมภการชาดก
ว่าด้วย เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลสแล้ว ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมึ ดังนี้.
               เรื่องจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก.
               ก็กาลครั้งนั้น ที่นครสาวัตถี สหาย ๕๐๐ คนบวชแล้ว พักอยู่ภายในโกฏิสัณฐาร ในเวลาเที่ยงคืนได้ตรึกถึงเรื่องกามวิตก.
               พระศาสดาทรงตรวจดูสาวกของพระองค์ทั้งคืนทั้งวัน ๖ ครั้ง คือกลางคืน ๓ ครั้ง กลางวัน ๓ ครั้ง ทรงพิทักษ์รักษาเหมือนนกกะต้อยติวิดรักษาไข่ จามรีรักษาขนหาง มารดารักษาลูกน้อยที่น่ารัก และเหมือนคนตาข้างเดียวรักษาตาที่เหลืออยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงข่มกิเลสที่เกิดขึ้นของสาวกทั้งหลายในขณะนั้น.
               วันนั้นเวลาเที่ยงคืน พระองค์กำหนดตรวจดูพระเชตวันอยู่ ทรงทราบวิตกของภิกษุเหล่านั้นฟุ้งขึ้น ทรงดำริว่า กิเลสนี้เมื่อฟุ้งขึ้นในภายในของภิกษุเหล่านี้ จักทำลายเหตุแห่งอรหัตผลเสีย เราตถาคตจักข่มกิเลสแล้วมอบให้ซึ่งอรหัตผลแก่ภิกษุเหล่านั้นเดี๋ยวนี้แหละ แล้วเสด็จออกจากพระคันธกุฎี รับสั่งให้หาพระอานนท์เถระมาแล้ว ตรัสสั่งให้ประชุมว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงให้ภิกษุผู้อยู่ภายในโกฏิสัณฐารทั้งหมดประชุมกัน. เสด็จประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรเป็นไปในอำนาจของกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายใน ด้วยว่ากิเลส เมื่อเจริญขึ้น ย่อมให้ถึงความพินาศมากเหมือนปัจจามิตร. ธรรมดาภิกษุ กิเลสแม้มีประมาณเล็กน้อยก็ควรข่มไว้ บัณฑิตในกาลก่อน เห็นอารมณ์ประมาณเล็กน้อย ก็ข่มกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายในไว้ ให้ปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างหม้อ ในหมู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เจริญวัยแล้วได้ครอบครองสมบัติ มีบุตรชาย ๑ คน บุตรหญิง ๑ คน เลี้ยงบุตรภรรยาโดยอาศัยการทำหม้อ.
               ในกาลครั้งนั้น พระราชาทรงพระนามว่า กรกัณฑะ ในทันตปุรนคร แคว้นกลิงคะมีพระราชบริพารมาก เมื่อเสด็จไปพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงใกล้ประตูพระราชอุทยาน มีผลน่าเสวย เต็มไปด้วยผลเป็นพวง ประทับบนคอช้างต้นนั้นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกไปเก็บผลมะม่วงพวงหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าไปพระราชอุทยาน ประทับนั่งบนมงคลสิลาอาสน์ พระราชทานแก่คนที่ควรพระราชทาน แล้วจึงเสวยผลมะม่วง.
               จำเดิมแต่เวลาที่พระราชาทรงเก็บผลมะม่วงแล้ว ตามธรรมดาคนที่เหลือทั้งหลาย ก็ต้องพากันเก็บเหมือนกัน ดังนั้น อำมาตย์บ้าง พราหมณ์และคหบดีบ้าง จึงพากันเขย่าผลมะม่วงให้หล่นแล้วรับประทานกัน. ผู้ที่มาหลังๆ ก็ขึ้นต้นใช้ไม้ค้อนฟาดทำให้กิ่งหักทะลายลงกินกัน แม้แต่ผลดิบๆ ก็ไม่เหลือ.
               ฝ่ายพระราชาทรงกรีฑาในพระราชอุทยานตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นเมื่อทรงประทับนั่งบนคอช้างต้นที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงนั้น จึงเสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จไปที่โคนต้นมะม่วง ทรงมองดูลำต้นพลาง ทรงดำริว่า ต้นมะม่วงต้นนั้นเมื่อเช้านี้เอง เต็มไปด้วยผลเป็นพวงสง่างาม ทำความอิ่มตาให้แก่ผู้ดูทั้งหลายยืนต้นอยู่ บัดนี้ เขาเก็บผลหมดแล้ว หักห้อยรุ่งริ่งยืนต้นอยู่ไม่งาม.
               เมื่อทรงมองดูต้นอื่นอีก ได้ทรงเห็นต้นมะม่วงต้นอื่นที่ไม่มีผล แล้วประทับยืนที่ควงไม้นั่นเอง ทรงทำต้นมะม่วงมีผลให้เป็นอารมณ์ว่า ต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นสง่างาม เหมือนภูเขาแก้วมณีโล้น เพราะตัวเองไม่มีผล ส่วนมะม่วงต้นนี้ถึงความย่อยยับอย่างนี้เพราะออกผล แม้ท่ามกลางเรือนนี้ก็เช่นกันกับต้นมะม่วงที่ออกผล ส่วนการบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไม่มีผล ผู้มีทรัพย์นั่นแหละมีภัย ส่วนผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มีภัย แม้เราก็ควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีผลดังนี้แล้ว ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนายังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงรำลึกอยู่ว่า บัดนี้เราทำลายกระท่อมคือท้องของมารดาแล้ว. การปฏิสนธิในภพทั้ง ๓ เราตัดขาดแล้ว. ส้วมแหล่งอุจจาระ คือสงสารเราล้างแล้ว. ทะเลน้ำตาเราวิดแห้งแล้ว. กำแพงกระดูกเราพังแล้ว. เราจะไม่มีการปฏิสนธิอีกดังนี้ ได้ทรงแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งหมดประทับยืนอยู่แล้ว.
               จึงอำมาตย์ทั้งหลายได้ทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จประทับยืนนานเกินไปแล้ว.
               รา. เราไม่ใช่พระราชา แต่เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.
               อำ. ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเช่นกับด้วยพระองค์.
               รา. ถ้าเช่นนั้นเป็นอย่างไร?
               อำ. โกนผมโกนหนวด ปกปิดร่างกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ มีส่วนเปรียบเทียบด้วยดวงจันทร์ที่พ้นจากปากพระราหู พำนักอยู่ที่เงื้อมนันทมูลในป่าหิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นนี้.
               ในขณะนั้น พระราชาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเกษา
               ในทันทีนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศสมณะก็ปรากฏขึ้น สมณบริขารทั้งหลายที่พระองค์ตรัสถึงอย่างนี้ว่า :-
               ไตรจีวร บาตร มีดโกน เข็ม รัดประคตพร้อมด้วยกระบอกกรองน้ำ ๘ อย่างเหล่านี้ เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียร ได้ปกปิดพระกายของพระองค์ทันที.
               พระองค์ประทับที่อากาศ ประทานพระโอวาทแก่มหาชนแล้ว ได้เสด็จไปสู่เงื้อมนันทมูลนั่นแหละ.

               ฝ่ายพระราชาทรงพระนามว่านัคคชิ ในนครตักกสิลา ที่แคว้นคันธาระ เสด็จไปที่ท่ามกลางพระราชบัลลังก์ เบื้องบนปราสาททอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ในมือแต่ละข้างประดับกำไลแก้วมณี คือหยกข้างละอัน นั่งบดของหอมอยู่ไม่ไกล ประทับนั่งทอดพระเนตร พลางดำริว่า กำไลแก้วมณี คือหยกเหล่านั้นไม่กระทบกัน ไม่มีเสียงดัง เพราะเป็นข้างละอัน คือแยกกันอยู่.
               ภายหลัง นางเอากำไลแขนจากข้างขวามาสวมไว้ที่ข้างซ้ายรวมกัน แล้วเริ่มเอามือขวาดึงของหอมมาบด. กำไลแก้วมณีคือหยกที่มือซ้ายมากระทบกำไลข้างที่ ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นกำไลแขนทั้ง ๒ ข้างเหล่านั้นกระทบกัน อยู่มีเสียงดัง จึงทรงดำริว่า กำไลแขนนี้เวลาอยู่ข้างละอันไม่กระทบกัน แต่อาศัยข้างที่ ๒ กระทบกันก็มีเสียงดังฉันใด แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ละคนๆ ไม่กระทบกัน ก็ไม่ส่งเสียง แต่พอมี ๒, ๓ คนขึ้นไปก็กระทบกัน ทำการทะเลาะกัน.
               ส่วนเราวิจารณ์ราษฎรในราชสมบัติ ๒ แห่ง ในกัสมิระและคันธาระ เราควรจะเป็นเหมือนกำไลแขนข้างเดียว ไม่วิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองเท่านั้นอยู่ ดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลให้เป็นอารมณ์แล้ว ทั้งๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิด.
               ข้อความที่เหลือ เป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.

               ที่มิถิลานครในวิเทหรัฐ พระเจ้านิมิราช เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว มีคณะอำมาตย์แวดล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรระหว่างถนน ทางสีหบัญชรที่เปิดไว้.
               ครั้งนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่งคาบเอาชิ้นเนื้อจากเขียงที่ตลาดแล้วบินขึ้นฟ้าไป. นกทั้งหลายมีแร้งเป็นต้น บินล้อมเหยี่ยวตัวนั้น ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ใช้จะงอยปากจิก ใช้ปีกตี ใช้เท้าเฉี่ยวไป เพราะเหตุแห่งอาหาร.
               มันทนการรังแกตนไม่ไหว จึงทิ้งก้อนเนื้อก้อนนั้นไป. นกตัวอื่นก็คาบเอาเนื้อก้อนนั้นไป. นกเหล่าอื่นก็พากันละเหยี่ยวตัวนี้ติดตามนกตัวนั้นไป. ถึงนกตัวนั้นปล่อยแล้ว ตัวอื่นก็คาบไป นกทั้งหลายก็พากันรุมตีนกแม้ตัวนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน.
               พระราชาทรงเห็นนกเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า นกตัวใดๆ คาบก้อนเนื้อ นกตัวนั้นๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนนกตัวใดๆ ทิ้งสละก้อนเนื้อนั้นทิ้ง นกตัวนั้นๆ นั่นแหละมีความสุข.
               แม้กามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ ผู้ใดๆ ยึดถือไว้ ผู้นั้นๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนผู้ไม่ยึดถือ นั่นแหละมีความสุข เพราะว่า กามเหล่านี้เป็นของสาธารณะสำหรับคนจำนวนมาก. ก็แลเรามีหญิงหมื่นหกพันนาง เราควรจะละกามคุณทั้ง ๕ แล้วเป็นสุขเหมือนเหยี่ยวตัวที่ทิ้งก้อนเนื้อฉะนั้น.
               พระองค์ทรงมนสิการโดยแยบคายอยู่ ทั้งๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น.
               ข้อความที่เหลือ เป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.

               แม้ในแคว้นอุตตรปัญจาละ ในกปิลนคร พระราชาทรงพระนามว่าทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรพระลานหลวงทางสีหบัญชรที่เปิดไว้.
               ในขณะนั้น คนเลี้ยงวัวทั้งหลายต่างก็เปิดประตูคอกวัว. พวกวัวตัวผู้ออกจากคอก แล้วก็ติดตามวัวตัวเมียตัวหนึ่งด้วยอำนาจกิเลส ในจำนวนวัวเหล่านั้น โคถึกใหญ่ตัวหนึ่งเขาคม เห็นวัวตัวผู้อื่นกำลังเดินมา มีความเห็นแก่ตัวคือหึงด้วยอำนาจกิเลส ครอบงำจึงใช้เขาแหลมขวิดที่ระหว่างขา. ใส้ใหญ่ทั้งหลายของวัวตัวนั้นทะลักออกมาทางปากแผล มันถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
               พระราชาทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตวโลกทั้งหลาย ตั้งต้นแต่สัตว์เดียรัจฉานไปถึงทุกข์ด้วยอำนาจกิเลส วัวผู้ตัวนี้อาศัยกิเลสถึงความสิ้นชีวิต สัตว์แม้เหล่าอื่นก็หวั่นไหว เพราะกิเลสทั้งหลายนั่นเอง เราควรจะประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว.
               พระองค์ประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น.
               ข้อความที่เหลือ เหมือนกับข้อความในตอนก่อนนั่นเอง.

               อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์เหล่านั้นกำหนดเวลาภิกขาจารแล้ว ก็เสด็จออกจากเงื้อมนันทมูล ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟันนาคลดา ที่สระอโนดาด ทรงทำการชำระพระวรกายแล้ว ประทับยืนบนพื้นมโนศิลา ทรงนุ่งสบงแล้วถือเอาบาตรและจีวร เหาะขึ้นไปบนอากาศด้วยฤทธิ์ ทรงย่ำเมฆ ๕ สีไปแล้ว เสด็จลง ณ ที่ไม่ไกลหมู่บ้าน ใกล้ประตูนครพาราณสี ทรงห่มจีวรในที่สำราญแห่งหนึ่ง ทรงถือบาตรเสด็จเข้าไปในหมู่บ้าน ใกล้ประตูเมือง เที่ยวบิณฑบาตลุถึงประตูบ้านพระโพธิสัตว์.
               พระโพธิสัตว์เห็นพระปัจเจกเหล่านั้นแล้วดีใจ นิมนต์ให้ท่านเข้าไปในบ้าน ให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ถวายทักขิโนทก อังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ไหว้พระสังฆเถระแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบรรพชาของพระองค์ทั้งหลายงามเหลือเกิน อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใส ฉวีวรรณก็ผุดผ่อง พระองค์ทรงเห็นอารมณ์อะไรหนอ จึงทรงเข้าถึงการบรรพชาด้วยอำนาจภิกขาจารวัตร และได้เข้าไปทูลถามพระเถระแม้ที่เหลือเหมือนทูลถามพระสังฆเถระ.
               จึงท่านทั้ง ๔ เหล่านั้นได้ตรัสบอกเรื่องการออกบวชของตนๆ แก่พระโพธิสัตว์นั้น โดยนัยมีอาทิว่า อาตมภาพเป็นพระราชาชื่อโน้น ในนครโน้น ในแคว้นโน้น
               แล้วได้ตรัสคาถาองค์ละ ๑ คาถาว่า :-
               อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วง ที่งอกงามออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
               หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยกเกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียระไนแล้ว ไม่มีเสียงดัง แต่เพราะอาศัยกำไลแขนข้างทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
               นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตีจิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะอาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
               อาตมภาพได้เห็นวัวตัวผู้ตัวหนึ่ง ท่ามกลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวยและมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วงแล้ว. บทว่า วนมนฺตรสฺมึ ความว่า ในระหว่างป่า. อธิบายว่า ท่ามกลางป่ามะม่วง. บทว่า สํวิรูฬฺหํ ความว่า เจริญดีแล้ว. บทว่า ตมทฺทสํ ความว่า เมื่อออกไปจากพระราชอุทยาน อาตมภาพได้เห็น มะม่วงต้นนั้นอีกหักย่อยยับ เพราะผลเป็นต้นเหตุ.
               บทว่า ตํ ทิสฺวา ความว่า ครั้นเห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับ เพราะผลเป็นต้นเหตุแล้ว อาตมภาพได้ความสังเวชใจ ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น แล้วได้เข้าถึงการบรรพชาด้วยอำนาจภิกขาจาริยวัตร เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
               ท่านบอกวารจิตทุกอย่างนี้ จำเดิมแต่การเห็นต้นมะม่วงหักย่อยยับ เพราะผลเป็นเหตุ.
               แม้ในคำตอบของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือ ก็มีนัยนั้นเหมือนกัน.
               แต่ในคำตอบนี้ มีอรรถกถาคำที่ยาก ดังต่อไปนี้.
               บทว่า เสลํ ได้แก่กำไลแขนแก้วมณี หยก.
               บทว่า นรวีรุนิฏฺฐิตํ ความว่า ที่นรชนผู้ประเสริฐ คือช่างทั้งหลายเจียระไนแล้ว. อธิบายว่า ที่คนผู้ฉลาดทั้งหลายทำแล้ว.
               บทว่า ยุคํ ได้แก่กำไลแขนคู่หนึ่งโดยทำข้างละอัน.
               บทว่า ทิชา ทิชํ ความว่า นกที่เหลือก็รุมจิกตีนกตัวที่คาบชิ้นเนื้อไป.
               บทว่า กุณปมาหรนฺตํ ความว่า นำเอาก้อนเนื้อไป.
               บทว่า สเมจฺจ ความว่า มารวมกัน คือชุมนุมกัน.
               บทว่า ปริปาตยึสุ ความว่า ติดตามจิกตี.
               บทว่า อุสภาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพได้เห็นอสุภะ.
               บทว่า วลกฺกกุ ํ ได้แก่ มีหนอกสวยงาม.

               พระโพธิสัตว์ ครั้นได้สดับคาถาแต่ละคาถา ได้ทำการสดุดีพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส อารมณ์นั่นเหมาะสมสำหรับเหล่าข้าพระองค์ทีเดียว.
               ก็แลพระโพธิสัตว์ ครั้นสดับธรรมกถานั้น ที่ท่านทั้ง ๔ ทรงแสดงแล้ว เป็นผู้ไม่มีเยื่อใยในฆราวาส เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จไปแล้ว รับประทานอาหารเช้าแล้ว นั่งสำราญอยู่ ได้เรียกภรรยามาพูดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์นี้ สละราชสมบัติออกผนวชไม่มีกังวล ไม่มีห่วงใย ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขเกิดจากการบรรพชา ส่วนเราเลี้ยงชีพด้วยค่าจ้าง เราจะประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เธอจงสงเคราะห์ คือเลี้ยงดูลูกอยู่ในบ้านเกิด.
               แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               พระราชาเหล่านี้ คือ
                         พระเจ้ากรกัณฑะของชาวกลิงคะ ๑
                         พระเจ้านัคคชิของชาวคันธาระ ๑
                         พระเจ้านิมิราชของชาววิเทหะ ๑
                         พระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาละ ๑
               ทรงละแว่นแคว้นออกผนวช หาความห่วงใยมิได้.

               พระราชาเหล่านี้ แม้ทุกพระองค์ เสมอด้วยเทพเจ้าเสด็จมาพบกัน ย่อมสง่างามเหมือนไฟลุกฉะนั้น ดูก่อนนางผู้มีโชค แม้เราก็ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามส่วนของตนเที่ยวไปคนเดียว.


               คาถาเหล่านั้นมีเนื้อความว่า
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสังฆเถระนั้น เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ ทรงพระนามว่ากรกัณฑะในนครชื่อว่า ทันตปุระ
               องค์ที่ ๒ เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ ทรงพระนามว่านัคคชิ ในตักกสิลานคร
               องค์ที่ ๓ เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาววิเทหะ ทรงพระนามว่านิมิราชา ในนครมิถิลา
               องค์ที่ ๔ เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาวอุตตรปัญจาละ ทรงพระนามว่าทุมมุขะ ในนครกบิล.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงละแคว้นทั้งหลายเห็นปานนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยทรงผนวชแล้ว.
               บทว่า สพฺเพปิเม ความว่า ก็พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้แม้ทั้งหมด ทรงเป็นผู้เสมอด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนผู้เป็นวิสุทธิเทพ เสด็จมารวมกันแล้ว.
               บทว่า อคฺคี ยถา ความว่า ไฟที่ลุกโชนแล้ว ย่อมสง่างามฉันใด.
               บทว่า ตเถวิเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้เหล่านี้ ย่อมสง่างามด้วยคุณธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน. อธิบายว่า แม้เราก็จักบวชเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. นายช่างหม้อเรียกภรรยาว่า ภัคควี.
               บทว่า หิตฺวาน กามานิ ความว่า ละวัตถุกามทั้งหลายมีรูปเป็นต้น.
               บทว่า ยโถธิกานิ ความว่า ดำรงอยู่แล้วด้วยสามารถแห่งแนวทางของตนๆ. มีคำอธิบายว่า แม้เราครั้นละวัตถุกามทั้งหลาย ตามที่ตั้งอยู่นั่นเอง ด้วยสามารถแห่งส่วนมีรูปเป็นต้น แล้วก็จักบวชเที่ยวไปผู้เดียว. ปาฐะว่า ยโตธิกานิ ดังนี้ก็มี เนื้อความของปาฐะนั้นว่า กามทั้งหลายมีส่วนที่สำรวมแล้ว คือเว้นแล้ว ได้แก่มีส่วนที่เว้นแล้ว.
               บทว่า ปพฺพชิสฺสามิ ความว่า เพราะว่าส่วนๆ หนึ่งแห่งกิเลสกามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นสิ่งที่เว้นแล้ว จำเดิมแต่เวลาที่คิดแล้ว. แม้ส่วนของกามที่เป็นวัตถุของเขาที่ดับไปแล้ว ก็เป็นอันเขาเว้นแล้วเหมือนกัน.

               ภรรยานั้น ครั้นได้ฟังถ้อยคำของเขาแล้ว จึงพูดว่า ข้าแต่นาย ตั้งแต่เวลาได้ฟังธรรมกถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว แม้ฉันเองใจก็ไม่สถิตอยู่ในบ้าน แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
               เวลานี้เท่านั้น เวลาอื่นนอกจากนี้จะไม่มีเลย ภายหลังคงไม่มีผู้พร่ำสอนฉัน ข้าแต่ท่านผู้มีโชค ฉันเองก็จักพ้นจากมือชาย เที่ยวไปคนเดียว เหมือนนางนกพ้นจากข้อง ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาสิโต เม น ภเวยฺย ปจฺฉา ความว่า ภรรยาชี้แจงว่า ผู้พร่ำสอนคือผู้ตักเตือนคงไม่มี เพราะผู้ตักเตือนหาได้ยาก เพราะฉะนั้น เวลานี้เท่านั้นเป็นเวลาบวช เวลาอื่นไม่มีแล้ว.
               บทว่า สกุณีว มุตฺตา ความว่า เมื่อนางนกทั้งหลายถูกพรานนกจับได้ โยนใส่ข้องนก นางนกตัวหนึ่งที่หลุดจากมือของพราน นกตัวนั้นจะเผ่นออกไปกลางหาวไปสู่ที่ตามชอบใจ แล้วบินไปตามลำพังตัวเดียวฉันใด แม้ฉันก็ฉันนั้น พ้นจากมือของท่านแล้ว จักเที่ยวไปคนเดียว เพราะฉะนั้น นางเป็นผู้ประสงค์จะบวชเอง จึงได้กล่าวอย่างนี้.

               พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ฟังคำของนางแล้ว ได้นิ่งอยู่. ส่วนนางประสงค์จะลวงพระโพธิสัตว์แล้วบวชก่อน จึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ฉันจักไปท่าน้ำดื่ม ขอให้ท่านจงดูเด็ก คือลูกไว้ แล้วจึงถือเอาหม้อน้ำที่ทำเป็นเหมือนเดินไปท่าน้ำแล้วหนีไป ถึงสำนักของพวกดาบสที่ใกล้นครแล้วก็บวช.
               พระโพธิสัตว์ทราบว่า นางไม่มา จึงเลี้ยงเด็กเอง. ต่อมา เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้นหน่อยหนึ่ง ถึงความเป็นผู้สามารถรู้ความเจริญและความเสื่อมของตน คือดีชั่วแล้ว เพื่อจะทดลองเด็กเหล่านั้น วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เมื่อหุงข้าวสวย ได้หุงดิบไปหน่อย วันหนึ่งแฉะไปหน่อย วันหนึ่งไหม้ วันหนึ่งปรุงอาหารจืดไป วันหนึ่งเค็มไป.
               เด็กทั้งหลายพูดว่า วันนี้ข้าวดิบ วันนี้แฉะ วันนี้ไหม้ วันนี้จืด วันนี้เค็มไป. พระโพธิสัตว์พูดว่า ลูกเอ๋ย วันนี้ข้าวดิบ แล้วคิดว่า บัดนี้ เด็กเหล่านี้รู้จักดิบ สุก จืดและเค็มจัดแล้ว จักสามารถเลี้ยงชีพตามธรรมดาของตน เราควรจะบวชละ.
               ต่อมา ท่านได้มอบเด็กเหล่านั้นให้พวกญาติพูดว่า ดูก่อนพ่อและแม่ ขอจงเลี้ยงเด็กเหล่านี้ให้ดีเถิด แล้วเมื่อพวกญาติกำลังโอดครวญอยู่นั่นเอง ได้ออกจากพระนครไปบวชเป็นฤๅษีอยู่ใกล้ๆ พระนครนั่นเอง.
               อยู่มาวันหนึ่ง นางปริพาชิกา คือภริยาเก่า ได้เห็นท่านกำลังเที่ยวภิกขาจารในนครพาราณสี ไหว้แล้วจึงพูดว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ท่านเห็นจะให้เด็ก คือลูกทั้งหลายพินาศแล้ว.
               พระมหาสัตว์ตอบว่า เราไม่ได้ให้เด็กคือลูกพินาศ ออกบวชในเวลาที่พวกเขาสามารถรู้ความเจริญและความเสื่อม คือดีชั่วของตนแล้ว เธออย่าคิดถึงพวกเขา จงยินดีในการบวชเถิด.
               แล้วได้กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
               เด็กทั้งหลายรู้จักดิบ รู้จักสุก รู้จักเค็มและจืด ฉันเห็นข้อนั้นแล้วจึงบวช เธอจงเที่ยวไปเพื่อภิกษาเถิด ฉันก็จะเที่ยวไปเพื่อภิกษา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมหํ ความว่า เราเห็นกิริยาของเด็กเหล่านั้นแล้วจึงบวช. บทว่า จเรว ตฺวํ จรามิหํ ความว่า แม้ท่านก็จงเที่ยวไปเพื่อภิกขาจารเถิด ข้าพเจ้าก็จักเที่ยวไปเพื่อภิกขาจาร.

               พระโพธิสัตว์ตักเตือนปริพาชิกาด้วยประการอย่างนี้แล้ว ก็ส่งตัวไป.
               ฝ่ายปริพาชิการับโอวาทไหว้พระมหาสัตว์แล้ว จึงไปสู่สถานที่ตามที่ชอบใจ. ได้ทราบว่า นอกจากวันนั้นแล้วทั้ง ๒ ท่านนั้นก็ไม่ได้พบเห็นกันอีก.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ให้ฌานและอภิญญาเกิดขึ้นแล้ว ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ประชุมชาดกไว้ว่า ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่แล้วในอรหัตผล.
               ธิดาในครั้งนั้น ได้แก่ อุบลวรรณาเถรี ในบัดนี้
               บุตร ได้แก่ พระราหุลเถระ
               ปริพาชิกา ได้แก่ มารดาพระราหุลเถระ.
               ส่วนปริพาชก คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถากุมภการชาดกที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กุมภการชาดก ว่าด้วย เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1050อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1057อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1065อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4567&Z=4594
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com