ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สุมังคลชาดก
ว่าด้วย คุณธรรมของกษัตริย์

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภราโชวาทสูตร จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสมฺหิ กุทฺโธ ดังนี้.
               ก็ในครั้งนั้น พระศาสดา อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ทรงบำเพ็ญมหาทาน พระองค์มีคนเฝ้าพระราชอุทยานคนหนึ่ง ชื่อสุมังคละ.
               ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งออกจากเงื้อมภูเขานันทมูลกะ จาริกไปถึงพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ทรงเลื่อมใส ไหว้แล้วนิมนต์ให้ขึ้นไปสู่ปราสาท นั่งบนราชอาสน์ ทรงอังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันมีรสเลิศต่างๆ ครั้นได้ทรงสดับอนุโมทนาแล้ว ทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น ขออาราธนาให้อยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์
               ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จไปพระราชอุทยาน แม้พระองค์เองพอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ก็เสด็จไปจัดแจงที่พักกลางคืน และที่พักกลางวันเป็นต้น ให้คนเฝ้าพระราชอุทยานทำหน้าที่ไวยาวัจจกร แล้วเสด็จเข้าพระนคร.
               จำเดิมแต่นั้นมา พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ฉันที่พระราชมณเฑียรเป็นนิตย์ อยู่ที่พระราชอุทยานนั้น สิ้นกาลนาน. แม้นายสุมังคละก็บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยเคารพ.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกนายสุมังคละมาบอกว่า เราจักอยู่อาศัยบ้านโน้น ๒-๓ วันแล้วจักมา ท่านจงกราบทูลพระราชาด้วย ดังนี้แล้วก็หลีกไป. นายสุมังละก็ได้กราบทูลพระราชาแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่บ้านนั้น ๒-๓ วัน เวลาเย็นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว กลับมาสู่พระราชอุทยาน. นายสุมังคละไม่รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามา ได้ไปเรือนของตน.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเก็บบาตรจีวร แล้วจงกรมหน่อยหนึ่ง นั่งอยู่บนแผ่นหิน. ก็ในวันนั้นมีแขกมาเรือนของคนเฝ้าพระราชอุทยานหลายคน นายสุมังคละคิดว่า เราจักฆ่าเนื้อที่พระราชาไม่ห้ามในพระราชอุทยาน เพื่อปรุงสูปะพยัญชนะเลี้ยงแขก จึงถือธนูไปสู่สวน สอดสายตาหาเนื้อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เข้าใจว่า ชะรอยจักเป็นเนื้อใหญ่ จึงเอาลูกศรพาดสายยิงไป.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเปิดผ้าคลุมศีรษะกล่าวว่า สุมังคละ. เขามีความกลัว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่รู้ว่าท่านมาแล้ว เข้าใจว่า เป็นเนื้อจึงยิงไป ขอท่านได้โปรดงดโทษแก่กระผมเถิด. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ข้อนี้ยกไว้เถอะ บัดนี้ท่านจะกระทำอย่างไร จงมาถอนเอาลูกศรไปเสีย เขาไหว้แล้วถอนลูกศร เวทนาเป็นอันมากเกิดขึ้นแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน ณ ที่นั้นเอง. คนเฝ้าสวนคิดว่า ถ้าพระราชาทรงทราบจักไม่ยอมไว้ชีวิตเรา จึงพาลูกเมียหนีไป.
               ในทันใดนั้นเอง ด้วยเทวานุภาพได้ดลบันดาลให้เกิดโกลาหลทั่วพระนครว่า
               พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว.

               วันรุ่งขึ้น ผู้คนพากันไปพระราชอุทยาน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กราบทูลพระราชาว่า คนเฝ้าสวนฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วหนีไป. พระราชาเสด็จไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ทรงบูชาศพเจ็ดวัน แล้วทรงทำฌาปนกิจด้วยสักการะใหญ่ เก็บพระธาตุ ก่อพระเจดีย์บรรจุพระธาตุ บูชาพระเจดีย์นั้น ครอบครองราชสมบัติโดยธรรม.
               ฝ่ายนายสุมังคละ พอล่วงไปหนึ่งปี คิดว่า เราจักรู้วาระน้ำจิตของพระราชา จึงมาหาอำมาตย์คนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านจงรู้ว่า พระราชาทรงรู้สึกในเราอย่างไร? อำมาตย์นั้นกล่าวพรรณนาคุณของนายสุมังคละในสำนักของพระราชา. พระราชาทำเป็นไม่ได้ยินเสีย. อำมาตย์ไม่ได้กล่าวอะไรๆ อีก กลับมาบอกนายสุมังคละว่า พระราชาทรงไม่พอพระทัย.
               พอล่วงไปปีที่สอง นายสุมังคละย้อนมาอีก พระราชาได้ทรงนิ่งเสียเช่นคราวก่อน.
               พอล่วงไปปีที่สาม นายสุมังคละได้พาลูกเมียมา. อำมาตย์รู้ว่า พระราชามีพระทัยอ่อนลงแล้ว จึงพานายสุมังคละไปยืนที่ประตูพระราชวัง แล้วกราบทูลพระราชาว่า นายสุมังละมา. พระราชารับสั่งให้เรียกนายสุมังคละมา ทรงทำปฏิสันถาร แล้วตรัสว่า สุมังคละ เหตุไรท่านจึงฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นบุญเขตของเราเสีย?
               นายสุมังคละกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มิได้มีเจตนาฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ข้าพระองค์เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเนื้อจึงได้ยิงไป ดังนี้แล้วได้กราบทูลเหตุการณ์ที่เป็นมานั้นให้ทรงทราบ.
               ลำดับนั้น พระราชาทรงปลอบโยนเขาว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านอย่ากลัวเลย แล้วตั้งให้เป็นผู้เฝ้าพระราชอุทยานอีก.
               ลำดับนั้น อำมาตย์ได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เหตุไรพระองค์ แม้ได้ฟังคุณของนายสุมังคละถึง ๒ ครั้ง ก็ไม่ตรัสอะไรๆ แต่พอได้ฟังในครั้งที่ ๓ เหตุไรจึงทรงเรียกมาอนุเคราะห์.
               พระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชากำลังพิโรธ ทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลันไม่สมควร ฉะนั้นครั้งก่อนๆ เราจึงนิ่งเสีย ครั้งที่ ๓ เรารู้ใจของเราว่า ความโกรธนายสุมังคละอ่อนลงแล้ว จึงให้เรียกเขามา ดังนี้
               เมื่อจะทรงแสดงราชวัตร ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ความว่า :-
               พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่า เรากำลังกริ้วจัดไม่พึงลงอาชญาอันไม่สมควรแก่ตนโดยไม่ใช่ฐานะก่อน พึงเพิกถอนความทุกข์ของผู้อื่นอย่างร้ายแรงไว้.
               เมื่อใดพึงรู้ว่าจิตของตนผ่องใส พึงใคร่ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พึงพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า นี่ส่วนประโยชน์ นี่ส่วนโทษ เมื่อนั้นจึงปรับไหมบุคคลนั้นๆ ตามสมควร.
               อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดไม่ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำและไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง
               พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น อันคุณงามความดีคุ้มครองแล้ว ย่อมไม่เสื่อมจากสิริ.
               กษัตริย์เหล่าใดถูกอคติครอบงำ ไม่ทรงพิจารณาเสียก่อนแล้วทำลงไป ทรงลงอาชญาโดยผลุนผลัน กษัตริย์เหล่านั้นประกอบไปด้วยโทษน่าติเตียน ย่อมละทิ้งชีวิตไป และพ้นไปจากโลกนี้แล้วก็ย่อมไปสู่ทุคติ.
               พระราชาเหล่าใดทรงยินดีแล้วในทศพิธราชธรรม อันพระอริยเจ้าประกาศไว้ พระราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐด้วยกาย วาจาและใจ
               พระราชาเหล่านั้นทรงดำรงมั่นอยู่แล้วในขันติโสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึงโลกทั้งสอง โดยวิธีอย่างนั้น.
               เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ของสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าเราโกรธขึ้นมา เราก็ตั้งตนไว้ในแบบอย่างที่โบราณราชแต่งตั้งไว้ คอยห้ามปรามประชาชนอยู่อย่างนั้น ลงอาชญาโดยอุบายอันแยบคาย ด้วยความปราณี.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเปกฺขิยาน ความว่า ได้เห็น คือรู้.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้.
               แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินรู้ว่า เรากำลังโกรธจัด คือถูกความโกรธที่มีกำลังครอบงำ ไม่พึงด่วนลงอาชญาอันต่างด้วยอาชญามีวัตถุ ๘ ประการเป็นต้น ต่อผู้อื่น คือไม่พึงยังอาชญาให้เป็นไป.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะว่า พระราชาทรงกริ้วแล้วไม่พึงรีบลงอาชญา ๘ อย่าง ๑๖ อย่างโดยอฐานะ คือโดยเหตุอันไม่บังควร ไม่พึงรับสั่งให้เขานำสินไหมมาเท่านี้ หรือให้ลงทัณฑ์นี้แก่เขา ซึ่งไม่สมควรแก่ความเป็นพระราชาของตน พึงถอนความทุกข์ร้ายแรง คือทุกข์ที่มีกำลังของผู้อื่นเสีย.
               บทว่า ยโต แปลว่า ในเวลาใด.
               ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้
               ก็เมื่อใด พระราชารู้ความผ่องใสแห่งจิตของตนซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น พึงประกอบคือกำหนดความผิด คือคดีที่ผู้อื่นทำไว้แผนกหนึ่ง เมื่อนั้นทรงใคร่ครวญอย่างนี้แล้ว พึงทำข้อความให้แจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า ในคดีนี้ นี้เป็นส่วนประโยชน์ นี้เป็นส่วนโทษของผู้นั้น ดังนี้แล้ว จึงเรียกเอาทรัพย์ของผู้ทำผิดนั้น ๘ กหาปณะหรือ ๑๖ กหาปณะ ให้พอแก่แปดหรือสิบหกกระทง มาตั้งลงปรับไหมคล้ายลงอาชญา คือใช้แทนโทษ.
               บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ไม่ถูกกิเลสมีฉันทาคติเป็นต้น แปดเปื้อนครอบงำ ย่อมแนะนำคือกำหนดรู้ผู้ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่น และไม่เผาพระองค์เอง.
               อธิบายว่า พระเจ้าแผ่นดินลงพระอาชญาโดยหาเหตุมิได้ด้วยอำนาจแห่งอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ชื่อว่าย่อมเผา คือทำให้ไหม้ได้แก่เบียดเบียนทั้งผู้อื่น ทั้งพระองค์เอง เพราะบาปกรรมมีฉันทาคติเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ ก็พระราชาเช่นนี้ชื่อว่าเผาผู้อื่น เผาพระองค์เองด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า โย ทณฺฑธโร ภวตีธ อิสฺสโร ความว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญาเหมาะสมแก่โทษ ในหมู่สัตวโลกนี้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่า ทัณฑธร.
               บทว่า ส วณฺณคุตฺโต ความว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นเป็นผู้อันความสรรเสริญถึงคุณ และความสรรเสริญคือยศคุ้มครองรักษา ย่อมไม่กำจัด คือไม่เสื่อมจากสิริเลย.
               บทว่า อวณฺณสํยุตฺตาว ชหนฺติ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้นไม่ดำรงธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดินเหลาะแหละ เป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ ย่อมละทิ้งชีวิตไป.
               บทว่า ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต ความว่า พระราชาเหล่าใด ทรงยินดีในทศพิธราชธรรม ที่พระธรรมิกราชเจ้าผู้ประเสริฐด้วยอาจาระประกาศไว้.
               บทว่า อนุตฺตรา เต ความว่า พระราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐด้วยกาย วาจา ใจ ยอดเยี่ยมครบไตรทวาร.
               บทว่า เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺฐิตา ความว่า พระราชาเหล่านั้นดำรงอยู่ในความสงบกิเลส ในโสรัจจะ กล่าวคือความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ และในสมาธิคือความเป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นธรรมิกราช.
               บทว่า วชนฺติ โลกํ ทุภยํ ความว่า พระราชาเหล่านั้นครองราชสมบัติโดยยุติธรรม ย่อมถึงโลกทั้งสองเท่านั้น คือจากมนุษยโลกถึงเทวโลก จากเทวโลกถึงมนุษยโลก ไม่ต้องไปเกิดในทุคติมีนรกเป็นต้น.
               บทว่า นรปมุทานํ ความว่า เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ของสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย.
               บทว่า ฐเปมิ อตฺตานํ ความว่า ถึงแม้เราโกรธขึ้นมา ก็ต้องไม่ลุอำนาจความโกรธ ตั้งตนไว้ในแบบอย่าง อันโบราณราชทรงบัญญัติไว้ ไม่ทำลายหลักธรรมอันเป็นเครื่องวินิจฉัยของท่านเสีย.

               เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตรัสแสดงคุณของพระองค์ด้วยคาถา ๖ คาถาอย่างนี้แล้ว ราชบริษัททั้งหมดพากันชื่นชมยินดี กล่าวสรรเสริญคุณของพระราชาว่า คุณสมบัติคือศีลและอาจาระนี้ สมควรแก่พวกเราทีเดียว.
               ส่วนนายสุมังคละ เมื่อพวกบริษัทกล่าวจบแล้ว ก็ลุกขึ้นถวายบังคมพระราชา ประคองอัญชลีกล่าวสรรเสริญพระราชา ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า :-
               ข้าแต่กษัตริย์ผู้ชนาธิปัตย์ บริวารสมบัติ และปัญญา มิได้ละพระองค์ในกาลไหนๆ เลย พระองค์มิได้มักกริ้วโกรธ มีพระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ขอพระองค์ทรงปราศจากทุกข์ บำรุงพระชนม์ชีพ ยืนอยู่ตลอดร้อยพรรษาเถิด.
               ข้าแต่กษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ คือโบราณราชวัตรมั่นคง พระราชทานอภัยให้ทูลเตือนได้ ไม่ทรงกริ้วโกรธ มีความสุขสำราญไม่เดือดร้อน ปกครองแผ่นดินให้ร่มเย็น แม้จุติจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จงทรงถึงสุคติเถิด.
               พระเจ้าธรรมิกราชทรงฉลาดในอุบาย เมื่อครองราชสมบัติด้วยอุบายอันเป็นธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ อันบัณฑิตแนะนำกล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ พึงยังมหาชนผู้กำเริบร้อนกายและจิต ให้ดับหายไป เหมือนมหาเมฆ ยังแผ่นดินให้ชุ่มชื้นด้วยน้ำ ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรี จ ลกฺขี จ ได้แก่ บริวารสมบัติ และปัญญา.
               บทว่า อนีโฆ แปลว่า จงเป็นผู้ปราศจากทุกข์.
               บทว่า อุเปต ขตฺติย ความว่า ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้. พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
               บทว่า ฐิตมริยวตฺตี ความว่า โบราณราชวัตร กล่าวคือทศพิธราชธรรม ชื่อว่า ฐิตอริยวัตร จงเป็นผู้ดำรงมั่นในราชธรรม เพราะตั้งมั่นอยู่ในโบราณราชวัตร คือทศพิธราชธรรมนั้น.
               บทว่า อนุปฺปีฬ ปสาส เมทนึ ความว่า และจงปกครองแผ่นดินไม่ให้พสกนิกรเดือดร้อน. พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
               บทว่า สุนีเตน ความว่า อันบัณฑิตแนะนำไว้ดี คือ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม.
               บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐.
               บทว่า ญาเยน นี้ เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นเอง.
               บทว่า อุปายโส แปลว่า ด้วยความฉลาดในอุบาย.
               บทว่า นยํ ความว่า พระเจ้าธรรมิกราช เมื่อทรงแนะนำ คือครองราชสมบัติ.
               บทว่า นิพฺพาปเย ความว่า เมื่อนายสุมังคละจะแสดงความว่า พระเจ้าธรรมิกราช เมื่อบำบัดความกระวนกระวายทางกายและทางใจ ได้ด้วยข้อปฏิบัตินี้ ชื่อว่า พึงทำมหาชนผู้กำเริบร้อนด้วยทุกข์กายทุกข์ใจ ให้ดับเย็นได้ เหมือนมหาเมฆยังแผ่นดินให้ชุ่มชื่นด้วยน้ำฉะนั้น ขอพระองค์จงทำมหาชนให้ดับเข็ญ เช่นนั้นเถิด.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงด้วยการประทานโอวาทแก่พระเจ้าโกศลแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้น ได้ปรินิพพานแล้ว
               นายสุมังคละ คนเฝ้าพระราชอุทยานในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
               พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาสุมังคลชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สุมังคลชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของกษัตริย์ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1137อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1146อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1155อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4874&Z=4909
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com