ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค
๕. กฏาหกชาดก ว่าด้วยคนขี้โอ่

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มักโอ่รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุมฺปิ โส วิกตฺเถยฺย ดังนี้.
               เรื่องของภิกษุนั้น เช่นกับเรื่องที่กล่าวแล้วในหนหลัง นั่นแล.
               แปลกแต่ว่า ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ภรรยาของท่านคลอดกุมาร แม้ทาสีของท่านก็คลอดบุตรในวันนั้นเหมือนกัน. เด็กทั้งสองนั้นเติบโตมาด้วยกันทีเดียว. เมื่อบุตรท่านเศรษฐีเรียนหนังสือก่อน แม้ลูกทาสของท่านก็ถือกระดานชนวนตามไป พลอยศึกษาหนังสือกับบุตรเศรษฐีนั้นด้วย ได้เขียนอ่านสองสามครั้ง ลูกทาสนั้นก็ฉลาดในถ้อยคำ ฉลาดในโวหารโดยลำดับ เป็นหนุ่มมีรูปงาม โดยนามชื่อ กฏาหกะ.
               เขาทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุในเรือนของท่านเศรษฐี ดำริว่า คนเหล่านี้คงจะไม่ใช้ให้ เรากระทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุตลอดไป พอเห็นโทษอะไรๆ เข้าหน่อย ก็คงจะเฆี่ยน จองจำ ทำตราเครื่องหมาย แล้วก็ใช้สอย ทำนองทาสต่อไป.
               ก็ที่ชายแดนมีเศรษฐีผู้เป็นสหายของท่านเศรษฐีอยู่ ถ้ากระไร เราถือหนังสือด้วยถ้อยคำของท่านเศรษฐีไปในที่นั้น บอกว่า เราเป็นลูกท่านเศรษฐี ลวงเศรษฐีนั้น แล้วขอธิดาของท่านเศรษฐีเป็นคู่ครอง พึงอยู่อย่างสบาย เขาถือหนังสือไปด้วยตนเอง เขียนว่า ข้าพเจ้าส่งลูกชายของข้าพเจ้าชื่อโน้น ไปสู่สำนักของท่าน ขึ้นชื่อว่าความสัมพันธ์ฐานเกี่ยวดองกัน ระหว่างข้าพเจ้ากับท่าน และระหว่างท่านกับข้าพเจ้า เป็นการสมควร เพราะฉะนั้น ขอท่านได้โปรดยกธิดาของท่านให้แก่ทารกนี้ แล้วให้เขาอยู่ในที่นั้นแหละ แม้ข้าพเจ้าได้โอกาสแล้ว จึงจะมา ดังนี้ แล้วเอาตราของท่านเศรษฐีนั่นแหละประทับ ถือเอาเสบียงและของหอม กับผ้าเป็นต้น ไปตามชอบใจ ไปสู่ปัจจันตชนบท พบท่านเศรษฐี ไหว้แล้วยืนอยู่
               ครั้งนั้น ท่านเศรษฐีถามเขาว่า มาจากไหนเล่า พ่อคุณ?
               ตอบว่า มาจากพระนครพาราณสี ถามว่า พ่อเป็นลูกใคร?
               ตอบว่า เป็นบุตรของพาราณสีเศรษฐี ขอรับ.
               ถามว่า มาด้วยต้องการอะไรเล่า พ่อคุณ?
               ในขณะนั้น กฏาหกะก็ให้หนังสือ พร้อมกับกล่าวว่า ท่านดูหนังสือนี้แล้ว จักทราบ.
               ท่านเศรษฐีอ่านหนังสือแล้ว ดีใจว่า คราวนี้ เราจะอยู่อย่างสบายละ จัดแจงยกธิดาแต่งให้ บริวารของท่านเศรษฐีมีเป็นอันมาก ในเมื่อมีผู้น้อมนำยาคูและของเคี้ยว เป็นต้นเข้าไปให้ หรือน้อมนำผ้าที่อบด้วยของหอมใหม่ๆ เข้าไปให้ ก็ติเตียนข้าวยาคูเป็นต้นว่า โธ่เอ๋ย คนบ้านนอก ต้มยาคูกันแบบนี้ ทำของเคี้ยวก็อย่างนี้ หุงข้าวกันแบบนี้เอง ติเตียนผ้าและกรรมกรเป็นต้นว่า เพราะเป็นคนบ้านนอกนั่นเอง พวกคนเหล่านี้ จึงไม่รู้จักใช้ผ้าใหม่ๆ ไม่รู้จักอบของหอม ไม่รู้จักร้อยกรองดอกไม้.
               พระโพธิสัตว์ เมื่อไม่เห็นทาส ก็ถามว่า กฏาหกะ เราไม่พบหน้าเลย มันไปไหน ช่วยกันตามมันทีเถิด ดังนี้แล้ว ใช้ให้คนเที่ยวหาโดยรอบ. บรรดาคนเหล่านั้น คนหนึ่งไปที่นั้นเห็นเขาแล้ว จำเขาได้ เขาไม่รู้ว่าตนมา ไปบอกแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ฟังเรื่องนั้น แล้วคิดว่า มันทำไม่สมควรเลย ต้องไปจับมา. กราบทูลพระราชา ออกจากบ้านไปด้วยบริวารเป็นอันมาก.
               ข่าวปรากฏไปทั่วว่า ได้ยินว่า ท่านเศรษฐีไปสู่ปัจจันตชนบท.
               กฏาหกะฟังว่า ท่านเศรษฐีมา คิดว่า ท่านคงไม่มาด้วยเรื่องอื่น ต้องมาด้วยเรื่องเรานั่นแหละ ก็ถ้าเราจักหนีไปเสีย จักไม่อาจกลับมาได้อีก ก็อุบายนั้นยังพอมี เราต้องไปพบกับท่านผู้เป็นนาย แล้วกระทำกิจของทาส ทำให้ท่านโปรดปรานให้จนได้.
               จำเดิมแต่นั้น เขากล่าวอย่างนี้ ในท่ามกลางบริษัทว่า พวกคนพาลอื่นๆ ไม่รู้คุณของมารดาบิดา เพราะตนเป็นคนพาล ในเวลาที่ท่านบริโภค ก็ไม่กระทำความนอบน้อม บริโภคร่วมกับท่านเสียเลย. ส่วนเรา ในเวลามารดาบิดาบริโภค ย่อมคอยยกสำรับเข้าไป ยกกระโถนเข้าไป ยกของบริโภคเข้าไปให้ บางทีก็หาน้ำดื่มให้ บางทีก็พัดให้ เข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ ดังนี้แล้ว ประกาศกิจที่พวกทาสต้องกระทำแก่นายทุกอย่าง ตลอดถึงการถือกระออมน้ำไปในที่ลับ ในเวลาที่นายถ่ายอุจจาระปัสสาวะ.
               ครั้นให้บริษัทกำหนดอย่างนี้แล้ว เวลาที่พระโพธิสัตว์มาใกล้ปัจจันตชนบท ก็บอกกับเศรษฐีผู้เป็นพ่อตาว่า คุณพ่อครับ ได้ยินว่า บิดาของผมมา เพื่อพบคุณพ่อ คุณพ่อโปรดให้เขาเตรียมขาทนียโภชนียาหารเถิดครับ ผมจักถือเอาเครื่องบรรณาการสวนทางไป.
               พ่อตาก็รับคำว่า ดีแล้ว พ่อ.
               กฏาหกะถือเอาบรรณาการไปเป็นอันมาก เดินทางไป พร้อมด้วยบริวารกลุ่มใหญ่ ไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วให้บรรณาการ.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์รับบรรณาการ กระทำปฏิสันถารกับเขา ถึงเวลาบริโภคอาหารเช้า ก็ให้ตั้งกองพัก แล้วเข้าไปสู่ที่ลับเพื่อถ่ายสรีรวลัญชะ. กฏาหกะให้บริวารของตนกลับ แล้วถือกระออมน้ำ ไปสำนักพระโพธิสัตว์ เมื่อเสร็จอุทกกิจแล้ว ก็หมอบที่เท้าทั้งสอง กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นนาย กระผมจักให้ทรัพย์แก่ท่าน เท่าที่ท่านปรารถนา โปรดอย่าให้ยศของกระผมเสื่อมไปเลย ขอรับ.
               พระโพธิสัตว์เลื่อมใสในความสมบูรณ์ด้วยวัตรของเขา ปลอบโยนว่า อย่ากลัวเลย อันตรายจากสำนักของเรา ไม่มีแก่เจ้าดอก แล้วเข้าสู่ปัจจันตนคร สักการะอย่างมากได้มีแล้ว. ฝ่ายกฏาหกะก็กระทำกิจที่ทาสต้องทำแก่ท่านตลอดเวลา.
               ครั้งนั้น ปัจจันตเศรษฐีกล่าวกะพระโพธิสัตว์ผู้นั่งอย่างสบาย ในเวลาหนึ่งว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐี พอผมเห็นหนังสือของท่านเข้าเท่านั้น ก็ยกบุตรสาวให้แก่บุตรของท่านทีเดียว. พระโพธิสัตว์ก็กระทำกฏาหกะให้เป็นบุตรเหมือนกัน กล่าวถ้อยคำเป็นที่รักอันคู่ควรกัน ให้เศรษฐียินดีแล้ว. ตั้งแต่นั้น ก็ไม่มีใครสามารถมองหน้ากฏาหกะได้เลย.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เรียกธิดาเศรษฐีมาหา กล่าวว่า มานี่เถิด แม่คุณ ช่วยหาเหาบนศีรษะของเราหน่อยเถิด ดังนี้แล้ว กล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก กะนางผู้มายืนหาเหาให้ ถามว่า แม่คุณ ลูกของเราไม่ประมาทในสุขทุกข์ของเจ้าดอกหรือ เจ้าทั้งสองครองรักสมัครสมานกันดีอยู่หรือ?
               นางตอบว่า ข้าแต่คุณพ่อ มหาเศรษฐีบุตรของท่าน ไม่มีข้อตำหนิอย่างอื่นดอก นอกจากจะคอยจู้จี้เรื่องอาหารเท่านั้น.
               ท่านเศรษฐีกล่าวว่า แม่คุณ เจ้าลูกคนนี้ มีปกติกินยากเรื่อยมาทีเดียว เอาเถิด พ่อจะให้มนต์สำหรับผูกปากมันไว้แก่เจ้า เจ้าจงเรียนมนต์นั้นไว้ให้ดี เมื่อลูกเราบ่น ในเวลากินข้าวละก็ เจ้าจงยืนกล่าวตรงหน้าตามข้อความที่เรียนไว้ แล้วให้นางเรียนคาถา.
               พักอยู่สองสามวัน ก็กลับพระนครพาราณสีตามเดิม.
               ฝ่ายกฏาหกะขนขาทนียโภชนียาหารมากมาย ตามไปส่ง ให้ทรัพย์เป็นอันมาก แล้วกราบลากลับ.
               ตั้งแต่เวลาที่พระโพธิสัตว์กลับไปแล้ว เขายิ่งเย่อหยิ่งมากขึ้น. วันหนึ่ง เมื่อธิดาเศรษฐีน้อมนำโภชนะมีรสเลิศต่างๆ เข้าไปให้ ถือทัพพี คอยปรนนิบัติอยู่ เขาเริ่มติเตียนอาหาร.
               เศรษฐีธิดาจึงกล่าวคาถานี้ตามทำนองที่เรียนแล้วในสำนักของพระโพธิสัตว์ ว่า :-
               “ ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น ผู้นั้นพึงกล่าวอวดแม้มากมาย ดูก่อนกฏาหกะ เจ้าของเงินจะติดตามมาประทุษร้ายเอา เชิญท่านบริโภคอาหารเสียเถิด ”
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุมฺปิ โส วิกตฺเถยฺย อญฺญํ ชนปทํ คโต ความว่า ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น จากชาติภูมิของตน ในที่ใดไม่มีคนรู้กำเนิดของเขา ผู้นั้นพึงจู้จี้ คือกล่าวคำข่มแม้มากก็ได้.
               บทว่า อนฺวาคนฺตฺวาน ทูเสยฺย ความว่า เพราะย้อนทางไปทำกิจของทาสให้แก่นายแล้ว เจ้าจึงพ้นจากการถูกเฆี่ยนด้วยหวาย อันจะถลกหนังสันหลังขึ้นและการตีตราทำเครื่องหมายทาส ไปคราวหนึ่งก่อน ถ้าเจ้าขืนทำไม่ดี ในคราวหลังเขาย้อนกลับมา นายของเจ้าพึงตามประทุษร้ายได้ คือมาตามตัวถึงเรือนนี้ แล้วประทุษร้าย ทำลายเจ้าอีกได้ด้วยการเฆี่ยนด้วยหวาย ด้วยการตีตราเครื่องหมายทาสและด้วยการประกาศกำเนิดก็ได้ เหตุนั้น กฏาหกะเอ๋ย เจ้าจงละความประพฤติไม่ดีนี้เสีย บริโภคโภคะทั้งหลายเถิด อย่าทำให้ความเป็นทาสของตนปรากฏ แล้วเป็นผู้ต้องเดือดร้อนในภายหลังเลย.
               นี้แล เป็นอรรถาธิบายของท่านเศรษฐี.
               ส่วนธิดาเศรษฐีไม่รู้ความหมายนั้น กล่าวได้คล่องแต่พยัญชนะตามข้อขอดที่เรียนมา เท่านั้น. กฏาหกะคิดว่า ท่านเศรษฐีบอกเรื่องโกงของเราแล้ว คงบอกเรื่องทั้งหมดแก่นางนี้แล้วเป็นแน่.
               ตั้งแต่นั้น ก็ไม่กล้าติเตียนภัตรอีก ละมานะได้ บริโภคตามมีตามได้ ไปตามยถากรรม.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               กฏาหกะในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้มักโอ้อวด
               ส่วนพาราณสีเศรษฐีได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุสนาฬิวรรค ๕. กฏาหกชาดก ว่าด้วยคนขี้โอ่ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 124อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 125อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 126อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=826&Z=831
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :