ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา จุลลสุวกราชชาดก
ว่าด้วย ผู้รักษาไมตรี

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ทรงปรารภเวรัญชกัณฑ์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ รุกฺขา ดังนี้.
               เมื่อพระศาสดาเสด็จจำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา แล้วเสด็จถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า
               ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เป็นพุทธสุขุมาลชาติ ประกอบด้วยอิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เวรัญชพราหมณ์นิมนต์ไป ได้จำพรรษาอยู่ตลอด ๓ เดือนไม่ได้ภิกษาจากสำนักเวรัญชพราหมณ์แม้สักวันเดียว เพราะถูกมารดลใจเสีย ทรงละความโลภอาหารเสียได้ ดำรงพระชนม์ด้วยข้าวสำหรับเลี้ยงม้าที่พ่อค้าม้าถวายวันละแล่ง มิได้เสด็จไปที่อื่น
               ความที่พระตถาคตทรงมักน้อยสันโดษนี้น่าสรรเสริญเหลือเกิน.
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การละความโลภในอาหารของตถาคตในบัดนี้ ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อน ตถาคตเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานก็ได้ละความโลภอาหารมาแล้วดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
               เนื้อเรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยพิสดารตามทำนองที่ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง

               ในตอนนี้มีใจความว่า
               ท้าวสักกเทวราชทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ สนทนากับพญานกแขกเต้า
               จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า :-
               ต้นไม้ทั้งหลายที่มีใบเขียว มีผลดก มีอยู่เป็นอันมาก เหตุไรพญานกแขกเต้าจึงมีใจยินดีในต้นไม้แห้งผุเล่า.
               เราเคยบริโภคผลแห่งต้นไม้นี้นับได้หลายปีมาแล้ว ถึงเราจะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผลแล้ว ก็ต้องรักษาความไมตรีไว้ให้เหมือนดังก่อน.
               นกทั้งหลายย่อมละทิ้งต้นไม้แห้งผุ ขาดใบไร้ผลไปในที่อื่น ดูก่อนพญานกแขกเต้า ท่านเห็นโทษอะไรหรือ?
               นกเหล่าใดคบหากันเพราะต้องการผลไม้ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้นั้นไปเสีย นกเหล่านั้นโง่เขลา มีปัญญาที่เห็นแก่ตัว มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป.
               ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความสนิทสนมกัน ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ.
               ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีกเป็นยานพาหนะ มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพรตามที่ใจปรารถนาเถิด.
               ไฉนข้าพเจ้าจะพึงได้เห็นต้นไม้นั้นกลับมีใบมีผลอีกเล่า ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งเหมือนคนจนได้ขุมทรัพย์ ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวักอมตวารีมาประพรมต้นไม้ กิ่งก้านของต้นไม้นั้นก็งอกงาม มีเงาร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์.
               ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญสุข พร้อมด้วยพระญาติทั้งปวง เหมือนดังข้าพระบาทมีความสุข เพราะได้เห็นต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด.
               ท้าวสักกเทวราชประทานพรแก่พญานกแขกเต้า ทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสีเสด็จกลับเทพนันทวัน.


               พึงทราบความด้วยสามารถแห่งคำที่มีในก่อนนั่นแล
               ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
               บทว่า หริตปตฺตา ได้แก่ ที่สะพรั่งไปด้วยใบสีเขียว. บทว่า โกฬาเป ได้แก่ ที่ไม่มีแก่นซึ่งเมื่อลมพัดก็ส่งเสียงเหมือนมีใครมาตีให้ดัง ฉะนั้น. บทว่า สุวสฺส ความว่า เหตุไรท่านพญานกแขกเต้าจึงมีใจยินดีในต้นไม้เห็นปานนี้เล่า? บทว่า ผลสฺส แปลว่า ผลของต้นไม้นั้น.
               บทว่า เนกวสฺสคเณ เท่ากับ อเนกวสฺสคเณ แปลว่า นับได้หลายปีมาแล้ว. บทว่า พหู ความว่า แม้เมื่อหลายร้อยก็มิใช่ ๒ ปี มิใช่ ๓ ปีโดยที่แท้คือหลายปีมาแล้ว.
               บทว่า วิทิตฺวาน เป็นต้น ความว่า พญานกแขกเต้า เมื่อจะประกาศว่า ข้าแต่พญาหงส์ บัดนี้ พวกเราแม้จะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล ก็ต้องรักษาไมตรีไว้ให้เหมือนดังแต่ก่อน ไมตรียังมีอยู่ตราบใด พวกเราก็จะไม่ทำลายไมตรีนั้นตราบนั้น เพราะผู้ทำลายไมตรีไม่ใช่คนดี ไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ.
               บทว่า โอปตฺตํ ความว่า หมดไปคือไม่มีใบ ได้แก่มีใบร่วงแล้ว. บทว่า กึ โทสํ ปสฺสเส ความว่า นกเหล่าอื่นพากันละต้นไม้นั้นไปในที่อื่น ท่านเห็นโทษอะไรในการไปอย่างนี้. บทว่า เย ผลตฺถา ความว่า นกเหล่าใดคบหาคือเข้าไปหา เพราะต้องการผลไม้คือเพราะผลไม้เป็นเหตุ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้นั้นไป.
               บทว่า อตฺตตฺถปญฺญา ความว่า นกเหล่านั้นชื่อว่ามีปัญญาที่เห็นแก่ตัว เพราะมีปัญญาเพื่อประโยชน์ของตน คือมีปัญญาที่ตั้งอยู่ในตนเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น.
               บทว่า ปกฺขปาติโน ความว่า นกเหล่านั้นเมื่อหวังแต่ความเจริญเพื่อตนเท่านั้น ย่อมยังฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไปคือให้พินาศไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้ทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป เพราะอรรถว่าตกไปในฝักใฝ่ของตนเท่านั้น ดังนี้ก็ได้.
               บทว่า อปิ นาม นํ ความว่า ข้าแต่พญาหงส์ ถ้ามโนรถของข้าพเจ้าพึงสำเร็จ และพรที่ท่านให้แล้วพึงสำเร็จไซร้ ทำไฉนข้าพเจ้าจะพึงเห็นต้นไม้นี้กลับมีใบมีผลได้อีก แต่นั้นข้าพเจ้าจะยินดีกะต้นไม้นั้น คือพอเห็นต้นไม้นั้นเท่านั้นก็จะปลื้มใจอย่างที่สุดเหมือนคนจนได้ขุมทรัพย์ฉะนั้น.
               บทว่า อมตมาทาย คือทรงดำรงอยู่แล้วด้วยอานุภาพของพระองค์ทรงวักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมแล้ว.

               ในชาดกนี้มีอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถากับคาถานี้

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอนุรุทธะ ในบัดนี้
               พญานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาจุลลสุวกราชชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา จุลลสุวกราชชาดก ว่าด้วย ผู้รักษาไมตรี จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1226อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1236อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1246อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=5191&Z=5216
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com