ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธูมการีชาดก
ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า

               พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการทรงสงเคราะห์อาคันตุกะของพระเจ้าโกศลแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ดังนี้.
               ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระเจ้าโกศลนั้นไม่ได้ทรงสงเคราะห์ทหารเก่าที่มาเฝ้าตามประเพณี แต่ได้ทรงทำสักการะสัมมานะแก่ทหารผู้เข้ามาใหม่ๆ ยังเป็นแขก ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จไปเพื่อทรงปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกผู้ได้สักการะจักสู้รบ ส่วนทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่สู้รบโดยคิดว่าทหารเก่าจักสู้รบ. โจรเลยชนะพระราชา.
               พระราชาทรงปราชัยแล้ว ทรงทราบความที่ตนปราชัย เพราะโทษคือการทรงสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก เสด็จกลับพระนครสาวัตถี ทรงดำริว่า เราคนเดียวหรืออย่างไรทำอย่างนี้แล้วแพ้ หรือว่าพระราชาแม้เหล่าอื่นก็เคยแพ้ดังนี้ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเสด็จไปยังพระเชตวัน ถวายนมัสการพระศาสดาแล้ว จึงทูลถามข้อความนั้น.
               พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรมหาราช ใช่จะมีแต่มหาบพิตรพระองค์เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้พระราชาในสมัยโบราณ ทรงทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ผู้เป็นแขกแล้วทรงปราชัยก็มี.
               เป็นผู้อันพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล พระเจ้าโกรัพยะทรงพระนามว่า ธนญชัย ยุธิฏฐิลโคตร เสวยราชสมบัติในอินทปัตถนครในแคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลปุโรหิตของพระเจ้าธนญชัย เติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาศิลปทุกชนิดที่เมืองตักกสิลา กลับมาที่อินทปัตถนครแล้ว ได้รับตำแหน่งปุโรหิตเป็นผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระราชา แทนบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว. คนทั้งหลายได้ขนานนามท่านว่าวิธูรบัณฑิต.
               ครั้งนั้น พระเจ้าธนญชัยไม่ทรงคำนึงถึงทหารเก่า ได้ทรงทำการสงเคราะห์ทหารที่เป็นแขกใหม่เท่านั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าไม่รบโดยคิดว่าทหารใหม่ที่เป็นแขกจักรู้หน้าที่. ทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักรู้หน้าที่ ตกลงว่าทั้งทหารเก่าทั้งทหารใหม่ไม่รบเลย.
               พระราชาทรงปราชัยแล้ว เสด็จกลับอินทปัตถนครทันที ทรงดำริว่า เราปราชัยเพราะเราทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า เราจักถามวิธูรบัณฑิตว่า มีเราคนเดียวหรืออย่างไร ทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขกแล้วปราชัย หรือพระราชาแม้องค์อื่นๆ ที่เคยปราชัยมาแล้วก็มี แล้วตรัสถามข้อความนั้นกะวิธูรบัณฑิตผู้มาถึงที่เฝ้าพระราชาแล้วนั่ง. จึงพระศาสดาเมื่อจะทรงไขอาการที่ตรัสถามของพระราชานั้นให้แจ้งชัด ได้ตรัสกึ่งคาถาว่า :-
               พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้ว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมกาโม ได้แก่ ทรงมีสุจริตธรรมเป็นที่รัก.

               ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม? ใครคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกมาก.


               ส่วนกึ่งคาถาที่เหลือมีเนื้อความดังต่อไปนี้
               ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาท่านรู้บ้างไหมว่า ใครคนหนึ่งในโลกนี้เศร้าโศกมาก คือเศร้าโศกโดยอาการต่างๆ.
               พระโพธิสัตว์ครั้นสดับคำนั้นแล้ว เมื่อทรงนำอุทาหรณ์นี้มาแสดงว่า
               ข้าแต่มหาราช ความโศกของพระองค์ ชื่อว่าเป็นความโศกหรือ ในกาลก่อนพราหมณ์เลี้ยงแพะคนหนึ่ง ชื่อว่าธูมการี ต้อนแพะฝูงใหญ่ไปทีเดียวสร้างคอกไว้ในป่า พักแพะไว้ในคอกนั้น ก่อไฟและควันปฏิบัติฝูงแพะ บริโภคนมเป็นต้นพักอยู่. แล้วเขาเห็นชะมดทั้งหลายที่มา ณ ที่นั้นมีสีเหมือนสีทองแล้วทำความเสน่หาในชะมดเหล่านั้น กระทำสักการะแพะให้แก่ชะมดทั้งหลายโดยไม่คำนึงแพะ เมื่อเหล่าชะมดหนีไปป่าหิมพานต์ในสารทกาล และเมื่อแพะทั้งหลายหายไปแล้วไม่เห็นชะมดจึงเป็นโรคผอมเหลือง เพราะความโศกถึงความสิ้นชีวิตแล้ว.
               พราหมณ์คนนี้ทำการสงเคราะห์สัตว์ที่จรมา จึงเศร้าโศกลำบากถึงความพินาศมากกว่าพระองค์ร้อยเท่าพันเท่าดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมากอยู่ในป่ากับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควันทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน.
               ชะมดทั้งหลายถูกยุงรบกวน ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของพราหมณ์นั้นตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันนั้น.
               พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่แพะทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะเหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว.
               แต่ในสารทกาลในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอดเขาและที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร.
               พราหมณ์เห็นชะมดทั้งหลายไปแล้ว และแพะทั้งหลายถึงความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซีด และเป็นโรคผอมเหลือง.
               ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำคนที่มาใหม่ให้เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียวจะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุเตนฺโท ความว่า ผู้มีเชื้อเพลิงเพียงพอ. บทว่า ธูมํ อกาสิ ความว่า ได้ก่อขึ้นทั้งไฟทั้งควัน เพื่อประโยชน์แก่การนำไปซึ่งอันตรายคือแมลงวัน. คำว่า วาเสฏฺโฐ เป็นโคตร คือนามสกุลของเขา. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน. บทว่า ตํธูมคนฺเธน ความว่า เพราะกลิ่นควันนั้น. บทว่า สรภา ได้แก่ มฤคคือชะมด.
               บทว่า มกสทฺทิตา ความว่า ถูกยุงทั้งหลายรบกวนคือเบียดเบียนแล้ว. แม้แมลงวันที่เหลือก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วย มกส ศัพท์นั่นเอง.
               บทว่า วสฺสาวาสํ ความว่า อยู่แล้วตลอดราตรีแห่งกาลฝน ในสำนักของพราหมณ์นั้น.
               บทว่า มนํ กตฺวา ความว่า ให้เกิดความเสน่หาขึ้น.
               บทว่า นาวพุชฺฌถ ความว่า ไม่รู้ว่าแพะทั้งหลายออกจากป่ากำลังมาเข้าคอก ออกจากคอกกำลังไปป่า และมาแล้วจำนวนเท่านี้ ยังไม่มาจำนวนเท่านี้.
               บทว่า ตสฺส ตา วิน สุ ํ ความว่า เมื่อเขาไม่ได้ตรวจตราดูแพะเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ แพะทั้งหลายที่เขาไม่ได้รักษาอยู่จากอันตรายมีสิงโตเป็นต้น พินาศไปแล้ว เพราะอันตรายมีสิงโตเป็นต้น หรือแพะทั้งหมดพินาศไปแล้ว.
               บทว่า นทีนํ ปภวานิ จ ความว่า เข้าไปแล้วสู่ที่เป็นที่แรกเกิดของแม่น้ำทั้งหลายที่เกิดแต่ภูเขาด้วย. บทว่า วิภวํ ได้แก่ความไม่เจริญเห็น คือรู้แพะทั้งหลายที่ถึงความพินาศแล้วด้วย.
               บทว่า กีโสจวิวณฺโณ ความว่า พราหมณ์ละทิ้งแพะทั้งที่ให้น้ำนมเป็นต้น แล้วสงเคราะห์ชะมดทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นสัตว์ทั้ง ๒ ชนิดนั้น ก็เป็นผู้เสื่อมจากสัตว์ทั้ง ๒ พวก ถูกความโศกครอบงำแล้วจึงได้เป็นคนซูบผอมและมีผิวพรรณซูบซีด.
               บทว่า เอวํ โย สนฺนิรงฺ กตฺวา ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้นั่นแหละ ผู้ใดนำคนภายในของตนซึ่งเป็นคนเก่าแก่ออกไป คือละทิ้งแล้วทำความรักใคร่คนที่มาใหม่ โดยไม่คำนึงถึงใครๆ อีกเลย ผู้นั้นเป็นคนเดียวเช่นกับพระองค์ย่อมเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีที่ข้าพระองค์ทูลแสดงถวายพระองค์แล้วฉะนั้น.

               พระมหาสัตว์ทูลพระราชาให้ทรงรู้สึกพระองค์อย่างนี้แล้ว ฝ่ายพระราชาทรงทำความรู้สึกพระองค์แล้ว ทรงเลื่อมใสแล้วได้พระราชทานทรัพย์จำนวนมากแก่พระโพธิสัตว์นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ก็ทรงทำการสงเคราะห์คนภายในอยู่เท่านั้น ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นแล้ว ได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายภาคหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า
               พระเจ้าโกรัพยะในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้
               พราหมณ์ธูมการี ได้แก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล
               ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธูมการีชาดก ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1086อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1093อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1100อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4689&Z=4705
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com