ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อัฏฐานชาดก
ว่าด้วย สิ่งที่เป็นไปไม่ได้

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา กุมุทินี ดังนี้.
               พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. จึงตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุไร? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลส.
               จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า มาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตร ไม่น่าไว้วางใจ บัณฑิตทั้งหลายในครั้งก่อน แม้ให้ทรัพย์วันละพัน ก็ไม่สามารถจะให้มาตุคามยินดีได้ นางนั้นพอไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งเพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ได้ให้คนลากคอบัณฑิตเหล่านั้นไปเสีย มาตุคามไม่รู้คุณคนอย่างนี้ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจกิเลส เพราะเหตุมาตุคามนั้น ดังนี้แล้ว ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่า พรหมทัตกุมาร และบุตรของเศรษฐีพระนครพาราณสี มีชื่อว่ามหาธนกุมาร. กุมารทั้งสองเป็นสหายกันมาแต่เล็กๆ เรียนศิลปะในตระกูลอาจารย์เดียวกัน. พรหมทัตกุมารได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต. บุตรเศรษฐีได้อยู่ในราชสำนักนั้นแหละ.
               ก็ในพระนครพาราณสี มีนางวรรณทาสีคนหนึ่งเป็นหญิงนครโสเภณี มีรูปร่างงามเลิศ บุตรเศรษฐีได้ให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่กับนางนั้นตลอดกาล แม้ได้ตำแหน่งเศรษฐี เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ไม่ทิ้งนางนั้น คงยังให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่เช่นนั้นเอง.
               เศรษฐีบุตรต้องเข้าเฝ้าพระราชา วันละ ๓ ครั้ง. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเศรษฐีบุตรเข้าเฝ้าพระราชาเวลาเย็น ปราศรัยอยู่กับพระราชาจนพลบค่ำ จึงออกจากราชสำนัก คิดว่า บัดนี้ ถ้าเราจะไปบ้านก่อน แล้วมาหาหญิงนครโสเภณี เวลาไม่พอ เราจักไปบ้านหญิงนครโสเภณีเลยทีเดียว แล้วส่งคนใช้ไปเรือนตัวคนเดียวเท่านั้น ไปบ้านหญิงนครโสเภณี.
               ลำดับนั้น หญิงนครโสเภณีเห็นเศรษฐีบุตร แล้วกล่าวว่า แน่ะลูกเจ้า ท่านนำทรัพย์พันหนึ่งมาหรือเปล่า? เศรษฐีบุตรกล่าวว่า น้องรัก วันนี้เราล่วงเลยผิดเวลาไป เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้ไปบ้าน ส่งแต่คนใช้ไป เราเข้ามานี่แต่คนเดียว แต่วันพรุ่งนี้ เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าสองพัน.
               นางคิดว่า ถ้าวันนี้เราให้โอกาส แม้วันอื่นๆ ก็จักมามือเปล่าอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จักเสื่อมจากทรัพย์ เราจักไม่ให้โอกาสแก่เขา. คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะบุตรเศรษฐีว่า นาย พวกเราชื่อว่า เป็นวรรณทาสี ซึ่งจะให้เย้าหยอกเล่นเปล่าๆ นั้นไม่มี ท่านจงนำทรัพย์พันหนึ่งมา.
               เศรษฐีบุตรได้ขอร้องอยู่แล้วๆ เล่าๆ ว่า น้องรัก พรุ่งนี้เราจักนำมาให้ ๒ เท่า.
               หญิงนครโสเภณีบังคับพวกทาสีว่า พวกเจ้าอย่าให้เศรษฐีนี้มายืนแลดูอยู่ที่นี่ จงลากคอมันออกไปแล้วปิดประตูเสีย. พวกนางทาสีได้กระทำเช่นนั้น.
               เศรษฐีนั้นคิดว่า เราได้ให้ทรัพย์แก่หญิงนี้ถึง ๘๐ โกฏิ แต่พอนางเห็นเรามือเปล่าเข้าวันเดียวก็ให้ลากคอเราออกไปเสีย โอ! ขึ้นชื่อว่ามาตุคามเป็นผู้ลามก หมดละอาย อกตัญญู ประทุษร้ายมิตร คิดดังนี้ ก็มองเห็นโทษของมาตุคามได้ จึงคลายความรักกลับได้ปฏิกูลสัญญา เบื่อหน่ายแม้ฆราวาส คิดว่า การครองเรือนจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักออกบวช ในวันนี้แหละ ไม่ไปเรือน และไม่เฝ้าพระราชาอีกเลย ออกจากพระนครเข้าป่า บวชเป็นฤๅษีสร้างอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นมีเผือกมัน ผลไม้ป่าเป็นอาหารอยู่ ณ ที่นั้น.
               เมื่อพระเจ้าพรหมทัตไม่เห็น มหาธนเศรษฐีเข้าเฝ้า จึงตรัสถามว่า สหายของเราไปไหน? แม้ข่าวการกระทำของหญิงนครโสเภณี ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษได้กราบทูลความนั้นแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระสหายของพระองค์ มีความละอายไม่กลับบ้าน เข้าป่าบวชแล้ว.
               พระราชารับสั่งให้เรียกหญิงนครโสเภณีมา ตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งวันเดียวเท่านั้น ก็ให้พวกทาสีลากคอสหายของเราออกไป จริงหรือ? นางรับว่า จริงเพคะ. พระราชาตรัสว่า แน่ะหญิงลามกเลวทราม เจ้าจงไปยังที่ที่สหายของเราไป แล้วนำเขามา ถ้าเจ้านำมาไม่ได้ เจ้าต้องตาย. นางได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น มีความกลัว จึงขึ้นรถออกจากพระนครไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาที่อยู่ของฤๅษีนั้น พอได้ฟังข่าวว่าอยู่ที่นั่น ก็ได้ไป ณ ที่นั้น นมัสการแล้ว วิงวอนว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านได้อดโทษที่ดิฉันกระทำ ด้วยความเป็นคนอันธพาล ดิฉันจักไม่กระทำอย่างนี้อีก.
               เมื่อพระฤๅษีกล่าวว่า ดีแล้ว เราอดโทษให้ เราไม่มีความอาฆาตในเธอ. นางจึงกล่าวว่า ถ้าท่านอดโทษให้ดิฉัน ก็ขอจงขึ้นรถไปสู่พระนครกับดิฉัน เมื่อถึงพระนครแล้ว ดิฉันจักถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในเรือนของดิฉัน. พระฤๅษีได้ฟังคำของนาง แล้วกล่าวว่า น้องหญิง บัดนี้ เราไม่อาจจะไปกับเจ้า ก็คราวใด ของสิ่งใดในโลกนี้ ไม่พึงมีพึงเป็น ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ คราวนั้นแหละ เราจะพึงไปกับเจ้า ดังนี้แล้ว
               กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-
               เมื่อใด แม่น้ำคงคาดารดาษด้วยดอกบัวก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี ต้นหว้าพึงให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.


               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนนางผู้เจริญ เมื่อใด แม่น้ำมหาคงคาแม้ทั้งหมดมีกอโกมุท ละความเป็นมหานทีมีกระแสไหลเชี่ยวเวียนวน ไม่ไหวติง เหมือนสระโกมุทดารดาษไปด้วยดอกโกมุทตั้งอยู่ก็ดี นกดุเหว่าทั้งหมดมีสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี อนึ่ง ต้นหว้าทั้งหมดให้ผลเป็นผลตาลก็ดี. บทว่า อถ นูน ตทา สิยา มีอธิบายว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น แม้เราทั้ง ๒ จะพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               ก็แล ครั้นพระฤๅษีกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อนางกล่าวอีกว่า เชิญพระผู้เป็นเจ้ามาไปด้วยกันเถิด.
               จึงกล่าวว่า เราจักไป.
               เมื่อนางถามว่า จักไปเมื่อใด?
               พระฤๅษีจึงกล่าวว่า จักไปเวลาโน้น เวลาโน้น ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า :-
               เมื่อใด ผ้าสามชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วยขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาว ในคราวน้ำค้างตกได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลายจะพึงทำเป็นป้อมมั่นคงดี ไม่หวั่นไหว อาจจะทนบุรุษผู้ขึ้นรบได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด เขากระต่ายจะพึงทำเป็นบันไดเพื่อขึ้นไปสวรรค์ได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงไต่บันได ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไปได้ เมื่อนั้น เราทั้งทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็นหมู่ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้าไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือนผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะเป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนาสมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกันอยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด นกตัวเล็กๆ พึงเอาจะงอยปากคาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
               เมื่อใด เด็กๆ พึงขับเรือใหญ่ อันประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัด กำลังแล่นไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติวิโธ ได้แก่ ผ้า ๓ ชนิดอย่างนี้ คือผ้าทำด้วยดอกไม้ ๑ ทำด้วยนุ่น ๑ ทำด้วยของ ๒ อย่าง ๑ ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยขนเต่า. บทว่า เหมนฺติกํ ปาวุรณํ ความว่า สามารถใช้เป็นเครื่องคลุมกันหนาว ในคราวน้ำค้างตกได้. บทว่า อถ นูน ตทา สิยา ความว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น เราจะพึงอยู่ร่วมกับเจ้าได้โดยส่วนเดียว.
               โดยวิธีนี้ บัณฑิตพึงเอาบทข้างหลังประกอบเข้ากับทุกๆ บท. บทว่า อฏฺฏาโล สุกโต ความว่า เมื่อใด หากจะทำเท้าแห่งยุงทั้งหลาย ให้เป็นป้อมที่มั่นคงดี ไม่หวั่นไหว รองรับบุรุษร้อยคนผู้ขึ้นรบไว้ได้. บทว่า ปริพาเหยฺยุ แปลว่า ขับไล่ให้หนีไป. บทว่า องฺคาเร ได้แก่ ในโรงที่ปราศจากเปลว.
               บทว่า วาสํ กปฺเปยฺยุ ความว่า แมลงวันทั้งหลายพากันดื่มสุราหมดหม้อ เมาแล้วเข้าไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง. บทว่า พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยริมฝีปากทั้ง ๒ งามเหมือนผลมะพลับ. บทว่า สุมุโข ได้แก่ มีหน้างามเหมือนแว่น ทอง. บทว่า ปิหเยยฺยุ ความว่า พึงปรารถนาสมบัติให้แก่กันและกัน ปรารถนาดีต่อกัน ปรองดองกันได้. บทว่า มูลสปตฺตานํ ได้แก่ รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด. บทว่า กุลุโก ได้แก่ นกเล็กๆ ตัวหนึ่ง. บทว่า สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือใหญ่ซึ่งกำลังแล่นไปในสมุทร. บทว่า สยนฺตํ สวฏากรํ ความว่า ประกอบไปด้วยสัมภาระครบครัน พร้อมด้วยเครื่องยนต์และใบพัด. บทว่า เจโต อาทาย ความว่า ก็เมื่อใด เด็กชาวบ้านตัวเล็กๆ พึงขับเรือเห็นปานนี้ ไว้ได้ด้วยมือ.

               พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๑๑ คาถาโดยอัฏฐานปริกัปนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               หญิงนครโสเภณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ขอขมาโทษพระมหาสัตว์ไปพระนคร กราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา แล้วทูลขอชีวิตของตนไว้.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก.
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               พระทศพลทรงประชุมชาดก ว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์
               ส่วนพระดาบส ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙

.. อรรถกถา อัฏฐานชาดก ว่าด้วย สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1180อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1188อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1199อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=5043&Z=5068
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com