ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กุมมาสปิณฑชาดก
ว่าด้วย อานิสงส์ถวายขนมกุมมาส

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น กิรตฺถิ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า พระนางเป็นธิดาของหัวหน้านายมาลาการคนหนึ่ง ในนครสาวัตถี มีรูปโฉมเลอเลิศ มีปัญญามาก เวลาพระนางมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา วันหนึ่ง กำลังไปสวนดอกไม้พร้อมกับหญิงสาวทั้งหลาย หยิบเอาขนมกุมมาส ๓ ก้อนวางไว้ในกระเช้าดอกไม้เดินไป. เวลาออกไปจากพระนคร พระนางเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งรัศมีแห่งพระสรีระ มีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม กำลังเสด็จเข้าพระนคร จึงน้อมก้อนขนมกุมมาสเหล่านั้นเข้าไปถวาย.
               พระศาสดาทรงยื่นบาตรที่ท้าวจาตุมหาราชถวายออกรับ.
               ฝ่ายพระนางวันทาพระบาทของพระตถาคตด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้ยึดเอาปิติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.
               พระศาสดา เมื่อทรงทอดพระเนตรนาง ได้ทรงกระทำการแย้มให้ปรากฏ.
               ท่านพระอานนท์เถระจึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการแย้มสรวลของพระตถาคตเจ้า?
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถึงเหตุแห่งการทรงแย้มแก่พระอานนท์ว่า
               ดูก่อนอานนท์ กุมาริกาคนนี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้.
               ฝ่ายนางกุมาริกาไปสวนดอกไม้แล้ว. วันนั้นเอง พระเจ้าโกศลทรงรบกับพระเจ้าอชาตสัตรู ทรงปราชัยในการรบแล้ว เมื่อทรงล่าถอยได้ทรงม้าต้นเสด็จมา ทรงสดับเสียงเพลงขับของนาง ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์จึงทรงควบม้าต้นมุ่งหน้าสู่สวนนั้น. กุมาริกาผู้ถึงพร้อมด้วยบุญ เห็นพระราชาแล้วไม่หนีเลย มาจับเชือกบังเหียนม้าทรงไว้. พระราชาประทับนั่งบนหลังม้าทรงนั่งเอง ตรัสถามว่า เธอมีสามีหรือยัง? เมื่อทรงทราบว่ายังไม่มีสามี จึงได้เสด็จลงจากหลังม้าต้น ทรงอิดโรยเพราะลมและแดด ทรงบรรทมม่อยหลับไปงีบหนึ่งบนตักของนาง แล้วให้นางนั่งบนหลังม้าทรง มีพลนิกายแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ทรงส่งนางไปยังเรือนของผู้มีตระกูลของตน เวลาเย็น ทรงส่งยานไปให้นำเอานางมาจากเรือนของผู้มีสกุล ด้วยสักการะสัมมานะมากให้นั่งใกล้กองรัตนะ ทรงทำการอภิเษกแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสี.
               จำเดิมแต่นั้นมา พระนางทรงเป็นที่โปรดปรานเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระราชา ทรงเป็นเทพดาของผัวผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการมีการตื่นก่อนเป็นต้น ได้ทรงเป็นผู้ใกล้ชิด แม้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. การที่พระนางทรงถวายขนมกุมมาส ๓ ก้อนแด่พระศาสดา แล้วได้ทรงประสบสมบัตินั้น ได้ระบือไปทั่วพระนคร.
               ภายหลังอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งข้อสนทนากันขึ้นที่ธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนม ๓ ก้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลของการถวายขนมเหล่านั้น ทรงได้รับอภิเษกในวันนั้นเอง.
               ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์จริง.
               พระศาสดาเสด็จมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย การที่พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนมกุมมาสแก่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วทรงได้รับความเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกศล
               เพราะเหตุไร? เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้มีพระคุณมาก
               ส่วนบัณฑิตในปางก่อน ได้ถวายขนมกุมมาสจืด ไม่ผสมเกลือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ผสมน้ำอ้อยแก่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วได้รับสิริราชสมบัติในแคว้นกาสีประมาณ ๓ โยชน์ ในอัตภาพที่ ๒ เพราะผลการถวายขนมนั้น น่าอัศจรรย์แท้ ดังนี้
               แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลของคนยากจนตระกูลหนึ่ง เติบโตแล้วอาศัยเศรษฐีคนหนึ่ง ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีวิต.
               อยู่มาวันหนึ่ง เขาถือขนมกุมมาส ๔ ก้อนมาจากตลาด โดยคิดว่า ขนมเหล่านี้จักเป็นอาหารเช้าของเรา เมื่อเดินไปทำงานได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์กำลังเสด็จมา บ่ายพระพักตร์ไปนครพาราณสีเพื่อประโยชน์แก่ภิกษาจาร จึงคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้เสด็จไปนครพาราณสีเพื่อต้องการภิกษาจาร เราก็มีขนมกุมมาส ๔ ก้อนนี้ ถ้ากระไรแล้ว เราควรถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ แล้วเข้าไปเฝ้าท่านทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีขนมกุมมาสในมือ ๔ ก้อน ข้าพระองค์ขอถวายขนมเหล่านี้แก่พระองค์ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับเถิด แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ บุญนี้จักมีแก่ข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์และความสุขตลอดกาลนาน.
               ได้ทราบการทรงรับนิมนต์ของพระองค์ท่านแล้ว ก็ตกแต่งอาสนะ ๔ ที่ โดยพูนทรายขึ้นลาดกิ่งไม้และผ้าเปลือกไม้ไว้บนกองทรายเหล่านั้น นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ประทับนั่งตามลำดับแล้ว เอากระทงใบไม้ตักน้ำมาหลั่งทักขิโณทก วางขนมกุมาส ๔ ก้อนลงในบาตร ๔ ใบ นมัสการแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาสเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าการเกิดในเรือนคนจน ขอจงอย่ามีเลย ขอให้การถวายทานนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็เสวยทันที ในที่สุดแห่งการเสวย ทรงทำอนุโมทนาแล้ว ได้ทรงเหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลนั่นเอง.
               พระโพธิสัตว์ประคองอัญชลี แล้วเอาปิติที่ไปในพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นละสายตาไปแล้ว ก็ไป ณ ที่ทำงานของตน, แม้ท่านทำกรรมเพียงเท่านี้ แต่รำลึกถึงทานนั้นตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ก็ถือกำเนิดในพระอุทรของพระอัครมเหสี ของพระเจ้าพาราณสี. พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า พรหมทัตกุมาร.
               ท้าวเธอ จำเดิมแต่เวลาที่ตนเสด็จดำเนินไปด้วยพระบาท ทรงเห็นกิริยาอาการของตนในชาติก่อนปรากฏชัดด้วยความรู้ระลึกชาติได้ เหมือนเห็นเงาหน้าในกระจกเงาที่ใสว่า เราได้เป็นลูกจ้างในนครนี้นั่นเอง เมื่อเดินไปทำงานได้ถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ถือกำเนิดในที่นี้ เพราะผลของกรรมนั้น.
               ท้าวเธอทรงเจริญวัย แล้วเสด็จไปยังนครตักกสิลา ทรงเรียนศิลปะทุกอย่าง แล้วเสด็จกลับมา ทรงแสดงศิลปะที่ทรงศึกษามาแล้วแก่พระราชบิดา แล้วพระราชบิดาทรงพอพระราชหฤทัย ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอุปราช.
               ในกาลต่อมาโดยสิ้นรัชกาลของพระราชบิดา ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ.
               ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายพากันนำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลผู้ทรงเลอโฉม มาถวายให้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์. ก็ในวันฉัตรมงคลของพระองค์ คนทั้งหลายได้พากันตบแต่งพระนครทั้งนครให้เหมือนเทพนครก็ปานกัน.
               พระองค์เสด็จเลียบพระนคร แล้วเสด็จขึ้นปราสาทที่ตบแต่ง แล้วเสด็จขึ้นพระราชบัลลังก์ ที่ยกเศวตฉัตรขึ้นไว้ ณ ท่ามกลางชั้นที่กว้างใหญ่ ประทับนั่งแล้ว ทอดพระเนตรพสกนิกรทั้งหลาย ที่พากันยืนเฝ้าด้านหนึ่งเป็นอำมาตย์ ด้านหนึ่งเป็นคหบดี มีพราหมณ์คหบดีเป็นต้น ผู้มีสมบัติต่างๆ กัน มีความรุ่งเรืองสุกใสด้วยสิริวิลาส ด้านหนึ่งเป็นประชาชนชาวกรุง มีมือถือเครื่องบรรณาการนานาชนิด ด้านหนึ่งเป็นคณะหญิงฟ้อนจำนวนหมื่นหกพันนาง ปานประหนึ่งสาวอัปสรผู้ตบแต่งแล้ว ฉะนั้น และสิริราชสมบัตินี้เป็นที่รื่นรมย์พระทัยยิ่งนัก ทรงรำลึกถึงกุศลกรรมที่ตนบำเพ็ญไว้ในปางก่อนแล้ว ทรงรำลึกถึงพระคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายว่า
               สิริสมบัติแม้ทั้งหมดนี้ คือ ห่อทองห่อนี้ ๑ ดอกไม้ทอง ๑ เศวตฉัตร ๑ ช้างม้าและรถที่เป็นราชพาหนะเหล่านี้ จำนวนหลายพัน ๑ ห้องคลังที่เต็มด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ๑ แผ่นดินใหญ่ที่เต็มไปด้วยธัญชาตินานาชนิด ๑ เหล่านารีที่เทียบเคียงกับสาวอัปสร ๑
               เป็นสมบัติของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่อาศัยการถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์นั่นเอง สมบัตินั้นเราได้มาเพราะอาศัยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ดังนี้แล้วได้กระทำกรรมของตนให้ปรากฏแล้ว.
               เมื่อพระองค์ทรงรำลึกถึงผลกรรมนั้นแล้ว พระสรีระทั้งสิ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยปิติ. พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยชุ่มเย็นด้วยปิติ.
               เมื่อทรงขับเพลงที่ทรงอุทานออกมาที่ท่ามกลางมหาชน ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ได้ยินว่า การปรนนิบัติพระอโนมทัสสีปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืดเถิด
               โปรดดูผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาส ที่เป็นเหตุให้เรามีช้างโคม้าทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย ทั้งแผ่นดินทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสุ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เพราะได้เห็นปัจเจกโพธิญาณ ที่ไม่ต่ำช้า คือไม่ลามก.
               การทำสามีจิกรรมมีการอภิวาท การลุกขึ้นรับ และการทำอัญชลีเป็นต้นก็ดี การเห็นสมบัติในปัจจุบัน แล้วยังจิตให้เลื่อมใสในไทยธรรมที่เป็นของตน จะน้อยหรือมาก เลวหรือประณีตก็ตาม แล้วกำหนดคุณของปฏิคาหก ชำระเจตนาทั้ง ๓ ให้สะอาด เชื่อผลของกรรม แล้วทำการบริจาคก็ดี ชื่อว่าปาริจริยา การปรนนิบัติ.
               บทว่า พุทฺเธสุ ความว่า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.
               บทว่า อปฺปกา ความว่า ธรรมดาการปรนนิบัติที่จะย่อหย่อนหรือน้อยไม่มี.
               บทว่า สุกฺขาย ความว่า ไม่มียางเหนียว.
               บทว่า อโลณิกาย ความว่า เว้นจากน้ำอ้อย. อธิบายว่า ก้อนขนมกุมมาสนั้น ท่านกล่าวว่า อโลณิกา คือจืดชืด เพราะเขาทำสำเร็จรูปแล้ว โดยไม่ผสมน้ำอ้อย.
               บทว่า กุมฺมาสปิณฑิยา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้ หมายถึงขนมกุมมาสที่พระโพธิสัตว์ถือไป โดยรวมขนมกุมมาส ๔ ก้อนเข้าด้วยกันนั่นเอง.
               ทักขิณาทานที่ทายกกำหนดคุณของสมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ยังเจตนาทั้ง ๓ ของผู้มุ่งหวังการเกิดผลให้ผ่องแผ้ว แล้วจึงถวาย ชื่อว่ามีผลน้อยไม่มี มีแต่จะอำนวยมหาสมบัติให้ในที่ที่เกิดแล้วเท่านั้น
               เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ จึงมีคำที่ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า :-
               เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาที่ถวายแล้วในพระตถาคตเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระองค์ก็ตาม ชื่อว่า มีผลน้อยไม่มี.


               แต่เพื่อแสดงถึงเนื้อความนั้น ควรนำเรื่องวิมานวัตถุทั้งหลายมาสาธก มีอาทิอย่างนี้ว่า :-
               ดิฉันได้ถวายน้ำนมแก่ภิกษุผู้เดินไปบิณฑบาต เชิญชมวิมานของดิฉันนั้นเถิด ดิฉันเป็นนางอัปสรสาวสวรรค์ ผู้มีผิวพรรณน่ารัก ดิฉันมีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เชิญดูผลวิบากของบุญทั้งหลายเถิด ด้วยผลบุญนั้น ผิวพรรณของดิฉันจึงเป็นเช่นนี้ ด้วยผลบุญนั้น สิ่งนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน โภคทั้งหลายไม่ว่าชนิดไหน ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจเกิดขึ้นแก่ดิฉันด้วยผลบุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งโรจน์อย่างนี้ และผิวพรรณของดิฉันเปล่งรัศมีไปทั่วทุกทิศ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนธญฺญา ได้แก่ ทรัพย์มีแก้วมุกดาเป็นต้นและธัญชาติ ๗ ชนิด.
               บทว่า ปฐวี จ เกวลา ได้แก่ แผ่นดินใหญ่นี้ทั้งสิ้นด้วย. พระราชาตรัสสำคัญหมายว่า แผ่นดินทั้งหมดตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว.
               บทว่า ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ความว่า พระราชาเมื่อทรงแสดงผลทานของพระองค์ด้วยพระองค์เอง จึงตรัสอย่างนี้. ได้ทราบมาว่า พระโพธิสัตว์ก็ดี พระสรรเพชญพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี ทรงทราบผลของทานอยู่
               และเพราะเหตุนั้นเอง พระศาสดา เมื่อตรัสพระสูตรในอิติวุตตกะ จึงตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ควรรู้วิบากของการแจกจ่ายทาน ดังที่เราตถาคตรู้ เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายยังไม่ได้ให้ ก็ไม่ควรบริโภค และไม่ควรให้ความตระหนี่ที่เป็นมลทินครอบงำจิตใจของพวกเขาตั้งอยู่. ทั้งยังไม่ได้แจกจ่าย แม้จากคำข้าวคำสุดท้าย คำข้าวคำที่กินเสร็จของพวกเขาก็ไม่ควรบริโภค ถ้าพวกเขาพึงมีปฏิคาหก.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่ สัตว์ทั้งหลายไม่รู้วิบากของการแจกจ่ายทานอย่างนี้ เหมือนที่เราตถาคตรู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้ก็บริโภค และความตระหนี่ที่เป็นมลทินก็ครอบงำจิตใจพวกเขาตั้งอยู่.


               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงมีปิติปราโมทย์เกิดขึ้นในวันฉัตรมงคลของตน จึงทรงร้องเพลงพระราชอุทาน ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้. จำเดิมแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์พากันร้องเพลงนั้นโดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด คือเพลงพระราชนิพนธ์และคนธรรพ์ที่เป็นนักฟ้อนทั้งหลายเป็นต้นที่เหลือก็ดี คนภายในเมืองก็ดี คนที่อยู่ภายในพระนครทั้งหลายก็ดี คนที่อยู่ภายนอกพระนครทั้งหลายก็ดี พากันร้องเพลงนั้นเหมือนกัน ที่ร้านเครื่องดื่มภัตตาคารบ้าง ที่บริเวณชุมชนบ้าง โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาของพวกเราทรงโปรด.
               เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วอย่างนี้ พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์จะทรงทราบเนื้อร้องของเพลงนั้น แต่ไม่กล้าทูลถามพระมหาสัตว์.
               ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่งของพระนาง จึงตรัสว่า น้องนางเอ๋ย ฉันจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงรับพร.
               พระนางจึงทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม หม่อมฉันขอรับพระราชทานพระพร
               บรรดาช้างม้าเป็นต้น เราจะให้อะไรแก่เธอ
               ข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไม่มีอะไรที่หม่อมฉันไม่มี เพราะอาศัยเสด็จพี่ หม่อมฉันไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากเสด็จพี่มีพระราชประสงค์จะพระราชทานพระพร ขอจงตรัสบอกเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ พระราชทานหม่อมฉันเถิด.
               น้องนาง เธอจะมีประโยชน์อะไรด้วยพรนี้ เธอจงรับเอาพรอื่นเถิด.
               ขอเดชะพระอาชญาไม่พ้นเกล้า หม่อมฉันไม่มีความต้องการอย่างอื่น ต้องการเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์อย่างเดียว.
               น้องนาง ดีแล้ว เราจักบอกให้ แต่เราจะไม่บอกแก่เธอคนเดียวในที่ลับ จักให้ตีกลองป่าวร้องไปในนครพาราณสี ประมาณ ๑๒ โยชน์ ให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระทวารหลวง ให้ลาดรัตนบัลลังก์ห้อมล้อมด้วยชาวนครทั้งหลาย มีอำมาตย์และพราหมณ์เป็นต้น และหญิงหมื่นหกพันนาง นั่งบนรัตนบัลลังก์ ท่ามกลางคนเหล่านั้น แล้วบอก.
               พระนางทูลรับว่า ดีแล้ว เพคะ.
               พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้นแล้ว มีหมู่มหาชนแวดล้อม เหมือนท้าวสักกะเทวราชมีหมู่เทวดาห้อมล้อม ฉะนั้น แล้วเสด็จประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์.
               ฝ่ายพระราชเทวีทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ตั้งพระภัทรบิฐทอง ทรงชำเลืองหางพระเนตรดูที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วประทับ ณ ที่ตามความเหมาะสม ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่จงตรัสบอกเนื้อร้องของเพลงมงคลที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัย แล้วทรงขับร้องแก่หม่อมฉันให้ชัดแจ้ง เหมือนให้พระจันทร์โผล่ขึ้นบนท้องฟ้าก่อน ฉะนั้น
               แล้วทูลคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงทำความยิ่งใหญ่ เพราะกุศลธรรม พระองค์ตรัสคาถาทรงเพลงเสมอๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพัฒนารัฐ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ผู้มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปิติอย่างแรงกล้า โปรดบอกหม่อมฉันเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลาธิป ความว่า พระมหาสัตว์นั้นทรงเป็นใหญ่ยิ่งในแคว้นโกศล แต่เสด็จประทับอยู่ โดยทรงทำความเป็นใหญ่ยิ่งในเพราะกุศลธรรม เพราะเหตุนั้น พระราชเทวีเมื่อทรงเรียกพระองค์ จึงทูลอย่างนี้.
               บทว่า กุสลาธิป มีอธิบายว่า ผู้ทรงมีพระอัธยาศัยเป็นกุศล.
               บทว่า พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสิ ความว่า ขอพระองค์โปรดมีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปิติอย่างเหลือเกิน ตรัสบอก คือว่า เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเนื้อความของคาถา คือเนื้อเพลงเหล่านั้น แก่หม่อมฉันก่อนเถิด.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงทำเนื้อความของคาถาทั้งหลายให้แจ่มชัดแก่พระนาง จึงได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาว่า :-
               เราได้เกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้นั่นเอง ได้เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น แต่มีสีลสังวร เราออกไปทำงานได้เห็นสมณะ ๔ รูปผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอาสวะ ยังจิตให้เลื่อมใสในท่านเหล่านั้นแล้ว ได้ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ปูด้วยใบไม้ เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยมือของตนเอง. ผลของกุศลกรรมนั้นของเรานี้เป็นเช่นนี้ คือเราได้เสวยราชสมบัตินี้ที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์กว้างขวาง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเล อญฺญตเร ความว่า ในตระกูลหนึ่งนั่นเอง ที่ไม่ปรากฏชื่อหรือโคตร.
               บทว่า อหุ ํ ความว่า เกิดแล้ว.
               บทว่า ปรกมฺมกโร อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลนั้นแล้ว เมื่อทำงานของผู้อื่นเลี้ยงชีพ เพราะเป็นคนจน ชื่อว่าได้เป็นกรรมกรของผู้อื่น คือทำงานของผู้อื่น.
               บทว่า ภตโก คือลูกจ้าง ได้แก่ผู้ที่เลี้ยงตัวด้วยค่าจ้างของคนอื่น.
               บทว่า สีลสํวุโต ความว่า ดำรงอยู่แล้วในสีลสังวร ๕ ประการ พระมหาสัตว์ทรงแสดงว่า เราแม้เลี้ยงชีพด้วยค่าจ้าง แต่ก็ละความทุศีล ได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
               บทว่า กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ ความว่า วันนั้น เราออกไปเพื่อจะทำงานที่ต้องทำ.
               บทว่า จตุโร สมเณ อทฺทสํ ความว่า ดูก่อนน้องนาง เราออกจากพระนครไป ขึ้นทางหลวงเดินไปแหล่งที่ทำงานของตน ได้เห็นบรรพชิต ๔ รูปผู้มีบาปสงบแล้ว กำลังเข้าไปสู่นครพาราณสีเพื่อต้องการบิณฑบาต.
               บทว่า อาจารสีลสมฺปนฺเน ความว่า การเลี้ยงชีพด้วยอเนสนา ๒๑ อย่าง ชื่อว่าอนาจาร ผู้ประกอบพร้อมด้วยอาจาระที่ตรงกันข้ามกับอนาจารนั้น และศีลที่มาแล้ว โดยมรรคและผลทั้งหลาย.
               บทว่า สีติภูเต ความว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งความเย็น เพราะระงับความกระวนกระวายมีราคะเป็นต้นได้ และดับไฟ ๑๑ กองได้.
               บทว่า อนาสเว ความว่า ผู้เว้นจากกามาสวะเป็นต้นได้.
               บทว่า นิสีทิตฺวา ความว่า ให้นั่งบนสันถัตใบไม้ที่เขาปูลาดไว้บนอาสนะกองทราย เพราะว่า สันถระในที่นี้ ท่านกล่าวว่า ได้แก่สันถัต.
               บทว่า อทาสึ ความว่า ข้าพเจ้าถวายทักขิโณทกแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้ถวายขนมกุมมาสโดยเคารพ ด้วยมือของตนเอง.
               บทว่า กุสลสฺส ความว่า ชื่อว่ากุศล เพราะหมายความว่า ไม่มีทั้งโรค ไม่มีทั้งโทษ.
               บทว่า ผลํ ได้แก่ ผลที่หลั่งออกมาจากเหตุ. บทว่า ผีตํ ความว่า ที่ผลิตสมบัติทุกอย่างให้.

               เมื่อพระมหาสัตว์บอกผลกรรมของตน โดยพิสดารอย่างนี้แล้ว
               พระเทวีครั้นทรงสดับแล้ว ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เมื่อจะทรงทำการสดุดีพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าว่าพระองค์ทรงทราบผลทานโดยประจักษ์อย่างนี้แล้วไซร้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระองค์ทรงได้ก้อนข้าวก้อนหนึ่งแล้ว ต้องถวายแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นแหละ จึงจะเสวย ดังนี้แล้ว ได้ทูลคาถานี้ว่า :-
               ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงพระราชทานก่อนจึงเสวย ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรงหมุนล้อ คือพระธรรมเถิด
               ข้าแต่มหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศพิธราชธรรมไว้เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททํ ภุญฺชถ ความว่า พระองค์ทรงประทานแก่ผู้อื่นแล้ว จึงเสวยด้วยพระองค์เอง.
               บทว่า มา ปมาโท ความว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทในบุญทั้งหลาย.
               บทว่า จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป ความว่า ข้าแต่มหาราชผู้ทรงมีพระราชอัธยาศัยในกุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงหมุนล้อคือพระธรรม ๔ อย่าง มีการอยู่ในประเทศที่เหมาะสมเป็นต้น.
               บทว่า จกฺกํ ความว่า รถวิ่งไปด้วยล้อ ๒ ล้อ แต่กายนี้ไปเทวโลกด้วยล้อ ๔ ล้อเหล่านี้ ล้อ ๔ ล้อเหล่านั้นนับว่าเป็นล้อ คือพระธรรม ขอพระองค์จงทรงหมุน คือให้ล้อนั้นกลิ้งไป.
               บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนเหล่าอื่นถึงความลำเอียงเพราะรักรีดทรัพย์นั่นเอง เหมือนหีบชาวโลกด้วยเครื่องหีบอ้อย ฉะนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ดำรงธรรมฉันใด ขอพระองค์อย่าทรงเป็นผู้ประพฤติอธรรม ฉันนั้น.
               บทว่า อนุธมฺมํ ปาลย ความว่า แต่ขอพระองค์จงทรงคุ้มครอง คือรักษา ได้แก่อย่าทรงสลัดทศพิธราชธรรมนี้ทิ้งเสีย คือ :-
               ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ตบะ คือความเพียร ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ และความไม่ผิดพลาด ๑

               พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระดำรัสของพระนาง จึงตรัสคาถานี้ว่า :-
               ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอโฉม เรานั้นจักประพฤติตามทาง ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายประพฤติมาแล้ว เสมอๆ นั้นนั่นเอง พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่พอใจของเรา เราต้องการจะได้เห็นท่าน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตุมํ ได้แก่ ทาง.
               บทว่า อริยาจริตํ ความว่า ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประพฤติมาแล้ว.
               บทว่า สุโกสเล มีเนื้อความว่า ดูก่อนพระธิดา คนดีของพระเจ้าโกศลผู้เลอโฉม.
               บทว่า อรหนฺโต ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ได้พระนามอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร์ เพราะเป็นผู้ทำลายข้าศึกทั้งหลาย และเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย.
               มีคำอธิบายไว้ว่า
               ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าปัสเสนผู้เจริญ เรานั้นไม่ทำความอิ่มใจว่า เราถวายทานแล้ว จักประพฤติตามทาง คือทานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายประพฤติแล้วบ่อยๆ นั้นนั่นเอง.
               ด้วยว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่ชอบใจ คือน่าทัศนาของเรา เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ล้ำเลิศ เราประสงค์จะเห็นท่านเหล่านั้นนั่นแหละ เพราะต้องการจะถวายจีวรเป็นต้น.

               ก็แหละพระราชา ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ทรงตรวจดูสมบัติของพระเทวี เมื่อตรัสถามว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เราบอกกุศลกรรมของตนในภพก่อนอย่างพิสดารแก่เธอแล้ว แต่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ ไม่มีหญิงแม้แต่คนเดียวที่เช่นกับเธอ โดยรูปร่าง หรือโดยเยื้องกราย และกิริยาเสน่หาของหญิง เธอนั้นทำกรรมอะไรไว้ จึงได้รับสมบัตินี้ดังนี้
               จึงได้ตรัสคาถาซ้ำว่า :-
               ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ชาวโกศลคนสวยงาม เธออุปมาเหมือนสาวอัปสร สวยงามในท่ามกลางหมู่นารี เหมือนพระเทพเทวีของท้าวสักกเทวราชก็ปานกัน เธอได้ทำความดีอะไรไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงาม?


               คาถานั้น มีเนื้อความว่า
               ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ชาวโกศลคนสวยงาม คือผู้เป็นพระราชธิดาคนดีของพระเจ้าโกศล เธออุปมาดังสาวอัปสร โดยรูปสมบัติ สวยงามเหลือเกิน ในท่ามกลางหมู่นารีนี้ เหมือนเทพธิดาตนใดตนหนึ่งของท้าวสักกเทวราชในสรวงสวรรค์ ในสมัยก่อน เธอได้ทำกรรมดีงามชื่ออะไรไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงามอย่างนี้.

               ลำดับนั้น พระราชเทวีนั้น เมื่อจะทูลบอกกรรมดีในภพก่อน ด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติได้ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาที่เหลือว่า :-
               ข้าแต่พระมหากษัตริย์ หม่อมฉันได้เป็นทาสี ผู้รับใช้ผู้อื่นของตระกูลกุฎุมพี เป็นผู้สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่พบเห็นบาป. ในครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิตเลื่อมใส ได้สำรวมใจ ถวายภัตตาหารที่เขายกให้เป็นส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กำลังเดินไปบิณฑบาต ผลแห่งกรรมนั้นของหม่อมฉัน จึงเป็นเช่นนี้.


               ได้ทราบมาว่า แม้พระราชเทวีนั้นก็ทรงระลึกชาติได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระนางจึงได้ทูลพระราชา โดยทรงกำหนดด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติของตนได้นั่นเอง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพตฺถกุลสฺส ความว่า แห่งตระกูลกุฎุมพี.
               บทว่า ทาสยาหํ ตัดบทเป็น ทาสี อหํ หม่อมฉันเป็นทาสี ปาฐะว่า ทาสาหํ ดังนี้ ก็มี.
               บทว่า ปรเปสิยา ความว่า เป็นผู้ทำการรับใช้ คือสาวใช้ที่ถูกผู้อื่นส่งไปเพื่อทำกิจนั้นๆ.
               บทว่า สญฺญตา ความว่า ธรรมดาว่า ทาสีเป็นผู้ทุศีล แต่หม่อมฉันเป็นผู้สำรวมด้วยทวาร ๓ ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล.
               บทว่า ธมฺมชีวินี ความว่า เป็นผู้เลี้ยงชีพ โดยไม่ทำการลวงผู้อื่นเป็นต้น แล้วประพฤติโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ.
               บทว่า สีลวตี ความว่า หม่อมฉันเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระมีคุณความดี.
               บทว่า อปาปทสฺสสนา ความว่า เป็นผู้พบเห็นสิ่งที่ดีงาม คือมีธรรมเป็นที่รัก.
               บทว่า อุทฺธตภตฺตํ ความว่า ภัตรส่วนที่หม่อมฉันได้ โดยยกขึ้นด้วยสามารถแห่งส่วนที่ถึงแก่ตน.
               บทว่า ภิกขุโน ความว่า แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ทรงทำลายกิเลสแล้ว.
               บทว่า จิตฺตา สุมนา ความว่า เป็นผู้ดีใจ คือเกิดโสมนัสขึ้น เชื่อผลของกรรมอยู่.
               บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ความว่า แห่งกรรม คือการถวายภิกษาอย่างเดียวนั้น.
               มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อก่อน หม่อมฉันเป็นทาสีของตระกูลกุฎุมพีตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในนครสาวัตถี ถือเอาภัตตาหารส่วนที่ได้แล้วเดินออกไป เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง กำลังทรงดำเนินไปบิณฑบาต ยังความยินดีของตนให้ห่อเหี่ยวลง ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม มีความสำรวมระวังเป็นต้น เชื่อผลของกรรมอยู่ จึงได้ถวายภัตตาหารนั้นแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น.
               หม่อมฉันนั้นดำรงอยู่จนตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ได้ถือกำเนิดในพระอุทรของพระมเหสีของพระเจ้าโกศล ในนครสาวัตถีนั้น บัดนี้ กำลังบำเรอบาทของพระองค์ เสวยสมบัติเห็นปานนี้ ผลกรรมของหม่อมฉันนั้นเป็นอย่างนี้ คือเช่นนี้.
               ตสฺส กมฺมสฺสาติ ตสฺส เอกภิกฺขาทานกมฺมสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ
               มหาราช ปุพฺเพ สาวตฺถิยํ อญฺญตรสฺส กุฏุมฺพิกกุลสฺส ทาสี หุตฺวา
               ลทฺธภาคภตฺตํ อาทาย นิกฺขมนฺตี เอกํ ปจฺเจกพุทฺธํ ปิณฺฑาย
               จรนฺตํ ทิสฺวา อตฺตโน ตณฺหํ มิลาเปตฺวา สญฺญมาทิคุณสมฺปนฺนา
               กมฺมผลํ สทฺทหนฺตี ตสฺส ตํ ภตฺตํ อทาสึ สาหํ ยาวตายุกํ
               ฐตฺวา กาลํ กตฺวา ตตฺถ สาวตฺถิยํ โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสิยา
               กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา อิทานิ ตว ปาทํ ปริจาริยมานา เอวรูปํ
               สมฺปตฺตึ อนุภวามิ ตสฺส เม กมฺมสฺส อิทมีทิสํ ผลนฺติ ฯ


               ในเรื่องนั้น เพื่อแสดงถึงความที่ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณความดีว่ามีผลมาก ควรอ้างคาถามาให้พิสดาร มีอาทิว่า :-
               บุญอันล้ำเลิศย่อมเจริญ แก่ชนทั้งหลายผู้เลื่อมใสแล้ว ในบุคคลผู้ล้ำเลิศแล อายุวรรณะ ยศ เกียรติ ความสุขและกำลังอันล้ำเลิศ ก็เจริญ.
               ผู้มีปัญญา ผู้ให้ของอันล้ำเลิศ ตั้งมั่นแล้วในธรรมอันล้ำเลิศ เป็นภูต คือเทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตามผู้ถึงความล้ำเลิศแล้วย่อมบรรเทิงใจ
               นี่เป็นขุมทรัพย์ที่อำนวยสมบัติ ทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.


               พระราชาและพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ครั้นตรัสกรรมเก่าโดยพิสดารด้วยประการอย่างนี้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ทรงให้สร้างศาลา ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่กลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระราชวัง ๑ แห่ง ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อน ยังมหาทานให้เป็นไป ทรงรักษาศีล รักษาอุโบสถ ในอวสานแห่งพระชนม์ชีพ ได้ทรงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า
               พระราชเทวีในครั้งนั้น ได้แก่ มารดาพระราหุล
               ส่วนพระราชา ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถากุมมาสปิณฑชาดกที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กุมมาสปิณฑชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ถวายขนมกุมมาส จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1100อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1107อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1114อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4728&Z=4762
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :